ดู “ชูวิทย์” เช้า-ค่ำ สงครามเรียกเรทติ้งข่าวทีวี

“เรื่องเล่าเช้านี้” มีอายุอยู่ในผังรายการช่อง 3 นานถึง 14 ปี และต้องบอกว่าในอดีตถือเป็นรายการข่าวเช้าที่มีเรตติ้งและอัตราค่าโฆษณาที่แพงที่สุดหากเทียบกับช่องคู่แข่ง

 

แต่นั้นเป็นเพียงความสำเร็จในอดีตที่ “สรยุทธ สุทัศนะจินดา” แทบจะเป็น One Man Show ผู้สร้างเรตติ้ง และรายได้โฆษณามหาศาลให้แก่ช่อง 3  แต่เมื่อต้องไร้เงา “สรยุทธ” ที่ต้องโทษคดีความเรื่องทุจริต เรตติ้งรายการนี้จากเคยทิ้งห่างคู่แข่งขาดลอยกลับกลายเป็นหล่นวูบจนบางช่วงเวลาเป็นอันดับ 3 ของรายการข่าวเช้า

 

ค้นหา ดูโอนักเล่าข่าว

 

ที่ผ่านมาใช่ว่าช่อง 3 จะนิ่งเฉย เพราะได้กู้วิกฤติด้วยการสลับปรับเปลี่ยนตัว “นักเล่าข่าว” อยู่บ่อยครั้งในช่วง 1 ปีที่ผ่านมาแต่ดูสถานการณ์จะไม่ดีขึ้น

 

ทำให้ล่าสุด “เรื่องเล่าเช้านี้” เลือกจะปรับเปลี่ยนทั้งรูปแบบรายการและทีมนักเล่าข่าวเป้าหมายก็เพื่อ “กลับไปสู่จุดเดิม ที่ควรจะเป็น” นั้นคือเบอร์หนึ่งของสนามข่าวเช้า

 

ปฎิเสธความจริงในวงการข่าวทีวีไม่ได้ว่าใน 1 วันเกือบทุกช่องนั้นมีเนื้อหาข่าวที่เหมือนกัน 80% ที่นี้ก็อยู่ที่พิธีกรหรือนักเล่าข่าวคนนั้นแล้วว่าจะนำเสนอข่าว 1 ชิ้นที่เหมือนๆกันให้มีความ “ต่าง” ถูกใจผู้ชมอย่างไร

 

เป็นโจทย์ที่ช่อง 3 คิดมานานแล้วก็มีการค้นหาคนที่ “ใช่” มาอ่านข่าวคู่กับ “น้องไบร์ท พิชญทัฬห์ จันทร์พุฒ” ไม่ว่าจะเป็น “กุ๊ก กฤติกา ขอไพบูลย์”  และคนอื่นๆ หรือแม้แต่ข่าวลือการซื้อตัว “พุทธอภิวรรณ องค์พระบารมี”จากช่อง “อมรินทร์ทีวี”

 

จนมาถึงหนุ่มหล่ออย่าง “ต๊ะ พิภู พุ่มแก้ว” ที่มานั่งเก้าอี้ “นักเล่าข่าว” ในช่วงกลางปี 2559 แม้จะมีกระแสตอบรับกับหนุ่มคนนี้ดีพอสมควรแต่ช่อง 3 ก็ยังมองว่ายังไม่ใช่ “ตัวจริง”

 

แบ่ง Content ให้ชัดเจนมากขึ้น

 

“ไก่ ภาษิต” จึงมาแทนที่ ขณะเดียวกันก็มีการแบ่งช่วงเวลาเบรคแยก Content ให้ชัดเจนมากขึ้นกว่าเดิมนั้นคือ ช่วงข่าวทั่วไปจะเป็น “ไก่ ภาษิต – ไบร์ท พิชญทัฬห์” จากนั้นช่วงข่าวต่างประเทศ นอกเหนือจาก “เซน เมจกา” แล้วยังได้อาจารย์ “อดัม แบรดเชอว์” มาสร้างมิติใหม่ให้ผู้ชมเข้าใจโลกและภาษาอังกฤษมากขึ้น

 

ในขณะที่ข่าวกีฬา “เอกราช เก่งทุกทาง” มารายงานข่าวเช่นเดิมส่วนข่าวบันเทิงนั้นก็ยังเป็นทีมเดิมคือ

น้าเน็ก เกตุเสพสวัสดิ์,โก๊ะตี๋ อารามบอย, ดีเจพล่ากุ้ง วรชาติ และ ว่าน ธนกฤต

 

ชูวิทย์ ใช่ว่าจะการันตี เรตติ้ง

 

แต่ที่ถือเป็นเซอร์ไพรส์ที่มาพร้อมความหวังในการกอบกู้เรตติ้งนั้นคือการเปิดช่วงเวลาให้ “ชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์” มาสร้างสีสันในช่วง “ชูวิทย์มีเรื่องเล่า” ที่เทปแรกเพิ่งออกอากาศไปเมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน กินเวลานาน 16 นาที

 

แต่ไม่ใช่ว่าการมี “ชูวิทย์” จะเป็นการการันตีว่า “เรื่องเล่าเช้านี้” จะกลับมามีเรตติ้งพุ่งพรวดแม้จะได้จุดขายของ “ชูวิทย์” คือลีลาการนำเสนอแบบตรงไปตรงมาชวนน่าติดตาม

 

แต่อย่าลืมว่าช่อง 3 เองค่อนข้างจะมีกรอบในการนำเสนอข่าวที่รัดกุมโดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับการเมืองและวงการตำรวจ ซึ่ง”ต่าง” กับ “ไทยรัฐ” ในรายการข่าว “ชูวิทย์ ตีแสกหน้า” ที่มีการหยิบประเด็นการเมืองและวงการตำรวจมานำเสนอได้อย่างเข้าใจง่ายๆ ตรงไปตรงมา ตามสไตล์ที่เป็นตัวของ “ชูวิทย์” เอง

 

ที่นี้ต้องมาตามดูกันว่า Power Branding ของ “ชูวิทย์” บวกกับการปรับเปลี่ยนที่น่าจะเป็น “ครั้งใหญ่” ที่สุดในรอบ 14 ปีของ “เรื่องเล่าเช้านี้”

 

จะสามารถกลับมามีเรตติ้งอันดับ 1 ในสนามข่าวเช้าได้หรือไม่ ?

 

แต่ที่แน่ๆ นี้น่าจะเป็นบทเรียนราคาแพงของช่อง 3  ที่เลือกจะให้ “เรื่องเล่าเช้านี้” ผูกติดแน่นกับ Branding “ สรยุทธ สุทัศนะจินดา” มากเกินไปและเมื่อไร้ผู้ชายคนนี้ ผู้ชมก็เลือกจะกดรีโมทไปช่องอื่นแทน

 

และการหาร่าง “โคลนนิ่ง สรยุทธ” จึงเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะในโลกความเป็นจริง ไม่มีใครแทนที่ใครได้ และไม่มีใครที่สามารถ Copy ใครได้เหมือน 100% เป๊ะ!


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer