หลังเริ่มชัดเจนแล้วว่าทางข้างหน้าที่อุตสาหกรรมจะมุ่งไปคือ รถพลังงานไฟฟ้า (Electric Vehicle-EV) ค่ายรถทั่วโลกต่างตอบรับด้วยการทยอยส่งรถ EV มาให้ผู้บริโภคได้ขับจริง หรืออย่างน้อยก็เผย คอนเซ็ปต์และรถต้นแบบออกมาให้เห็นตามงาน Motor Show รวมไปถึงงานแสดงสินค้าเทคโนโลยี ล่าสุด กระทั่ง Foxconn บริษัทรับช่วงผลิต Gadget เบอร์หนึ่งของโลกที่สร้างชื่อจากการเป็นโรงงานผลิตหลักของ iPhone ก็ขอร่วมวงด้วย 

การเตรียมสตาร์ทเครื่องรถ EV ของ Foxconn ยังมีอีกประเด็นใหญ่ที่ต้องจับตามอง เพราะเป็นการแสดงให้เห็นว่า Disruption ส่งผลอย่างมากจนบริษัทรับช่วงผลิต Gadget ยังต้องขยับหาทางหนีไฟเตรียมไว้

 

ทางหนีไฟภัย Disruption แบบ Win Win

แม้ยังเป็นส่วนน้อยบนท้องถนน หากเทียบกับรถใช้น้ำมันและที่เติมแก๊ส แต่รถ EV ก็เริ่มมีให้เห็นมากขึ้น โดยเพื่อเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาดรถ EV ทาง Foxconn ได้จับมือกับ Fiat Chrysler Automobile (FCA) กลุ่มบริษัทยานยนต์สัญชาติอิตาลี-อเมริกัน ตั้งแบรนด์รถ EV ขึ้น ที่แต่ละบริษัทถือครองหุ้นฝั่งละ 50% และแบ่งความรับผิดชอบกันชัดเจน

FCA Foxconn

Foxconn รับหน้าที่ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า ระบบเซนเซอร์ และการเชื่อมต่ออุปกรณ์ดิจิทัล รวมไปถึงการสื่อสารกันของอุปกรณ์ผ่านสัญญาณอินเทอร์เน็ต (Internet of Things)

ขณะที่ FCA จะรับบทบาทเป็นผู้ผลิตและออกแบบรถยนต์ โดยเป้าหมายเบื้องต้นคือผลิตรถ EV จำหน่ายจีนก่อน เพราะเป็นตลาดรถประเภทนี้ที่ใหญ่สุดในโลก และมีอัตราเติบโตต่อเนื่อง

ยืนยันได้จากเมื่อปี 2019 ยอดขายเพิ่มขึ้นมาอีก 6% แม้ในปีเดียวกันยอดขายรถจีนลดลง 8% โดยหากไปได้สวยก็จะขยับขยายสู่การส่งออกต่อไป

ฝั่ง FCA หวังชิงส่วนแบ่งตลาดรถ EV ที่มีแนวโน้มโตแซงตลาดในสหรัฐฯ และยุโรป ต่อเนื่องจากแผนรุกตลาดรถ EV ยุโรปผ่านการจับมือกับ Peugeot Citroen ของฝรั่งเศสที่เพิ่งควบรวมกิจการกันไปเมื่อปลายปี 2019

EV Foxconn

ส่วนทาง Foxconn นอกจากเพิ่มความสามารถในการรุกตลาดยานยนต์แล้ว รถ EV แล้ว ยังช่วยกระจายความเสี่ยงและขยับหนี Disruption ที่ในอนาคตจะฉุดยอดขาย Smartphone ลดลง หรือหากเพิ่มขึ้นก็ไม่เปรี้ยงปร้างเหมือนเคย เพราะผู้บริโภคหันไปใช้ Gadget สั่งการด้วยเสียงกันมากขึ้น

ท่ามกลางการคาดหมายว่าในปี 2023 Gadget เพื่อความสะดวกในบ้าน (Smart Home) จะกลายเป็นอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ยอดขายอันดับหนึ่งทั่วโลก ส่วน Smartphone จะลงไปอยู่อันดับ 5

foxconn 2

ขณะเดียวกัน Foxconn ก็ยังไม่สามารถขยับไปผลิต Smart Device แบบเต็มตัวได้ เพราะความต้องการยังไม่มากถึงหลักล้านเครื่องจนเป็นตลาดใหญ่เหมือน Smartphone โดยนี่เป็นสถานการณ์เดียวกันกับที่บริษัทคู่แข่งระดับรองๆ ลงมาในธุรกิจรับจ้างผลิต Smartphone กำลังเผชิญอยู่

Smart device Foxconn

นอกจากเรื่อง Disruption แล้ว Foxconn ยังได้รับผลกระทบจากสงครามการค้าระหว่างจีนกับสหรัฐฯ โดยสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ผลิตในจีนต้องเจอกำแพงภาษี ซ้ำร้ายสินค้าบางอย่างก็ขายไม่ได้เลย ซึ่งหมายความว่า iPhone จะมีราคาสูงขึ้นเพราะ Made in China ส่วน Smartphone ของ Huawei ก็หมดโอกาสเจาะตลาดสหรัฐฯ  

 

จากโกดังเล็กๆ สู่โรงงานผลิต Smartphone ใหญ่สุดในโลก

แม้เผชิญทั้ง Disruption และสถานการณ์ที่ไม่เป็นใจต่อการทำธุรกิจมากมาย แต่ก็ต้องยอมรับว่า Foxconn ยังคงเป็นยักษ์ใหญ่ในอุตสาหกรรมรับจ้างผลิตแบบครบวงจร และก้าวมาไกลมากจากจุดเริ่มต้น

Foxconn ก่อตั้งเมื่อปี 1974 หลัง กั๋ว ไถหมิง หรือ Terry Guo เซลส์แมนชาวไต้หวัน ยืมเงินแม่มา 7,500 เหรียญสหรัฐ (ราว 225,000 บาทตามค่าเงินปัจจุบัน) เช่าโกดังเพื่อเปิดโรงงาน หลังเห็นว่าการนำพลาสติกมาทำปุ่มเปิด-ปิดโทรทัศน์เป็นธุรกิจที่น่าจะไปได้สวย

Terry FoxconnTerry Guo ผู้ก่อตั้ง Foxconn 

ปี 1980 โรงงานเล็กๆ แห่งนี้ในเมืองตู้เฉิงของไต้หวัน ที่ Terry Guo บริหาร และมีพนักงานเป็นคนวัยเกษียณ ต้องทำงานกันหามรุ่งหามค่ำ หลังได้รับความไว้วางใจจาก Atari บริษัท Console Game ดัง ณ ขณะนั้นให้ผลิต Joystick

ความสำเร็จแรกดังกล่าวเป็นแรงผลักดันให้ Terry Guo เดินทางไปสหรัฐฯ เกือบปี เพื่อคว้าสัญญาผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์จากบริษัทใหญ่เพิ่มอีก

JoystickJoystick ของ Atari 

สัญญาผลิตจำนวนมากที่ทำให้โรงงานช่วงก่อตั้งเล็กเกินไป โดยปี 1988 Terry Guo พา Foxconn ย้ายไปเปิดโรงงานที่เมืองเซินเจิ้นของจีน

อีกหลายปีหลังจากนั้น Foxconn ก็ก้าวหน้าแบบฉุดไม่อยู่ โดยจุดเปลี่ยนสำคัญคือการเป็นผู้ผลิตแผงวงจรหลักให้ Intel บริษัทคอมพิวเตอร์ยักษ์ใหญ่ในปี 2001 และ iPhone ในเวลาถัดมา

foxconn Factory

ปัจจุบัน Foxconn คือบริษัทรับจ้างผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบบครบวงจรรายใหญ่สุดในโลก มีพนักงานตามโรงงานหลายประเทศทั่วโลกเกือบล้านคน ผลประกอบการกว่า 175,000 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 5.2 ล้านล้านบาท)

และลูกค้าเป็นแบรนด์เทคโนโลยีดังมากมาย ทั้ง Apple Huawei และ Nintendo และมีบริษัทในเครือที่ซื้อกิจการมา 2 แห่งคือ Sharp กับ Belkin

ส่วน Terry Guo เป็นมหาเศรษฐีอันดับ 1 ของไต้หวัน ยืนยันได้จากมูลค่าทรัพย์สิน 6,300 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 189,000 ล้านบาท)/theverge, foxconn, techcrunch, forbes, ft, Wikipedia



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน