ช่วงหลายปีมานี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ได้เปลี่ยนผ่านจากรถเครื่องยนต์สันดาปใช้น้ำมันไปเป็นพลังงานไฟฟ้า (อีวี) ทำให้ค่ายรถทั่วโลก ไม่ว่าเป็นประเภทไหนก็ต่างหันมาทุ่มผลิตรถอีวี 

ค่ายรถกลุ่มซูเปอร์คาร์ชื่อดังอย่าง Lamborghini ตอบรับเทรนด์ดังกล่าวด้วยการประกาศไว้เมื่อปี 2021 ว่า ภายในปี 2030 จะผลิตแต่รถอีวีเท่านั้น ทว่าล่าสุดแผนดังกล่าวมีอันต้องล้มเลิกไป 

Lamborghini ประกาศว่า จากนี้จะหันไปมุ่งผลิตรถเครื่องยนต์ลูกผสมระหว่างไฟฟ้ากับน้ำมันที่สามารถชาร์จแบบเสียบปลั๊กได้ หรือปลั๊กอินไฮบริด แทน ในขณะเดียวกันบริษัทจะยังคงเดินหน้าผลิตเครื่องยนต์สันดาปควบคู่ไปกับระบบไฟฟ้าให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อตอบสนองกลุ่มลูกค้าที่ยังคงหลงใหลในกลไกแบบดั้งเดิม 

สาเหตุสำคัญของการตัดสินใจครั้งนี้มาจากเสียงสะท้อนของกลุ่มลูกค้ามหาเศรษฐีทั่วโลก โดย สตีเฟน วินเกลมันน์ ซีอีโอ Lamborghini ได้กล่าวว่า การพัฒนาทางเทคโนโลยีจะไร้ความหมายหากปราศจากการยอมรับจากผู้ใช้งาน 

เขาระบุว่า มหาเศรษฐีที่เป็นลูกค้าหลักของ Lamborghini แทบไม่ตอบรับรถอีวีเลย เพราะแม้รถยนต์ไฟฟ้าอาจทำความเร็วได้มหาศาล แต่สิ่งที่มันไม่สามารถมอบให้ได้คือเสียงคำรามอันเป็นเอกลักษณ์ของเครื่องยนต์สันดาปภายใน 

เรื่องนี้ยืนยันได้จาก Lanzador รถอีวีต้นแบบของ Lamborghini ที่เคยเปิดตัวอย่างร้อนแรง ดูเหมือนกระแสตอบรับจะดี และถูกวางตัวให้เป็นรถ EV รุ่นแรกของแบรนด์ ได้ถูกระงับแผนการผลิตไปเป็นที่เรียบร้อย และจะถูกแทนที่ด้วยรถยนต์ระบบปลั๊กอินไฮบริดแทน ซึ่งทำให้เป้าหมายผลิตรถทั้งหมดเป็นรถอีวีภายในปี 2030 เปลี่ยนไปเป็นรถปลั๊กอินไฮบริดแทนภายใต้กรอบเวลาเดียวกัน 

ส่วนถ้าพิจารณาในแง่ของตัวเลขทางธุรกิจ การปรับแผนครั้งนี้ดูจะเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง โดยในปี 2025 ที่ผ่านมา Lamborghini สามารถทุบสถิติยอดส่งมอบรถยนต์ได้สูงถึง 10,747 คันทั่วโลก ซึ่งถือเป็นตัวเลขสูงสุดเป็นประวัติการณ์ของบริษัท 

ความสำเร็จมาจากความนิยมในรถยนต์กลุ่มไฮบริดที่วางจำหน่ายอยู่แล้ว เช่น Revuelto ซูเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริดเครื่องยนต์ V12 และ Urus SE รถ SUV ยอดนิยมเวอร์ชันไฮบริด รวมถึงรุ่นน้องใหม่อย่าง Temerario ที่เพิ่งเข้ามาร่วมทัพเมื่อปีที่ผ่านมา ทำให้ปัจจุบัน Lamborghini มีทางเลือกขุมพลังไฮบริดครบทุกเซกเมนต์เป็นที่เรียบร้อย 

ซีอีโอของ Lamborghini ยังกล่าวด้วยว่า การทุ่มเงินลงทุนมหาศาลไปกับสิ่งที่ตลาดยังไม่พร้อม ก็ไม่ต่างจากการลงทุนที่สูญเปล่า และการขาดความรับผิดชอบทางการเงิน 

ดังนั้นรถปลั๊กอินไฮบริดจึงกลายเป็น “จุดลงตัวที่สุด” เพราะมันดึงเอาข้อดีของมอเตอร์ไฟฟ้าที่ให้แรงบิดทันใจในรอบต่ำมาผสมผสานกับพละกำลังและอารมณ์ความรู้สึกจากเครื่องยนต์สันดาปได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็สะท้อนออกมาผ่านยอดขายในตลาดหลักทั้งในยุโรป อเมริกา และเอเชียแปซิฟิก ที่ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง 

การล้มแผนรถยนต์ไฟฟ้าของ Lamborghini ถือเป็นการเลือกเส้นทางสายกลาง โดยใช้เทคโนโลยีไฮบริดเป็นสะพานเชื่อมระหว่างอดีตที่ผ่านไปแล้วกับอนาคตที่กำลังจะมาถึง 

พร้อมย้ำว่าในโลกของรถซูเปอร์คาร์ที่ลูกค้าหลักคือมหาเศรษฐี ปัจจัยที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ “ความรู้สึกหลังพวงมาลัย” เพราะตราบใดที่เสียงเครื่องยนต์ยังคงเป็นเสน่ห์ที่ดึงดูดใจเหล่านักสะสมและผู้รักความเร็วกระเป๋าหนัก Lamborghini จึงต้องรักษาเสียงคำรามสุดสะใจนั้นไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้

การประกาศยกเลิกแผนมุ่งรถอีวี 100% ของ Lamborghini ยังมีอีกประเด็นน่าสนใจ เพราะเป็นการย้ำถึงการชะลอตัวของรถเครื่องยนต์ประเภทดังกล่าวในตลาดโลก ท่ามกลางการแรงเกินคาดของรถไฮบริด / theguardian