รับมือการติติงตักเตือนได้แบบนี้ ดีต่อหน้าที่การงาน

ไม่ว่าทำงานอะไร อยู่ในองค์กรเล็กหรือใหญ่ ก็คงไม่มีใคร อยากให้หัวหน้าเรียกเข้าพบเข้าไปต่อว่า ที่ปล่อยให้เกิดข้อผิดพลาด หรือเป็นต้นเหตุให้โครงการที่วางไว้ไม่เสร็จตามเป้าที่วางไว้ เพราะรับประกันได้เลยว่า “การเข้าห้องเย็น” ทุกครั้งย่อมทำให้กำลังใจการทำงานลดลง และเวลาที่ควรใช้กับการทำงานเสียไป

ในเมื่อไม่มีใครทำถูกไปทุกอย่าง การต่อว่าจากผู้บังคับบัญชาเป็นเรื่องที่บางครั้งก็เลี่ยงไม่ได้ พนักงานที่ดีควรรับมือกับคำวิจารณ์เหล่านี้อย่างมีสติและใช้เกิดประโยชน์ต่อหน้าที่การงาน โดยต่อไปนี้คือวิธีผลักดันตัวเองไปสู่ความก้าวหน้าหลังสิ้นเสียงติติงตักเตือน

สงบสติอารมณ์ให้ได้ : ส่วนใหญ่แล้วคำว่ากล่าวตักเตือนจากหัวหน้ามักมาพร้อมกับอารมณ์เกรี้ยวกราด ยิ่งถ้าพนักงานคนไหน โชคร้าย ไม่ถูกชะตาอยู่แล้ว มีผลงานไม่เข้าตาบ่อยๆ หรือเจอหัวหน้าที่มีความโผงผาง การติติงผลงานครั้งนั้นจะยิ่งทวีความรุนแรงทั้งน้ำเสียงและถ้อยคำที่ใช้ โดยอย่างแรกที่ผู้ใต้บังคับบัญชาควรทำคือสงบอารมณ์ของตัวเองให้ได้และรับฟังอย่างมีสติ เพราะเมื่ออารมณ์ฝั่งหัวหน้าเย็นลงและบอกให้ลูกน้องรู้ถึงความผิดพลาด แน่นอนว่าการพูดคุยและชี้แจงทุกอย่างด้วยเหตุผลจากทั้งสองฝ่ายก็จะง่ายขึ้น

จดจำข้อผิดพลาดไว้ : ระหว่างก้มหน้ารับฟังการติติงตักเตือนถึงข้อผิดพลาด ที่ควรทำอย่างถัดมาคือจดสาระสำคัญไว้ เช่น สาเหตุของความผิดพลาดที่คุณอาจมองข้ามไป แนวทางแก้ไขที่หัวหน้าต้องการ เพราะอย่าลืมว่านี่เป็นการพูดปากจากเปล่าฝั่งหัวหน้า ฝ่ายพนักงานจึงอาจลืมได้หลังออกมาจากห้อง และการจดบันทึกไว้จะแสดงให้หัวหน้ารู้ว่าฝ่ายลูกน้องใส่ใจที่จะแก้ไขข้อบกพร่องอย่างจริงจัง

ใช้วิจารณญาณตัดสินอย่างเป็นกลาง : หลังการว่ากล่าวตักเตือนจากหัวหน้าสิ้นสุดลง ก็เป็นหน้าที่ของพนักงานที่ต้องมา ทบทวนตัวเองโดยปราศจากอคติต่อหัวหน้าและเป็นกลาง แยกแยะข้อผิดพลาดที่หัวหน้าที่หัวหน้าได้บอกมาออกมาเป็นข้อๆ และเตรียมพร้อมลงมือแก้ไข เพื่อให้ทั้งตัวเองและองค์กรมีความเจริญก้าวหน้า อย่างไรก็ตามหากแก้ไขหลายครั้งแล้วยังได้ดั่งใจหัวหน้าสักที พนักงานคนนั้นอาจต้องตัดสินใจแล้วว่า จะยังพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งหรือถึงคราวหางานใหม่

ขอทางสว่างผ่านคำถาม : อย่าเพิ่งลงมือมือทำ ถ้ายังมีบางประเด็นที่ไม่แน่ใจ เพราะท้ายที่สุดอาจทำให้งานยิ่งแย่กว่าเดิม ดังนั้นฝ่ายลูกน้องจึงควรรวบรวบความกล้าเข้าไปถามเรื่องที่ยังสงสัยอีกครั้งเพื่อความชัดเจน และทำให้ทั้งหัวหน้ากับลูกน้องเข้าใจตรงกัน เพราะผลงานที่ออกมาดีทุกฝ่ายก็จะยิ้มได้ และไม่ต้องทำหัวเสียซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากความเข้าใจผิด

ถ้าไม่ไหวให้ขอความช่วยเหลือ : อีกอย่างที่พนักงานมองข้ามไม่ได้หลังถูกหัวหน้าตักเตือนเรื่องผลงานคือ ตัวช่วยต่างๆ ตั้งแต่เครื่องมือ คู่มือหรือผู้ที่ชำนาญกว่า ซึ่งจะเป็นกำลังเสริมทำให้ผลงานออกมาดีขึ้นกว่าเดิม เนื่องจากต่อให้เข้าแนวทางแก้ไขแค่ไหนแต่ถ้ายังขาดทักษะและไร้เครื่องไม้เครื่องมือมาช่วย นอกจากจะเสร็จช้าแล้วอาจทำให้งานไม่ดีเต็ม 100% ตามที่หัวหน้าหวังไว้ด้วย

ต่อด้วยวางแผน ลงมือทำ และติดตามผล : การตักเตือนข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น แนวทางการแก้ไขและตัวช่วยต่างๆ ควรถูกนำมาบริหารจัดการ คิดและวางแผนว่าจะนำไปใช้อย่างไรบ้าง จากนั้นค่อยลงมือทำ และหลังงานเสร็จแล้วควรติดตามด้วยการสอบถามหัวหน้าด้วยว่าเป็นที่พอใจ และจุดไหนควรปรับปรุงให้ดีขึ้นอีกกับงานชื่นต่อไป โดยการใส่ใจในงานและการสื่อสารกันอยู่เสมอ จะส่งผลดีอย่างเป็นระบบ ทั้งลดความผิดพลาด ส่งเสริมความก้าวหน้าให้เจ้าของผลงาน และทำให้ความสัมพันธ์ในบริษัทดีขึ้น / fastcompany