ขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยอยู่จุดไหนในโลก

เป็นประจำทุกปีที่ World Competitiveness Center ของ International Institute for Management Development หรือ IMD จะเปิดเผยการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศทั่วโลก

โดยพิจารณาจาก 4 กลุ่มปัจจัยหลักคือ

สมรรถนะทางเศรษฐกิจ ประกอบไปด้วยปัจจัยย่อยไม่ว่าจะเป็นภาพรวมเศรษฐกิจภายในประเทศ, การค้าระหว่างประเทศ, การลงทุนระหว่างประเทศ

ประสิทธิภาพของภาครัฐ ด้านนโยบายการคลัง, กฎหมายด้านธุรกิจ, การบริหารสังคม

ประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ ด้านผลิตภาพและประสิทธิภาพ, ตลาดแรงงาน, การเงิน, การบริหารจัดการ, ทัศนคติและค่านิยม

โครงสร้างพื้นฐาน ด้านสาธารณูปโภคพื้นฐาน, โครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี, สุขภาพและสิ่งแวดล้อม และการศึกษา

และในปี 2563 IMD เพิ่มตัวชี้วัดใหม่ในการจัดอันดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน, ดัชนีระดับความเป็นประชาธิปไตย, และสัดส่วนของผู้ประกอบการใหม่ในระยะเริ่มต้นธุรกิจด้วย

5 อันดับแรกจากทั้งหมด 63 ประเทศเขตเศรษฐกิจทั่วโลก คือ

อันดับ 1 สิงคโปร์

อันดับ 2 เดนมาร์ก

อันดับ 3 สวิตเซอร์แลนด์

อันดับ 4 เนเธอร์แลนด์

อันดับ 5 ฮ่องกง

ส่วนไทยนั้นมีผลคะแนนสุทธิลดลงจาก 77.233 มาอยู่ที่ 75.387 ส่งผลให้ผลการจัดอันดับของประเทศไทยลดลง 4 อันดับ จากอันดับ 25 ในปีที่แล้ว มาอยู่ที่อันดับ 29

– ด้านสมรรถนะทางเศรษฐกิจ อันดับ 14
– ด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ อันดับ 23
– ด้านประสิทธิภาพของภาคธุรกิจ อันดับ 23
– ด้านโครงสร้างพื้นฐาน อันดับ 44

ธีรนันท์ ศรีหงส์ ประธาน สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย (TMA) กล่าวว่า ผลการจัดอันดับของไทยในภาพรวมลดลง เนื่องมาจากการถดถอยลงของสภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศ การขาดความสามารถในการดึงดูดทุนจากต่างประเทศ

รวมทั้งแนวโน้มปัญหาการขาดแคลนแรงงานในระยะยาว อีกด้านหนึ่งคือประสิทธิภาพของภาครัฐ ซึ่งการถดถอยโดยหลักนั้นอยู่ที่กรอบนโยบาย กฎหมายและแนวทางการบริหารงานของสถาบันหลักต่าง ๆ ในการบริหารประเทศ รวมทั้งสถานะการคลังที่ถดถอยลง

การยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศและการปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้อย่างทันการณ์นั้นยังคงเป็นความท้าทายของประเทศไทยในระยะยาว

ซึ่งไทยจำเป็นต้องมีกลไกในการประสานความร่วมมือจากทุกฝ่ายที่ทำงานอย่างมีเอกภาพและมีความต่อเนื่องเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดผลการพัฒนาที่ยั่งยืน



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer