แม้เสน่ห์ของงานแฟร์คือการได้ไปเดินดูสินค้าจริง ๆ กับตา แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ส่งผลกระทบไปทุกภาคส่วน
จากที่สามารถไปเดินดูด้วยตา หยิบจับสินค้าด้วยมือ ผู้จัด/แบรนด์ต่าง ๆ ก็ต้องปรับให้เข้ากับพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปเป็นแบบ New Normal คือ การซื้อของผ่านช่องทางออนไลน์แทน
เช่นเดียวกับเครือสหพัฒน์ที่ปีนี้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่จัดงานมา 23 ปี ที่ปีที่ 24 นี้ต้องมาจัดงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์กับงาน “สหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์ ปี ’63”
ธรรมรัตน์ โชควัฒนา กรรมการผู้อำนวยการ บริษัท ไอ.ซี.ซี. อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานการจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ระบุว่า เป็นครั้งแรกที่เครือสหพัฒน์จัดงานสหกรุ๊ปแฟร์แบบออนไลน์ คอนเซ็ปต์ต่าง ๆ ยังคงเดิม ยังมีสินค้าในเครือมากกว่า 100 แบรนด์ กว่า 20,000 SKU มาเข้าร่วม และลดสูงสุด 80%
เพียงแต่เปลี่ยนพฤติกรรมการช้อปจากเดิมที่เคยเดินดูเลือกซื้อ ก็เป็นการใช้นิ้วคลิกเลือกซื้อแล้วรอรับของที่บ้าน
สิ่งที่น่าสนใจคือ สหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์ในครั้งนี้ จะจำหน่ายบน 3 แพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ทั้ง Shopee, Lazada และ JD Central พร้อมกัน โดยมี http://www.sahagroupfair.com เป็นเว็บที่รวบรวมโปรโมชั่น กิจกรรมต่าง ๆ และเชื่อมไปยังแพลตฟอร์มนั้น

แม้ธรรมรัตน์จะไม่ได้บอกถึงเม็ดเงินที่ใช้จัดงานในครั้งนี้ แต่เขาระบุว่า การจัดงานในรูปออนไลน์เราไม่ได้เสียค่าเช่า
แล้วสหพัฒน์ก็มีการทำออนไลน์อยู่แล้ว เราเปลี่ยนจากการเสียค่าเช่าพื้นที่มาเป็นการแบ่งเปอร์เซ็นต์กำไรให้กับแพลตฟอร์มที่มาเข้าร่วมทั้งสามเจ้า และนำเงินทีาเหลือมาอัดโปรโมชั่น
รายได้ที่เกิดจากงานสหกรุ๊ปแฟร์ทุกปีเฉลี่ยอยู่ที่ 200 ล้านบาท ส่วนคาดหวังรายได้ในครั้งนี้ ธรรมรัตน์บอกว่า ไม่ได้คาดหวังว่าจะให้กลับมาเท่าเดิม แต่น่าจะมีเงินสะพัดราว 100 ล้านบาท (ลดลงถึง 50%)
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปของ “สหกรุ๊ปแฟร์” มีความท้าทายอย่างไร
Marketeer มองว่า
จริงอยู่ว่าแต่ละองค์กรต้องปรับเปลี่ยนให้ทัน และเมื่อพฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนหันมาซื้อออนไลน์มากขึ้น และหลังจากนี้จะกลายเป็นพฤติกรรมแบบ New Normal สิ่งที่สหพัฒน์มาถูกทางคือการมุ่งทำออนไลน์ มีการขายของผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ อยู่
การจัดงานสหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์ครั้งนี้จึงเป็นข้อดีของผู้บริโภคที่จะได้ซื้อสินค้าในราคาที่ถูกมาก ๆ รวมทั้งยังได้โค้ดส่วนลดต่าง ๆ ของแพลตฟอร์ม ก็ยังให้ผู้บริโภคเสียเงินน้อยลงไปอีก
แถมยังสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ตลอด 24 ชม.
แต่ในอีกมุมหากสังเกตสินค้าแบรนด์ในเครือสหพัฒน์เองส่วนใหญ่ยังไม่เหมาะกับการขายผ่านช่องทางออนไลน์
ยกตัวอย่างเช่น แบรนด์เสื้อผ้า ที่ต้องวัดขนาด ต้องลองสินค้า เพราะถ้าหากสั่งสินค้าไปแล้วไม่ตรงไซส์ สิ่งที่ตามมาก็คือประสบการณ์ที่ไม่ดีที่ผู้บริโภคได้รับ

รวมทั้งแม้จะซื้อง่าย จ่ายสบายผ่านช่องทางออนไลน์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าผู้บริโภคส่วนใหญ่ก็ยังคงอยากได้เห็น ได้เลือกซื้อสินค้า รวมทั้งอยากได้ของทันทีหลังจ่ายเงิน
อีกสิ่งหนึ่งที่เป็นความท้าทายไม่ใช่เฉพาะเครือสหพัฒน์คือ ‘กำลังซื้อของผู้บริโภค’ ที่ฟื้นตัวอย่างช้า ๆ จากทั้งสภาพเศรษฐกิจ และโควิด-19
ในส่วนของสหพัฒน์เองกำลังซื้อของผู้บริโภคลดลงตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา ส่วนตอนนี้หลังจากปลดล็อกดาวน์กำลังซื้อของกลุ่มสหพัฒน์กลับมาแล้ว 90%
และในช่วงล็อกดาวน์นั้นการขายสินค้าผ่านออนไลน์ของทั้งเครือสหพัฒน์โต 300% แต่เมื่อเทียบกับช่องทางออฟไลน์แล้วก็ยังเป็นสัดส่วนที่น้อยอยู่
นับเป็นอีกงานใหญ่รับไตรมาส 3 ที่ต้องจับตาดูว่า “สหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์ ปี’63” ที่จะเกิดในวันที่ 2-5 ก.ค. นี้จะเวิร์กแค่ไหน
และนับเป็นมูฟเมนต์ใหญ่ขององค์กรที่มีพนักงานในเครือกว่า 100,000 คน ที่งานสหกรุ๊ปแฟร์ออนไลน์ครั้งนี้ช่วยปรับภาพลักษณ์องค์กรให้ดูทันสมัย และไปออนไลน์มากขึ้น
ที่ธรรมรัตน์บอกเองว่า ไม่ว่าองค์กรไหนก็มุ่งไปออนไลน์ เครือสหพัฒน์เองก็เช่นกันอยากไปออนไลน์มากขึ้น แต่สิ่งที่ยากคือวัฒนธรรมในองค์กร
–
