ท่ามกลางกระแสดิจิทัลที่ยังครองสัดส่วนหลักของงบโฆษณา ป้ายโฆษณา หรือ สื่อโฆษณานอกบ้าน (Out of Home : OOH) กลับมาอยู่ในเรดาร์ของนักการตลาดอีกครั้ง ซึ่งไม่ใช่ในฐานะสื่อเสริม แต่เป็นในฐานะหนึ่งในแกนหลักของแผนโฆษณาทั้งระบบ
ปี 2569 ภาพรวมอุตสาหกรรมสื่อโฆษณาถูกประเมินว่าจะมีมูลค่า 87,264 ล้านบาท เติบโต 1.7% โดยสื่อ Online ยังครองพื้นที่ 45% ของตลาด และ Broadcast TV อยู่ที่ 30% ขณะที่ OOH ขยับขึ้นมาที่ 25% โดยมีมูลค่าที่ 17,918 ล้านบาท จากทั้งหมดในปี 2569
ภาพรวมตลาดสื่อโฆษณาปี 2569 (คาดการณ์)
| ประเภทสื่อ | Market Share | บทบาทสำคัญ |
| Online (รวม Influencer) | 45% | The Sales Engine: เน้นปิดการขายและเจาะกลุ่มเป้าหมายรายย่อย |
| Broadcast TV | 30% | The Mass Reach: สร้างการรับรู้ในวงกว้างระดับประเทศ |
| OOH Media (ป้ายโฆษณา) | 25% | The Trust Engine: สร้างภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือให้แบรนด์ |
| อื่น ๆ | <5% | Supporting Role: สื่อเสริมเพื่อครอบคลุมทุกช่องทาง |
คุณภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท มีเดียอินเทลลิเจนซ์กรุ๊ป จำกัด หรือ MI GROUPประเมินว่า ตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวทำให้แบรนด์จำนวนมากเร่งใช้งบการตลาดเพื่อกระตุ้นยอดขายระยะสั้นเป็นหลัก ซึ่งจากแคมเปญที่ทาง MI ดูแลปีละกว่า 700 แคมเปญ มากกว่าครึ่งให้น้ำหนักกับการทำตลาดช่วงปลายทางหรือ Lower-Funnel Marketing
แรงกดดันสำคัญมาจากการแข่งขันด้านราคา โดยเฉพาะการเข้ามาของสินค้าจีนที่มีข้อได้เปรียบด้านต้นทุนและปริมาณการผลิตสูง การแข่งขันด้วยราคาจึงไม่ใช่เกมที่ผู้ประกอบการไทยได้เปรียบเสมอไป
ทิศทางที่เริ่มเห็นชัดคือ แบรนด์กลับมาให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์และความแข็งแรงของแบรนด์มากขึ้น เพื่อสร้างความแตกต่างที่ไม่ใช่แค่เรื่องราคา การทำตลาดช่วงต้นทางหรือ Upper-Funnel จึงถูกนำกลับมาเป็นวาระสำคัญอีกครั้ง
หนึ่งในสื่อที่ได้รับอานิสงส์คือสื่อโฆษณานอกบ้าน หรือ Out of Home (OOH) ซึ่งตลาดเริ่มขยับตัวดีขึ้น เพราะการปรากฏตัวบนพื้นที่สาธารณะขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบป้ายโฆษณาขนาดใหญ่บนทางด่วน หรือป้ายขนาดเล็กในสถานีรถไฟฟ้า ต่างสามารถช่วยยกระดับภาพลักษณ์และความน่าเชื่อถือของแบรนด์ได้ดีขึ้นทันที แม้ข้อความจะสั้น แต่สามารถสร้างการจดจำ และต่อยอดการรับรู้ไปยังสื่อออนไลน์ได้อย่างมีพลัง
เมื่อพิจารณารายหมวดสินค้า กลุ่มที่คาดว่าจะใช้งบโฆษณาสูงสุดยังเป็นสินค้าอุปโภคบริโภค โดยเฉพาะกลุ่ม Personal Care ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก ผิวหน้า ผิวกาย และเส้นผม ครองงบสูงสุดของตลาด รองลงมาคือกลุ่มค้าปลีก เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ และยา-วิตามิน
กลุ่มผลิตภัณฑ์ใช้งบโฆษณาสูงสุด ปี 2569
| ลำดับ | อุตสาหกรรม / กลุ่มธุรกิจ | 2569 Forecast (Value) | สัดส่วนตลาด 2569 |
| 1 | Personal Care (ดูแลช่องปาก ผิวหน้า ผิวกาย เส้นผม) | 11,500 | 12% |
| 2 | ธุรกิจค้าปลีกและร้านค้า | 9,200 | 10% |
| 3 | เครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ | 6,000 | 6% |
| 4 | โครงการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภาครัฐ | 6,000 | 6% |
| 5 | ผลิตภัณฑ์ยาและอาหารเสริม | 5,400 | 6% |
| 6 | กิจกรรมสันทนาการ / งานอีเวนต์ / นิทรรศการ | 4,500 | 5% |
| 7 | ผลิตภัณฑ์นมและนมทางเลือก | 4,100 | 4% |
| 8 | ยานยนต์ | 3,900 | 4% |
| 9 | ระบบสื่อสารและอุปกรณ์สื่อสาร | 3,500 | 4% |
| 10 | ผลิตภัณฑ์อาหารและอาหารสำเร็จรูป | 1,800 | 2% |
การเติบโตของ OOH สัมพันธ์กับพฤติกรรมผู้บริโภคที่ออกนอกบ้านและเดินทางมากขึ้น สื่อนอกบ้านจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงสร้างการมองเห็น แต่ถูกใช้เพื่อเสริมภาพลักษณ์และเพิ่มความน่าเชื่อถือให้แบรนด์
โดยเฉพาะในกลุ่มบิวตี้และของใช้ส่วนตัวที่แข่งขันสูง การขึ้นบิลบอร์ดทำเลสำคัญหรือจอดิจิทัลขนาดใหญ่ จึงกลายเป็นเครื่องมือย้ำสถานะของแบรนด์นั้น ๆ ในตลาด
ปี 2569 จึงเป็นจังหวะที่นักการตลาดต้องทบทวน Media Mix ใหม่อีกครั้ง ไม่ใช่เพียงเพื่อปิดการขาย แต่เพื่อวางรากฐานแบรนด์ให้แข็งแรงในระยะยาว และ OOH ก็ถูกวางบทบาทให้ชัดเจนมากขึ้นในโครงสร้างสมการดังกล่าว
