ถ้าเอ่ยชื่อ Peppermint Field (เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์) ภาพจำแรกที่แวบเข้ามาในหัวของทุกคนคงหนีไม่พ้น “ยาดม” หลอดสีขาว-ดำ หรือกลิ่นหอมเย็นที่คนรุ่นใหม่พกติดตัวกันจนเป็นเรื่องปกติ
แต่ใครจะไปคิดว่า แบรนด์ที่อยู่คู่จมูกคนไทยมากว่า 20 ปี ภายใต้ร่มเงาของ เบอร์แทรม (1958) ผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพรเจ้าของตำนาน “เซียงเพียว” กำลังจะขยับตัวครั้งใหญ่
ที่ไม่ใช่แค่การออกกลิ่นใหม่ ไม่ใช่การเปลี่ยนดีไซน์หลอด แต่คือการกระโดดข้ามไลน์ธุรกิจจาก “ยาดม” ไปสู่ “เครื่องดื่ม”
ซึ่งอะไรคือเบื้องหลังการตัดสินใจครั้งนี้? ทำไมต้องเป็น Functional Drink? และพฤติกรรม “กินดุ” ของคนไทย เกี่ยวข้องอย่างไรกับกลยุทธ์นี้? Marketeer จะพาไปหาคำตอบ
เจาะ Insight “วงจรกินอินฟินิตี้”
จุดเริ่มต้นของเกมนี้ เริ่มมาจากที่ “มีนา-เอี่ยมพิกุล อัครพงศ์พิศักดิ์” รองประธานบริหารสายงานการเติบโตและความยั่งยืน บริษัท เบอร์แทรม (1958) จำกัด ได้เล็งเห็นถึงพฤติกรรมการกินของคนไทย
ที่พบว่า กว่า 93% คนไทยมักจะมีอาการ “อึดอัดแน่นท้อง” หลังมื้ออาหาร และกว่า 25% ถึงขั้นท้องอืด ท้องเฟ้อ
ซึ่ง Peppermint Field เรียกพฤติกรรมนี้ว่า “วงจรกินอินฟินิตี้” ที่วนลูปอยู่ 3 เรื่องหลักๆ คือ
- เครียดจนรีบ : คนไทยทำงานหนักเฉลี่ย 46.3 ชั่วโมง/สัปดาห์ (สูงสุดในรอบ 8 ปี) ความรีบทำให้เคี้ยวไม่ละเอียด กินข้าวคำโตๆ หน้าคอมพิวเตอร์ แทบไม่ได้ขยับตัว
- อิ่มจนจุก : “บุฟเฟต์” คือการเยียวยาจิตใจ คำว่า “หมูกระทะจะเยียวยาทุกสิ่ง” ไม่ใช่แค่คำคม แต่คือเรื่องจริงที่กระตุ้นให้สมองหลั่งโดพามีน ทำให้เราหยุดกินไม่ได้แม้จะอิ่มแล้วก็ตาม
- กินจนดึก : ร้านอาหาร 24 ชั่วโมงในไทยมีเพียบ การกินผิดเวลา กินมื้อดึก จึงเป็นเรื่องปกติที่ทำร้ายระบบย่อย

รุกตลาด Functional Drink
ดังนั้น เมื่อเห็น Pain Point ที่ชัดเจนขนาดนี้ Peppermint Field จึงตัดสินใจเปิดเกมรุกสู่ตลาดใหม่
จากเดิมที่โฟกัสแค่สินค้ากลุ่มสูดดม (Inhaler) ขยายสู่กลุ่ม Non-inhaler ด้วยการรุกตลาด Functional Drink ที่มีมูลค่าสูงถึง 15,000 ล้านบาท และยังโตต่อเนื่องปีละ 5.5%
ด้วยการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ “Peppermint Field Fresh Up”
ซึ่งความน่าสนใจคือ แบรนด์ไม่ได้กระโดดลงไปแข่งในตลาดเครื่องดื่มบิวตี้ หรือเครื่องดื่มช่วยนอนหลับที่มีเจ้าตลาดอยู่แล้ว แต่เลือกเจาะช่องว่างทางการตลาด (Market Gap) ที่ยัง “ไม่มีใครทำ”
นั่นคือตลาด “เครื่องดื่มลดอาการอึดอัดหลังมื้ออาหาร” เพราะในอดีต ถ้าเราแน่นท้อง เรามักจะนึกถึง “ยาธาตุ” หรือ “ยาช่วยย่อย” แต่ตัว Peppermint Field Fresh Up จะวางตำแหน่งตัวเองเป็น Lifestyle Shot Drink ที่ดื่มง่าย
โดยจะใช้ส่วนผสมจากสมุนไพรธรรมชาติอย่าง เป๊ปเปอร์มิ้นท์, แอปเปิ้ลไซเดอร์, ขิง และเทียนข้าวเปลือก มาช่วยขับลมและย่อยอาหาร โดยไม่มีน้ำตาล (No Sugar Added)
ซึ่งถือเป็นการนำจุดแข็งเรื่อง “สมุนไพร” ของเบอร์แทรม มาผสานกับ “ความสดชื่น” ในรูปแบบดื่มได้อย่างลงตัว

ตั้งเป้ากลุ่ม Non-inhaler รายได้แตะ 100 ลบ.
สำหรับการบุกตลาดใหม่ครั้งนี้ Peppermint Field วางกลุ่มเป้าหมายไว้ที่คนรุ่นใหม่ (New Gen), วัยทำงาน และ Silver Gen
โดยใช้กลยุทธ์ปูพรมให้เกิดการทดลองดื่ม (Sampling) และ Collab กับร้านอาหารต่างๆ รวมถึงใช้ Influencer สายกินเพื่อสร้างการรับรู้
โดยจะเริ่มวางจำหน่ายที่ 7-Eleven เป็นที่แรก ในราคาขวดละ 30 บาท (ขนาด 50ml) ก่อนจะขยายช่องทางอื่นๆ ในอีก 2-3 เดือนข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม เบอร์แทรมตั้งเป้าว่า ภายในปี 2027 สินค้ากลุ่ม Non-inhaler จะต้องสร้างยอดขายแตะ 100 ล้านบาท เพื่อเข้ามาเสริมพอร์ตโฟลิโอธุรกิจที่ปัจจุบันแบ่งสัดส่วนเป็น
- เซียงเพียว (Siang Pure) : 70% ที่ส่งออกกว่า 20 ประเทศ
- เป๊ปเปอร์มิ้นท์ ฟิลด์ (Peppermint Field) : 30% ที่ส่งออกแล้วกว่า 15 ประเทศ และจะขยายอีก 6-7 ประเทศในปีหน้า
- และสบายอารมณ์ ที่ยังคงมีสัดส่วนอยู่เพียงเล็กน้อย
ไม่ใช่แค่ “ยาดม” แต่คือ “ความสดชื่น” ในทุกมิติ
สรุปแล้ว Peppermint Field ไม่ได้มองแค่ว่าจะขายสินค้าอะไร แต่มองว่า “จะเข้าไปแก้ปัญหาความไม่สบายกายในชีวิตประจำวันของผู้บริโภคได้อย่างไร”
ไม่ว่าจะเครียดก็ดมด้วยยาดมสีดำที่ยังคงเป็น Hero Product หรือถ้ากินจนจุกก็ดื่มด้วย Fresh Up ตัวใหม่
นี่คือก้าวสำคัญของการทรานส์ฟอร์มแบรนด์สมุนไพรไทย ให้ทันสมัย เข้าใจ Insight และอยู่ในทุกโมเมนต์ของชีวิตคนรุ่นใหม่อย่างแท้จริง
