ผลกระทบโควิด ที่มีต่อลูกจ้าง ผู้ประกอบการ และตลาดการจ้างงานปี 2563 (วิเคราะห์)

วิกฤตโควิด-19 แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้ง

ที่ในตอนนั้นองค์กรใหญ่ ๆ คือผู้โดนผลกระทบมากที่สุด

แต่โควิด-19 นี้สร้างผลกระทบทุกอุตสาหกรรมไม่ว่าจะเป็นธุรกิจใหญ่ หรือเล็กก็โดนกระทบหมด และธุรกิจเล็ก ๆ เองหากสายป่านไม่เพียงพอจะได้รับผลกระทบมากกว่า

และในเมื่อส่งผลกระทบทุกอุตสาหกรรม นั่นก็หมายถึงตลาดแรงงานในไทย คนมีงานทำกว่า 37.4 ล้านคน ก็โดนกระทบด้วยเช่นกัน

เพราะแต่ละองค์กร แต่ละบริษัทต่างต้องรัดเข็มขัด ส่งผลให้มีทั้งการเลิกจ้างชั่วคราว ปรับลดเงินเดือน หรือถึงขั้นปิดกิจการ

แล้วโควิด-19 ส่งผลต่อผู้ประกอบการและแรงงานอย่างไร

พรลัดดา เดชรัตน์วิบูลย์ ผู้จัดการประจำประเทศไทย บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยสถิติตลาดแรงงานจากผลกระทบโควิด-19 กับสื่อมวลชนผ่านแอปพลิเคชันซูม

ฝั่งแรงงาน

ในช่วงเดือนมีนาคมและเมษายนประกาศรับงานลดลง โดยเฉพาะเดือนเมษายนที่ลดลงอย่างชัดเจน เพราะในช่วงโควิด-19 แต่ละองค์กรมีมุมมองที่หลากหลายมากขึ้น การจะรับพนักงานใหม่จึงเป็นเรื่องที่ต้องคิดให้รอบคอบมากกว่าเดิม ที่จะต้องดูปัจจัยจากทั้งเศรษฐกิจ ความกังวลต่าง ๆ ที่มี รวมทั้งพิจารณาความจำเป็นในการรับพนักงานใหม่ด้วย

จากการสำรวจครอบคลุมคนทำงานกว่า 1,400 คน และผู้ประกอบการกว่า 400 บริษัท พบว่าคนทำงาน 1 ใน 4 หรือ 25% ได้รับผลโดยตรงกับสถานะการทำงานมากที่สุด

9% ถูกเลิกจ้าง และ 16% ถูกหยุดงานชั่วคราว

กลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ พนักงานอยู่ในกลุ่มเงินเดือนต่ำกว่า 16,000 บาท มีลักษณะงานเป็นสัญญาจ้าง อายุมากกว่า 45 ปี และทำงานให้กับองค์กรที่มีพนักงานน้อยกว่า 50 คน

ส่วนกลุ่มที่ได้รับ ผลกระทบโควิด น้อย คือกลุ่มที่มีเงินเดือนมากกว่า 30,000 บาท

พรลัดดายังบอกอีกว่า แม้กลุ่มคนที่อายุมากกว่า 45 ปีจะเป็นกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด แต่คนกลุ่มนี้ก็ยังมีโอกาสที่ถูกเลือกให้กลับเข้ามาทำงานอีกครั้ง ด้วยเพราะประสบการณ์การทำงานที่มีมากกว่าเด็กจบใหม่

และแม้จะโชคดีที่ไม่ถูกเลิกจ้าง พนักงานที่ยังคงทำงานอยู่ก็ยังมีบางส่วนที่ได้รับผลกระทบต่อการทำงานและรายได้

48% ถูกให้ทำงานจากที่บ้าน หรือ WORK FORM HOME

45% ได้รับผลกระทบเรื่องรายได้

– 27% ไม่ได้รับโบนัส

– 20% ไม่ปรับเงินเดือน

– 14% ถูกลดเงินเดือน

ถูกลดเงินเดือน 11-30% ของรายได้

สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความสุขในการทำงาน แล้วในช่วงโควิด-19 แรงงานไทยมีความสุขมากแค่ไหน พบว่า ดัชนีความสุขในการทำงานของแรงงานไทยก่อนการระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 อยู่ที่ 85%

และในช่วงของการระบาดลดลงเหลือเพียง 59% และยังไม่มีความสุขเพิ่มขึ้น 3 เท่าเมื่อต้องเปลี่ยนมาทำงานที่บ้าน และ 46% ของคนทำงานระบุว่าชั่วโมงการทำงานเพิ่มขึ้น

1 ใน 3 ของคนทำงาน ทำงานหนักขึ้น

1 ใน 4 ของคนทำงาน ได้รับแรงกดดันมากขึ้นจากหัวหน้างาน

เกือบ 1 ใน 2 ของคนทำงาน มีชั่วโมงการทำงานมากขึ้น

พนักงานในสายงานโฆษณา งานประชาสัมพันธ์ รวมถึงสายงานการตลาดดิจิทัล งานอี-คอมเมิร์ซ และงานโซเชียลมีเดีย เป็นกลุ่มงานที่ทำงานต่อวันเป็นระยะเวลานานขึ้นเมื่อต้องทำงานอยู่ที่บ้านอีกด้วย

พรลัดดาระบุว่า จ๊อบส์ ดีบี ได้ทำการสำรวจ ‘Laws of Attraction’ (LOA) ตั้งแต่ 19 ธ.ค. 2562-20 ก.พ. 2563 จากคนทำงานทั่วประเทศไทยกว่า 6,000 คน

ผลสำรวจพบว่า 3 ปัจจัยแรกที่คนทำงานให้ความสำคัญมากที่สุดในการเลือกทำงานคือ 1. เงินเดือน/ค่าตอบแทน

2. ความมั่นคงในการทำงาน

และ 3. ความก้าวหน้าในสายอาชีพ

แรงงานไทยเลือกความมั่นคงในการทำงานเป็นสัดส่วนที่สูงที่สุดในการสำรวจจากคนทำงานทั้งหมด 6 ประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยจากคำตอบคนทำงานในไทยมองเรื่องความมั่นคงในการทำงานมีความสำคัญมากกว่าเรื่องสวัสดิการถึง 3 เท่า สำคัญกว่าตำแหน่งที่ตั้งของที่ทำงาน 2 เท่า และ 1.4 เท่าสำคัญกว่าเรื่องความสมดุลในชีวิต (Work-life balance)

ฝั่งผู้ประกอบการ

พรลัดดาให้มุมมองว่า ผู้ประกอบการเองก็ต้องเจอกับความท้าทาย ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ปรับแผนดำเนินงานในการปรับตัวไม่น้อย เพราะในสถานการณ์ตอนนี้ผู้ประกอบการต้องควบคุมค่าใช้จ่าย เพื่อลดต้นทุนให้ได้มากที่สุด

ในเรื่องของการขึ้นเงินเดือนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป ต้องมองยาวไปถึงสิ้นปี เพราะแต่ละองค์กรเองยังมีความกังวลว่าอาจจะเกิดการระบาดระลอกสองหรือไม่ มีวัคซีนหรือยัง รวมทั้งสภาพเศรษฐกิจตอนนี้ดีจริงแล้วหรือ

พบว่า 52% ส่งเสริมให้พนักงานทำงานที่บ้าน และ 47% ปรับนโยบายการจ้างงาน ซึ่งในจำนวนนายจ้างที่ได้ปรับนโยบายการจ้างงานพบว่า 39% หยุดการรับพนักงานใหม่ และ 12% ลดจำนวนพนักงาน

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการกว่า 37% จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเงินเดือนและค่าตอบแทน

21% ไม่มีการปรับเงินเดือน

20% พิจารณามาตรการลดเงินเดือน

18% จะงดการจ่ายโบนัส

แล้วตลาดการจ้างงานครึ่งปีหลังเป็นอย่างไร

พรลัดดา ระบุว่า หลังจากที่เริ่มมีการคลายล็อกดาวน์ ธุรกิจบางธุรกิจเริ่มกลับมา จ๊อบส์ ดีบีเห็นสัญญาณเชิงบวกในการจ้างงานจากผู้ประกอบการที่สะท้อนจากการสำรวจ

สำหรับช่วงครึ่งหลังของปี 2563 ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ 88% มีแนวโน้มการจ้างงานอีกครั้งใน 6 เดือนข้างหน้า

ผู้ประกอบการกว่า 33% ชี้ว่าอยากจะจ้างงานผู้ที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โควิด-19 เพื่อช่วยเหลือประเทศ

ที่น่าสนใจคือ ผู้ประกอบการกว่า 53% มีแนวโน้มที่จะว่าจ้างเด็กจบใหม่เพื่อทำงานในตำแหน่งระดับพนักงานทั่วไป

เรื่องนี้พรลัดดาระบุว่า เพราะในแต่ละปีมีนักศึกษาจบใหม่เข้าตลาดถึง 520,000 คน และจะมีบางส่วนราว 20-30% ที่ไม่ได้รับการจ้างงาน ขณะที่ในปีนี้มองว่านักศึกษาจบใหม่จะว่างงานเพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากสถานการณ์โควิด-19

การที่นักศึกษาจบใหม่มีโอกาสในการถูกเลือกเข้าทำงาน ประเด็นนี้ผู้ประกอบการไม่ได้จะมองว่าเพราะสามารถกดเงินเดือนให้ต่ำได้ เพราะในความเป็นจริงแต่ละบริษัทก็มีมาตรฐานและฐานเงินเดือนของตำแหน่งนั้น ๆ อยู่

สิ่งที่นักศึกษาจบใหม่ควรทำมีอยู่ 3 เรื่องด้วยกันคือ

ต้องได้เรื่องของภาษา ต้องมีความเชี่ยวชาญในสิ่งที่ตัวเองเรียนมา และต้องมีทัศนคติที่อยากมาร่วมงานกับอค์กร

“เมื่อเด็กจบใหม่ได้รับโอกาสเข้าไปสัมภาษณ์งานกับฝ่ายเอชอาร์ สิ่งที่ต้องมีมากที่สุดคือทัศนคติ เพราะอย่าลืมว่าเอชอาร์เป็นด่านแรกที่ต้องเจอ และเอชอาร์เองก็ได้เจอกับผู้สมัครในหลากหลายแบบทั้งมีประสบการณ์มาแล้ว หรือยังไม่มี เพราะฉะนั้นเมื่อได้คุยกับเอชอาร์เขาก็จะรู้ได้เลยว่าคนคนนั้นจะเป็นอย่างไร”

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer