โควิด-19 กระทบกับธุรกิจท่องเที่ยวมากที่สุด และจะใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าธุรกิจอื่น ๆ

หลังจากนี้พฤติกรรมการท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป ความต้องการท่องเที่ยวลดลงอย่างมีนัยสำคัญ เพราะหลายประเทศยังล็อกดาวน์ รวมทั้งประเทศไทยเอง

แม้อาจจะสามารถเดินทางมาได้ แต่ต้องเข้ากระบวนการกักตัวเพื่อป้องกันความปลอดภัยเป็นเวลานาน แต่จะไม่เข้ากระบวนการป้องกันก็ไม่สามารถทำได้ สิ่งนี้ส่งผลให้เกิดความไม่ถูกใจของนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมา

ปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาไทยเกือบ 40 ล้านคน และปีนี้ก่อนสถานการณ์โควิด-19 ไทยก็ตั้งเป้าไว้ว่าจะมีนักท่องเที่ยวใกล้เคียงกับปีที่แล้วหรือแตะ 40 ล้านคนเสียด้วยซ้ำ

มาวันนี้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต่างประเมินสถานการณ์และผลกระทบจากการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ว่า ทั้งจำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากการท่องเที่ยวในปีนี้จะปรับลดลงมากถึง 60%

 

จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะมาเที่ยวอยู่ที่ประมาณ 14-16 ล้านคน

ส่วนไทยเที่ยวไทยอยู่ที่ 100 ล้านคน-ครั้ง

 

ธุรกิจท่องเที่ยวซัปพลายล้น ดีมานด์หาย

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ฉายภาพธุรกิจท่องเที่ยวหลังจากสถานการณ์โควิด-19 รวมถึงกลุ่มดุสิตธานี ในประชาชาติ LIVE FORUM WEEK  RESTART เศรษฐกิจไทย ไว้อย่างน่าสนใจ

ศุภจีระบุว่า ซัปพลายในธุรกิจโรงแรมจะเท่าเดิม แต่ดีมานด์จะหายไปเยอะ และในแง่ที่หากเปิดให้บริการโรงแรมขึ้นมาอีกครั้งหลังจากนี้ แน่นอนว่าอาจจะต้องมีคนที่ล้มลงไปบ้าง แต่ไม่เยอะ

สิ่งที่จะเกิดตามมาคือ “ต้นทุนจะสูงขึ้นในด้านบริการ”

และเมื่อรายได้ที่เคยได้ลดลง ต้นทุนก็ยังสูงขึ้น จากทั้งการเพิ่มมาตรการด้านสุขอนามัยต่าง ๆ สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือ “การแข่งขันกันเรื่องราคา” ที่แต่ละโรงแรมจะใช้ดึงลูกค้าให้กลับมาใช้บริการ

เรื่องที่ผู้ประกอบการต้องกลับมานั่งคิดคือ จะทำอย่างไรให้โรงแรม ธุรกิจของเราไม่เป็นแค่ตัวเลือก แต่จะต้องอยู่ในใจของลูกค้า เมื่อลูกค้ามีความมั่นใจก็จะคิดถึงเป็นอันดับแรก แทนที่จะไปที่อื่น

 

นักท่องเที่ยวทยอยกลับมา

แน่นอนว่าผลกระทบหลังจากสถานการณ์โควิด-19 การกลับมาของนักท่องเที่ยวจะเปลี่ยนไป คือ จะทยอยกลับมาเป็นเฟส ๆ ไป อีก 6 เดือนนับจากนี้ การท่องเที่ยวที่กลับมาเร็วสุด คือการท่องเที่ยวภายในประเทศเอง และการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อน

ส่วนการท่องเที่ยวเดินทางเพื่อธุรกิจจะกลับมาช้าที่สุด ด้วยข้อจำกัดในเรื่องของการทำ Social distancing และมาตรการอื่น ๆ

เฟสที่ 2 ถัดจากเฟสแรกประมาณ 3 เดือน นักท่องเที่ยวกลุ่มประเทศใกล้ ๆ หรือประเทศที่จัดการกับสถานการณ์โควิด-19 ได้ดีจะเริ่มตามมา เช่น จีน ฮ่องกง เกาหลีใต้

เฟสที่ 3 ในช่วงกลางปีหน้า ก็จะเห็นนักท่องเที่ยวยุโรป อเมริกา เริ่มกลับมาแต่ไม่เยอะมากนัก

อ่าน: New Normal ธุรกิจท่องเที่ยวต้องปรับตัว รอฟื้นอีกนาน

 

แล้วกลุ่มดุสิตธานีรับมืออย่างไร

ศุภจีฉายภาพให้ฟังว่า ในเรื่องของวิกฤตไม่คาดฝันกระทบเป็นวงกว้างทุกธุรกิจทั้งเล็กและใหญ่ ตั้งแต่ที่ตนเองเข้ามารับตำแหน่งเมื่อ 4 ปีก่อน แผนที่ตั้งใจจะทำคือการที่จะทำให้พอร์ตของกลุ่มดุสิตธานีสมดุลมากยิ่งขึ้น ทั้งในเรื่องรายได้ภายในและภายนอกประเทศ การลงทุน และการกระจายความเสี่ยงมากขึ้น

จากที่อดีตรายได้หลักคือกลุ่มธูรกิจโรงแรมถึง 85% พอสี่ปีผ่านไป ปัจจุบันได้ลดสัดส่วนลง มีการกระจายความเสี่ยงลงทุนในธุรกิจกลุ่มอื่น

การเตรียมการนี้ก็เหมือนเป็นการเตรียมตัวเอาไว้สำหรับวิกฤตที่จะเกิดข้างหน้าในระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่ากลุ่มดุสิตธานีจะไม่ได้รับผลกระทบ

 

สิ่งที่ทำไว้ในอดีตพอมาถึงวิกฤตโควิด-19 นี้ ไม่ได้พร้อมหรือรู้ว่าผลกระทบจะมากขนาดไหน จากที่คิดว่าจะคล้าย ๆ กับปัญหาที่เคยเจอแต่อดีต

แต่ทว่าไม่ใช่ กระทบหนักหนากว่าค่อนข้างเยอะ สิ่งที่ทำอยู่เป็นเหมือนการปูพื้น และต้องทำต่อไป

 

ศุภจียังบอกอีกว่า การกระจายความเสี่ยงของกลุ่มดุสิตธานีนั้นนอกจากจะเพิ่มการลงทุนในธุรกิจอื่นแล้ว กลุ่มดุสิตยังใช้วิธีการดูสินทรัพย์ที่มีว่าพร้อมกับการลงทุนหรือไม่ หากทรัพย์สินไหนไม่ก่อให้เกิดรายได้ก็จะมีการขายทรัพย์สิน รวมถึงการขายทรัพย์สินและเช่ากลับมาบริหารด้วย เพื่อแปลงมาเป็นกระแสเงินสดไว้เตรียมพร้อมรองรับไว้

การทำแบบนี้จะไม่ทำให้ธุรกิจล้มครืนลง แม้จะต้องเจอกับสถานการณ์ไหน ๆ รวมถึงวิกฤตโควิด-19 แบบนี้

“ดุสิตแคร์” คือบิสสิเนสโมเดลรับ New Normal

นับจากนี้บิสสิเนสโมเดลใหม่ของกลุ่มดุสิตธานีอย่าง “ดุสิตแคร์” ที่จะรับการมาของ New Normal จะต้องตอบโจทย์ 3 เรื่องด้วยคือ

ความสะดวกสบาย และการยืดหยุ่น เพื่ออำนวยความสะดวกของลูกค้าอย่างเช่นเรื่องการเช็กอิน-เช็กเอาต์ ที่จะสามารถทำเมื่อไหร่ก็ได้ หรือแม้แต่เรื่องของการรับประทานอาหารเช้า ที่แต่เดิมแทบจะทุกโรงแรมจำกัดเวลารับประทานอาหารเช้าถึงราว 11.00 น.

ประสบการณ์ ที่ประทับใจที่ต้องสร้างให้กับลูกค้า และ มาตรฐานด้านสุขอนามัย ที่เข้มขึ้น จากที่มีการทำความสะอาดจุดร่วมสัมผัสในทุกวัน ตอนนี้คือทำตลอดเวลาเมื่อมีลูกค้ามาสัมผัส เพื่อสร้างความมั่นใจด้านความสะอาด ปลอดภัยให้กับลูกค้า

นอกจากนี้ ยังยกระดับในด้านเทคโนโลยีเข้ามาอำนวยความสะดวกกับลูกค้า กับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปอย่างการทำงานที่บ้าน (WFH) ให้กลายเป็น WORK FROM HOTEL ได้เหมือนกัน

 

การบริหารความเสี่ยงว่ายากแล้ว

การบริหารความไม่แน่นอนยากยิ่งกว่า เพราะไม่รู้ว่าจะจบลงเมื่อไหร่

เพราะฉะนั้นต้องมีแผน 2 แผน 3

 

ทั้งหมดทั้งมวลนี้บอกได้ว่า กลุ่มดุสิตธานี ปิดจุดเสี่ยง และพร้อมกลับมารีสตาร์ทธุรกิจเรียบร้อยแล้ว

ไตรมาส 1 กลุ่มดุสิตธานี รายได้เป็นอย่างไร

 

รายได้รวม 1,262 ล้านบาท ลดลง 11.4%

– รายได้จากกลุ่มโรงแรม 875 ล้านบาท ลดลง 25.3%

– รายได้จากกลุ่มอาหาร 116 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 28.9%

– รายได้จากกลุ่มการศึกษา 108 ล้านบาท ลดลง 8.5%

– รายได้จากอื่น ๆ 163 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 254.3%



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer