ลองนั่งนับนิ้วดูในไทยมีแบรนด์ขนส่งพัสดุไม่ต่ำกว่า 10 ราย

แล้วผู้บริโภคอย่างเราๆ เลือกใช้บริการเจ้าไหนกัน

แบรนด์ขนส่งพัสดุในไทยที่มากขนาดนี้สะท้อนให้เห็นว่า ตลาดขนส่งพัสดุในไทยกำลังแข่งขันอย่างดุเดือดและรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีทั้งผู้เล่นหน้าเก่า หน้าใหม่เข้ามาลงทุนในตลาดนี้มากขึ้น

แล้วในตลาดขนส่งพัสดุในประเทศไทยนี้หอมหวานแค่ไหน

หากดูตัวเลขย้อนหลังช่วง 2-3 ปีก่อน พบว่า ตลาดขนส่งพัสดุในไทยขยายตัวเฉลี่ย 40% ต่อปี

ปี 2017  ตลาดมีมูลค่า 2.5 หมื่นล้านบาท

ปี 2018 ตลาดมีมูลค่า 3.5 หมื่นล้านบาท

ปี 2019 ตลาดมีมูลค่า 4.9 หมื่นล้านบาท

มูลค่าที่เติบโตขึ้นนี้มาจากการขยายตัวของตลาด e-commerce ตามพฤติกรรมของผู้บริโภคที่หันมาซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์แพลตฟอร์มมากขึ้น  ซึ่งข้อมูลจากยูโรมอนิเตอร์พบว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซของไทยเติบโตเฉลี่ย 18% ต่อปี

ส่วนปี 2020 นี้ EIC มองว่า ธุรกิจขนส่งพัสดุของไทยมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่องราว 35% เป็น 6.6 หมื่นล้านบาท และการเติบโตที่สูงนี้ดึงดูดผู้เล่นหน้าใหม่ให้เข้ามาลงทุนมากขึ้น โดยเฉพาะผู้เล่นรายใหญ่จากต่างประเทศ ซึ่งส่งผลให้การแข่งขันด้านราคามีแนวโน้มรุนแรงตาม

ค่าส่งเริ่มต้นไม่ถึง 20 บาท

จากจำนวนแบรนด์ขนส่งพัสดุที่มีอยู่ในตลาดไม่ต่ำกว่า 10 รายนั้น ผู้ที่ครองส่วนแบ่งตลาดรวมกันมากกว่า 80% เบอร์หนึ่งคือ ไปรษณีย์ไทย และเบอร์สองอย่าง เคอรี่ เอ็กซ์เพรส

นอกนั้นก็เป็นผู้เล่นรายอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น SCG Express, DHL e-commerce, Nim Express, Ninja van, Best logistics, Flash Express, J&T Express, CJ logistics

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ให้บริการขนส่งพัสดุรายเดิมยังมีโอกาสเผชิญกับการแข่งขันจากผู้ให้บริการรับ-ส่งสินค้าตามความต้องการ (on-demand delivery) ซึ่งให้บริการด่วนภายใน 1 ชั่วโมง ตลอด 24 ชั่วโมง เช่น ลาลามูฟ, ไลน์แมน, แกร็บเอ็กซ์เพรส เป็นต้น

ด้วยเหตุนี้การลดราคาจึงเป็นวิธีหลักในการแย่งชิงส่วนแบ่งตลาดของผู้ให้บริการรายใหม่ สะท้อนได้จากอัตราค่าบริการขนส่งพัสดุเริ่มต้นที่ปรับลดลงจากราว 35 บาทในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาเป็น 19 บาทในปัจจุบัน

อีกทั้งในอนาคตอัตราค่าบริการมีโอกาสปรับลดลงอีก เนื่องจากวิธีการลดราคาค่าขนส่งนอกจากจะมีส่วนช่วยทำให้ผู้ประกอบการดึงดูดปริมาณขนส่งพัสดุเพิ่มขึ้นและทำให้ส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นแล้ว ปริมาณการขนส่งที่มากขึ้นยังช่วยลดต้นทุนการขนส่งเฉลี่ยของผู้ประกอบการ หรือการประหยัดต่อขนาด (economies of scale)

 

 

บริการต้องดี-ได้ของต้องไว

นอกจากการแข่งขันด้านราคาแล้ว ธุรกิจขนส่งพัสดุยังต้องแข่งขันในด้านบริการทั้งในแง่คุณภาพการบริการและความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า

โดย EIC มองว่า ด้านคุณภาพการบริการผู้ประกอบการควรต้องยกระดับความปลอดภัยในการจัดส่งสินค้าเนื่องจากมูลค่าสินค้าที่สั่งซื้อออนไลน์มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น

จากการสำรวจของ ETDA พบว่า มูลค่าเฉลี่ยของสินค้าต่อการสั่งซื้อผ่านช่องทาง e-commerce สูงขึ้นจาก 1,300 บาทในปี 2017 มาอยู่ที่ 1,700 บาทในปี 2018 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นสินค้าประเภทอุปโภคบริโภคของเด็ก เครื่องใช้ไฟฟ้า สมาร์ทโฟน และเครื่องสำอาง

อีกทั้งมูลค่ามีโอกาสสูงขึ้นอีกจากกลุ่มผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อสูงยุคใหม่ (new wealth) ที่หันมาสั่งซื้อสินค้าแบรนด์เนมระดับ Hi-End ผ่านทาง online platform เพิ่มมากขึ้น

ขณะที่ด้านความรวดเร็วในการจัดส่งสินค้า ปัจจุบันแม้จะพัฒนาไปมากแล้วจากในอดีตที่ใช้เวลาขนส่ง 5-7 วันเป็นการขนส่งภายในวันเดียวสำหรับพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑลหรือวันรุ่งขึ้นสำหรับการขนส่งทั่วประเทศ รวมถึงการขยายเวลาในการให้บริการเป็นตลอด 365 วัน

ผู้ประกอบการควรต้องรักษาความรวดเร็วในการขนส่งและหาโอกาสในการลดระยะเวลาในการจัดส่งเนื่องจากความล่าช้าในการจัดส่งอาจทำให้ผู้ใช้บริการมีโอกาสปรับเปลี่ยนไปใช้บริการจากคู่แข่งได้

จะเห็นได้ว่าแต่ละเจ้ามีทั้งศูนย์คัดแยก และรถขนส่งจำนวนมากเพื่อเพิ่มความสามารถในการจัดส่งที่เร็วขึ้น

ยกตัวอย่างเช่น Kerry Express มีศูนย์คัดแยกสินค้าราว 10 แห่ง ศูนย์กระจายพัสดุมากกว่า 1,300 แห่ง จุดให้บริการมากกว่า 10,000 จุด ยานพาหนะราว 20,000 คัน พร้อมทั้งพนักงานรวมกว่า 22,000 คน

ขณะที่ J&T Express ซึ่งเพิ่งเริ่มเข้ามาให้บริการทำให้ยังมีเครือข่ายที่เล็กกว่า โดยมีศูนย์คัดแยกและศูนย์กระจายสินค้า 15 แห่ง จุดให้บริการรวม 1,000 จุด ยานพาหนะ 1,000 คัน และพนักงานราว 10,000 คน

3 แนวทางปรับตัวให้อยู่รอด

ทั้งนี้ท่ามกลางการแข่งขันที่เข้มข้นนี้ EIC แนะ 3 ทางรอดปรับตัวอย่างไรให้อยู่รอด

1) การเป็นพันธมิตรกับ online platform ที่หลากหลายเพื่อเพิ่มปริมาณการขนส่งพัสดุ โดยเฉพาะผู้ประกอบการ e-commerce ซึ่งต้องการการจัดส่งพัสดุจำนวนมาก เช่น Kerry Express และ DHL ที่ร่วมมือกับทั้ง Lazada, Shopee และ JD Central อีกทั้งผู้ประกอบการอาจพิจารณาเข้าร่วมเป็นเครือข่ายโลจิสติกส์บน e-logistics marketplace เช่น Shippop และ Shipjung ในการช่วยหาลูกค้าให้แก่ผู้ประกอบการซึ่งจะช่วยเพิ่มอัตราการใช้งานรถขนส่ง

2) การสร้างความแตกต่างโดยเน้นให้บริการลูกค้าเฉพาะกลุ่มและยกระดับการบริการเพื่อสร้างจุดแข็งให้กับแบรนด์ของตัวเอง ยกตัวอย่างเช่น SCG เห็นโอกาสการเติบโตของบริการขนส่งแบบควบคุมอุณหภูมิจากฐานลูกค้าธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มของ SCG Packaging จึงต่อยอดธุรกิจให้บริการขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิภายใต้ชื่อ SCG Express และถือเป็นเจ้าแรกของไทยที่ให้บริการขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ (cool-TA-Q-BIN)

ส่วน Lalamove และ Deliveree สร้างจุดแข็งโดยการให้บริการขนส่งพัสดุออนดีมานด์ (On-Demand Delivery) ตลอด 24 ชั่วโมงผ่านแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือและสามารถตั้งเวลาเรียกใช้บริการขนส่งล่วงหน้า ซึ่งจะช่วยให้ผู้ใช้บริการสามารถวางแผนการขนส่งได้

3) การสร้างความร่วมมือระหว่างผู้ให้บริการขนส่งพัสดุด้วยกันเอง ทั้งรูปแบบของการเป็นเครือข่ายธุรกิจและการร่วมทุนกับบริษัทขนส่งต่างชาติที่ต้องการเปิดตลาดในไทย



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer