ฉลองครบรอบ 60 ปี ได้อย่างน่าติดตาม สำหรับแบรนด์ซูเปอร์คาร์ อย่าง ลัมโบร์กินี (Lamborghini)
อ่าน: ลัมโบร์กินี รับแผนสู่ PHEV ทุกรุ่น ภายในปี 2024-25
ซึ่งการทรานส์ฟอร์มสู่ยานยนต์พลังงานไฟฟ้าของลัมโบร์กินีน่าจะทำให้ตลาดซูเปอร์คาร์ สปอร์ตคาร์ และรถยนต์หรู มีการตอบรับจากแบรนด์อื่น ๆ และผู้บริโภคกันอย่างมีสีสันมากขึ้นหลังจากนี้แน่นอน
วันนี้เลยชวนผู้อ่าน ข้ามพรมแดนประวัติศาสตร์ไปยังจุดกำเนิดของแบรนด์กระทิงนักสู้บนท้องถนน ซึ่งจะช่วยเพิ่มความเข้าใจแบรนด์ และพบว่าเป็นเส้นทางที่น่าสนใจ ไม่ต่างจากอนาคตของแบรนด์หลังจากนี้เลย
เกิดในครอบครัวเกษตรกร
เฟร์รุชชิโอ ลัมโบร์กินี (Ferruccio Lamborghini/1916 – 1993) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Lamborghini เป็นนักอุตสาหกรรมยานยนต์ ที่เกิดในครอบครัวเกษตรกรในเมืองเรนาสโซ ประเทศอิตาลี
ด้วยความหลงใหลในการทำงานของเครื่องยนต์ทำให้บิดาส่งเฟร์รุชชิโอ ไปเรียนที่ Fratelli Taddia วิทยาลัยเทคนิคด้านอุตสาหกรรมยานยนต์และจักรกล เมืองโบโลญญา ประเทศอิตาลี ก่อนเขาจะเรียนจบมาพร้อมใบอนุญาตทำงานด้านวิศวกรรมเครื่องกล และได้เข้าทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศบ้านเกิด
เก็บเกี่ยวประสบการณ์ในสงคราม
จุดเปลี่ยนชีวิตครั้งสำคัญของเฟร์รุชชิโอเกิดขึ้นในปี 1939 เขาถูกเกณฑ์เข้าเป็นทหารในกองทัพอิตาลี ซึ่งเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 2 ในฝ่ายอักษะ โดยสังกัดอยู่หน่วยซ่อมบำรุงเครื่องยนต์ของกองทัพ
ซึ่งเป็นช่วงที่เฟร์รุชชิโอได้รับหน้าที่ซ่อมแซมยานพาหนะที่ชำรุดจากการใช้งานในสงคราม โดยเขาต้องทำงานด้วยการพลิกแพลงชิ้นส่วนเดิมนำกลับมาใช้ใหม่ จนได้รับตำแหน่งหัวหน้าหน่วย
บทสรุปของสงครามโลกครั้งที่ 2 มาถึงในปี 1945 หลังฝ่ายสัมพันธมิตร เป็นฝั่งกำชัย เฟร์รุชชิโอในฐานะเชลยศึกของกองทัพสหราชอาณาจักร ถูกเกณฑ์ไปทำงานด้านซ่อมแซมยานพาหนะให้ฝ่ายสัมพันธมิตร ก่อนได้รับการปล่อยตัวกลับบ้านเกิดใน 1 ปีถัดมา
ทำให้ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นเหมือนโอกาสที่ทำให้เฟร์รุชชิโอได้ทำงานคลุกคลีอยู่กับเครื่องยนต์ต่าง ๆ ที่ถูกพัฒนาและผลิตมาจากภาคอุตสาหกรรมยานยนต์ทั้งในประเทศอิตาลีและต่างประเทศ อันจะเป็นประสบการณ์สำคัญของเขาหลังกลับบ้านเกิด
เฟร์รุชชิโอ กับโมเดล Lamborghini Miura
สร้างตัวจากการนำเศษเหล็กมาดัดแปลงเป็นรถแทรกเตอร์
หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรือ ปี 1947 ประเทศอิตาลีที่บอบช้ำจากการแพ้สงคราม เริ่มเข้าสู่กระบวนการปฏิวัติเกษตรกรรมและอุตสาหกรรม เพื่อฟื้นฟูประเทศ
เฟร์รุชชิโอ หนึ่งในทหารผ่านศึกของประเทศ มองเห็นโอกาสใหม่ ๆ ที่เขาสามารถทำได้จากการใช้ประสบการณ์ทำงานด้านเครื่องยนต์ ด้วยการเริ่มต้นผลิตรถแทรกเตอร์ในโรงรถของตัวเอง โดยรับซื้ออะไหล่ยานยนต์เหลือทิ้งจากสงครามในราคาถูก มาดัดแปลงใช้ในรถแทรกเตอร์
ส่วนผสมที่ลงตัวระหว่างความหลงใหลในการทำงานของเครื่องยนต์, เติบโตมาในภาคเกษตรกรรม, ประสบการณ์ในการทำงานซ่อมแซมยานพาหนะช่วงสงครามโลก
เฟร์รุชชิโอ กับรถแทรกเตอร์ Carioca รุ่นปี 1948
เกิดเป็นรถแทรกเตอร์ รุ่น Carioca ซึ่งเปิดตัวครั้งแรกปี 1948 ที่กู้ชีพอะไหล่เครื่องยนต์เหลือทิ้งจากสงครามมาผสานการทำงานกับเครื่องยนต์เบนซิน 6 สูบได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ดีมานด์ความต้องการรถแทรกเตอร์จากเกษตรกรในประเทศอิตาลี ขยายตัวต่อเนื่อง จนเฟร์รุชชิโอ ตัดสินใจตั้งโรงงานผลิตอย่างเป็นทางการ ภายใต้ชื่อบริษัท “Lamborghini Trattori S.p.A.” เมื่อปี 1949
บริษัทเติบโตอย่างก้าวกระโดด และกลายมาเป็นบริษัทผู้ผลิตรถแทรกเตอร์ที่ใหญ่ที่สุดในอิตาลี หลัง ปี 1952 รัฐบาลอิตาลีได้ออกนโยบายปล่อยเงินกู้แก่เกษตรกร สำหรับใช้ซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร โดยมีเงื่อนไขว่าต้องผลิตในประเทศ
คอมเพลนในฐานะผู้บริโภค
ช่วงปี 1960 เฟร์รุชชิโอกลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ และมั่งคั่งที่สุดคนหนึ่งของอิตาลี เขาเริ่มให้รางวัลตัวเองด้วยการสะสมซูเปอร์คาร์ สปอร์ตคาร์ ที่หลงใหลมาตั้งแต่วัยเยาว์
ทั้งแบรนด์ Alfa Romeo, Lancia, Jaguar, Mercedes-Benz, Maserati และลูกรักที่สุดอย่าง Ferrari
Ferrari 250 GT (1962)
Ferrari 250 GT เป็นซูเปอร์คาร์ที่เฟร์รุชชิโอใช้เป็นยานพาหนะคู่กายในชีวิตประจำวัน แต่ระหว่างใช้งานเฟร์รุชชิโอกลับต้องปวดหัวกับปัญหาเครื่องยนต์ภายใน อย่าง คลัตช์ไหม้ หลายต่อหลายครั้ง ตอนแรกเขาคิดว่าเป็นเพราะพฤติกรรมการขับขี่ของตัวเอง ที่ชอบขับรถโดยใช้ความเร็วอย่างหนัก แต่หลังต้องนำรถไปเข้าศูนย์ทุกครั้งที่เกิดปัญหา ทำให้ครั้งหนึ่งที่ Ferrari 250 GT ของเขาประสบปัญหาคลัตช์ไหม้ เฟร์รุชชิโอในฐานะนักอุตสาหกรรมยานยนต์ระดับหัวกะทิคนหนึ่งของอิตาลี จึงตัดสินใจรื้อเครื่องยนต์ และหาทางแก้ปัญหาด้วยตัวเอง ร่วมกับนายช่างภายในโรงงานผลิตรถแทรกเตอร์ของเขา
หลังถอดชุดเครื่องยนต์และระบบส่งกำลังภายในตัวเครื่อง Ferrari 250 GT เฟร์รุชชิโอก็พบว่า คลัตช์ ที่ติดตั้งอยู่ในซูเปอร์คาร์คันโปรดของเขา เป็นเพียงคลัตช์ที่อยู่ในเกรดพาณิชย์สำหรับใช้งานในรถยนต์ทั่วไปตอนนั้น หรือแม้แต่ในรถแทรกเตอร์บางรุ่นของบริษัทเขาเอง
(หมายเหตุ : ปัญหานี้เป็นเรื่องอดีต และเป็นการกล่าวอ้างของเฟร์รุชชิโอ ในปัจจุบันกระบวนการผลิตได้พัฒนาและเปลี่ยนแปลงไปแล้ว)
เหตุการณ์นี้ทำให้เฟร์รุชชิโอเสียความรู้สึกในฐานะผู้บริโภคอย่างมาก สืบเนื่องมาจากช่วงต้นทศวรรษ 1960 เฟร์รุชชิโอยังได้พบกับ เอ็นโซ เฟอร์รารี่ (Enzo Ferrari/1898-1988) ผู้ก่อตั้งแบรนด์ Ferrari
เอ็นโซ ปี 1967
ในฐานะผู้บริโภคที่เป็น Brand Loyalty เฟร์รุชชิโออ้างว่า เขาเล่าให้ฟังถึงปัญหาที่เขาเผชิญระหว่างใช้งาน Ferrari 250 GT แก่เอ็นโซ แต่กลับได้รับการตอบกลับในเชิงลบ ซึ่งเป็นดั่งการเติมเชื้อไฟให้เฟร์รุชชิโอตัดสินใจสร้างรถซูเปอร์คาร์ของตัวเอง เพื่อมาแข่งขันกับ Ferrari ที่เป็นแบรนด์ซูเปอร์คาร์ระดับต้น ๆ ของโลกแล้วในขณะนั้น
กำเนิด Lamborghini 350 GT
Automobili Lamborghini S.p.A
ปลายปี 1963 เฟร์รุชชิโอก่อตั้งบริษัทใหม่ “Automobili Lamborghini S.p.A” ในเมืองซานต์อากาตา โบโลเนส ประเทศอิตาลี ซึ่งที่ตั้งดังกล่าว ยังถูกใช้เป็นสำนักงานใหญ่ของ Lamborghini มาจนปัจจุบัน
ซูเปอร์คาร์รุ่นแรกของแบรนด์ Lamborghini ถูกเปิดตัวในระยะเวลาเพียง 4 เดือน นับแต่ก่อตั้งบริษัท คือ Lamborghini 350 GTV ในงาน Turin Motor Show ปี 1963
โลโก้ Lamborghini
โดยมาพร้อมการตีตราโลโก้รูปวัวกระทิง ซึ่งรับกับสัญลักษณ์ของราศีพฤษภ (Taurus) ราศีเกิดของเฟร์รุชชิโอ ที่เป็นรูปวัว รวมถึงได้แรงบันดาลใจจากกีฬาการสู้วัวกระทิงในประเทศสเปน ซึ่งตัวเขาเองเป็นแฟนกีฬาประเภทนี้
รุ่นรถยนต์ Lamborghini ส่วนใหญ่นับตั้งแต่นั้นยังถูกตั้งตามชื่อของวัวกระทิงนักสู้อีกด้วย
ซูเปอร์คาร์รุ่น 350 GTV ได้กลายมาเป็นต้นแบบของ Lamborghini 350 GT ที่เปิดตัวในงาน Geneva Motor Show ปี 1964 ซึ่งเป็นการเปิดประวัติศาสตร์ให้ Lamborghini กลายมาเป็นแบรนด์ซูเปอร์คาร์ที่อยู่ในสายตาของตลาดโลก
Lamborghini 350 GT (1964)
ตัวรถมาพร้อมเครื่องยนต์สันดาป 12 สูบ อันเป็นหัวใจหลักของแบรนด์อย่างเครื่องยนต์ V12 มีพละกำลังสูงสุด 270 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายในระยะเวลา 6.8 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 255 กม./ชม.
Lamborghini Miura หนึ่งในซูเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุดในโลกยุค 60-70
ปี 1966 เฟร์รุชชิโอสร้างปรากฏการณ์ใหม่ให้วงการซูเปอร์คาร์อีกครั้ง ด้วยการเปิดตัว Lamborghini Miura ที่โดดเด่นด้วยการออกแบบโครงเครื่องยนต์วางกลางตัวรถ (Midship) ซึ่งกลายมาเป็นพื้นฐานการวางเครื่องยนต์ที่นิยมใช้กันในรถซูเปอร์คาร์และสปอร์ตคาร์จนปัจจุบัน
Lamborghini Miura (1966)
Lamborghini Miura มาพร้อมเครื่องยนต์ V12 พละกำลังสูงสุด 370 แรงม้า อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6.7 วินาที ทำความเร็วสูงสุด 280 กม./ชม. ถูกยกให้เป็นซูเปอร์คาร์ที่เร็วที่สุดในโลก ตลอดปี 1966-73
60 ปีแบรนด์ซูเปอร์คาร์ระดับโลก
ตลอดปี 1963-2023 หรือ 60 ปีที่ผ่านมา Lamborghini มีรถยนต์ในไลน์การผลิตรวมประมาณ 18 รุ่นหลัก โดยมีรุ่นสำคัญที่ก้าวมาเป็นดาวเด่นของตลาดซูเปอร์คาร์และสปอร์ตคาร์มากมาย
คอลเลกชั่นรถยนต์ที่ลัมโบร์กินี นำมาจัดแสดงในงานเปิดตัว Lamborghini Revuelto (2023)
อาทิ Countach (1974), Diablo (1990), Murcielago (2001), Aventador (2011) ตลอดจน 3 รุ่นที่อยู่ในไลน์ผลิตปัจจุบัน Huracan (2014), Urus (2018) และซูเปอร์คาร์ปลั๊กอินไฮบริดรุ่นแรกของแบรนด์ Revuelto (2023)
Lamborghini Revuelto (2023)
ภายใต้ชายคา Volkswagen Group
ด้านการบริหารงานแบรนด์ Lamborghini มีช่วงเวลาล้มลุกคลุกคลาน และเผชิญปัญหาด้านการเงินจนต้องเปลี่ยนมือเจ้าของรวม 5 ครั้ง นับตั้งแต่เฟร์รุชชิโอตัดสินใจขายหุ้นส่วนใหญ่ให้กับ Georges Rossetti และ Henri Rossetti สองพี่น้องนักธุรกิจชาวสวิตเซอร์แลนด์ที่เป็นเพื่อนกับเขา เมื่อปี 1972 หลังบริษัทต้องเผชิญกับปัญหาเศรษฐกิจ และวิกฤตราคาน้ำมันดีดตัวในขณะนั้น
โดยหลังจากขายบริษัทเฟร์รุชชิโอก็หันไปใช้ชีวิตหลังเกษียณอย่างสงบ ด้วยการทำไร่องุ่นและบ่มไวน์อยู่ทางแคว้นอุมเบรีย ประเทศอิตาลี ก่อนเสียชีวิตในวัย 76 ปี
โลโก้ Volkswagen Group บริษัทแม่ของลัมโบร์กินี
ทั้งนี้ บริษัท Lamborghini Trattori S.p.A. และ Automobili Lamborghini S.p.A ยังคงดำเนินงานอยู่ในปัจจุบัน โดยอยู่ภายใต้การถือครองและบริหารงานในเครือ SDF Group และ Volkswagen Group ตามลำดับ
เข้าหอเกียรติยศ
21 กรกฎาคม 2022 เฟร์รุชชิโอ ได้รับบรรจุชื่อเข้าสู่ Automotive Hall of Fame (AHF) หอเกียรติยศแก่ผู้ที่มีคุณูปการต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลก ซึ่งก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 1939 และมีผู้ได้รับบรรจุชื่อทั้งชายและหญิงไปแล้วเกือบ 800 คนทั่วโลก
ข้อมูลอ้างอิง: indiatimes, media.lamborghini, lamborghini, lamborghini-tractors, automotivehalloffame
–














