ไปรษณีย์ไทย เบอร์ใหญ่ตลาดขนส่งพัสดุ โจทย์ที่ท้าทายวันนี้คือคู่แข่งหรือตัวเอง (วิเคราะห์)

ตลาดขนส่งพัสดุในไทยที่ปีนี้ EIC คาดการณ์มูลค่าจะเพิ่มมาอยู่ที่ 66,000 ล้านบาท จากปีที่ผ่านมามูลค่าตลาดอยู่ที่ 49,000 ล้านบาท แต่ละเจ้าต่างงัดไม้เด็ดทั้งส่งเร็ว ส่งถูก มาดึงดูดใจผู้บริโภค

แม้ต้นปีจะเจอกับสถานการณ์โควิด-19 แต่ธุรกิจขนส่งพัสดุดูจะได้รับอานิสงส์จากการที่ผู้บริโภคช้อปปิ้งออนไลน์กันมากขึ้น

เจ้าที่ออกมาเปิดเผยตัวเลขครึ่งปีแรกก่อนใครเพื่อนคือ Flash Express น้องใหม่ที่เข้ามาทำตลาดได้ 3 ปี ครึ่งปีแรกมียอดส่งพัสดุรวมกว่า 100 ล้านชิ้น เฉลี่ยต่อวันมากกว่า 1 ล้านชิ้น

ส่วนไปรษณีย์ไทย ที่อยู่ในตลาดมายาวนานที่สุด มียอดส่งพัสดุวันละ 8 ล้านชิ้น

เป็นเบอร์ 1 ด้านรายได้ และท่ามกลางเบอร์ 2 เบอร์ 3 เบอร์ 4 และอีกหลาย ๆ เบอร์ ในตลาด ตอนนี้ไปรษณีย์ครองส่วนแบ่งตลาดไม่ถึง 50% ถูกคู่แข่งเบียดขึ้นมาเรื่อย ๆ

ครึ่งปีหลัง ไปรษณีย์ไทย จะใช้กลยุทธ์อะไรที่จะเพิ่มประสิทธิภาพ และทิ้งห่างคู่แข่งในทุกด้านทั้งรายได้ มาหาคำตอบจาก “ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร” ที่ขึ้นมาเป็นแม่ทัพคนใหม่ได้กว่า 5 เดือน

อ่าน: ถึงเวลา “ไปรษณีย์ไทย” disrupt ตัวเอง

“เราชอบการแข่งขัน และไม่ได้กลัวการแข่งขัน” คือหนึ่งในคำพูดของ ก่อกิจ ด่านชัยวิจิตร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด ที่ฉายภาพถึงการมาของผู้ให้บริการขนส่งเอกชนเจ้าใหม่ ๆ ที่ส่วนใหญ่มาต่างประเทศ

ที่ผู้ให้บริการเหล่านั้นใช้เกม “ราคา” มาทุ่มตลาด แม้จะดีกับผู้บริโภคในช่วงแรก ๆ ที่ได้ใช้บริการในราคาที่ถูก

แต่ก่อกิจมองว่า ในระยะยาวจะดีในเรื่องการคุ้มครองผู้บริโภคจริงหรือ

เพราะฉะนั้นธุรกิจขนส่งพัสดุควรจะมีมาตรฐานบางอย่าง ควรมีองค์กรกำกับดูแลเพื่อให้การแข่งขันเป็นไปอย่างเท่าเทียม การแข่งขันเรื่องราคาอย่างเดียวมันไม่ยุติธรรม

เราเป็นรัฐวิสาหกิจ มีกฎระเบียบต่าง ๆ ที่กำกับข้างหนึ่ง ส่วนอีกข้างเอกชนไม่มีกฎระเบียบต่าง ๆ เลย และสิ่งที่น่ากลัวคือ การควบรวมกิจการ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าควรมีคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า”

เพราะฉะนั้นเมื่อขนส่งเจ้าต่าง ๆ เล่นเกมราคา ก็ส่งผลให้ “ไปรษณีย์ไทย” ต้องเล่นเกมราคา ออกแคมเปญลดค่าส่งตามไปด้วย

แม้การลดลงของราคาค่าส่งนี้จะยังไม่ต่ำกว่าความเป็นจริง แต่ย่อมส่งผลต่อรายได้รวมอย่างแน่นอน ก่อกิจ ระบุว่า ปีนี้รายได้ลดลงจากปีที่ผ่านมาอย่างแน่นอน

โดยการส่งพัสดุมีจำนวนชิ้นที่มากขึ้น ตอนนี้เฉลี่ยส่งพัสดุ 8 ล้านชิ้น/วัน

สำหรับครึ่งปีแรกของปี 2563 ไปรษณีย์ไทย มีรายได้ 12,000 ล้านบาท และมีกำไรก่อนหักภาษีกว่า 1,000 ล้านบาท

ก่อกิจระบุอีกว่า ช่วงโควิด-19 รายได้จากการส่งพัสดุระหว่างประเทศลดลงเดือนละร้อยล้านบาท

เป้ารายได้เดิมที่วางแผนระยะยาวก่อนสถานการณ์โควิด-19 วางไว้ที่ 30,000 ล้านบาท

ด้านสัดส่วนรายได้นั้นปัจจุบันมาจากขนส่งและโลจิสติกส์มากกว่า 50% กลุ่มจดหมาย แสตมป์ ไปรษณีย์ต่ำกว่า 30%

โดยต่อจากนี้ไปรษณีย์ไทย จะขอเดินไปด้วยกลยุทธ์การลงทุนด้วยกัน 2 ส่วน คือ

1. ลงทุนด้านเทคโนโลยีและระบบปฏิบัติการ

ปลายปีที่ผ่านมา ประธานกรรมการบริษัท อย่าง “รัฐพล ภักดีภูมิ” ยอมรับว่า ‘เทคโนโลยี’ ถือเป็นจุดอ่อนของไปรษณีย์ไทยที่ต้องเร่งปรับตัวทั้งภาพลักษณ์และการบริการ

ปีนี้เห็นภาพชัดเจนมากยิ่งขึ้น ก่อกิจระบุว่า การลงทุนด้านเทคโนโลยีของไปรษณีย์ นั้นเราไม่ได้เอาจำนวนคนออกแต่อย่างใด แต่เป็นการรีสกิลให้พนักงานไปทำเรื่องอื่น ๆ อย่างเราติดตั้งเครื่องคัดแยกเพิ่มขึ้นก็เป็นการลดภาระจำนวนคน

ลงทุน iOTกับตู้แดง

จากที่เราเห็นตู้แดงของไปรษณีย์ตั้งอยู่ตามชุมชุน มีกว่า 22,000 ตู้ ที่พนักงานไปรษณีย์ไม่รู้ได้เลยว่าตู้ไหนมีใครฝากส่งจดหมายบ้าง

ไปรษณีย์จับมือ CAT นำเซนเซอร์มาติดตั้งภายในตู้แดงเพื่อเช็กปริมาณว่าตู้ไหนมีจดหมายบ้าง การนำเซนเซอร์มาติดตั้งนี้ช่วยลดทั้งปริมาณคน และเวลาลงมากกว่า 50%

นำร่องในปี 1,000 ตู้ และครบ 22,000 ตู้ในเวลาไม่เกิน 3 ปี

ขยายจุดตั้งตู้ไปรษณีย์อัจฉริยะ iBOX 30,000 ตู้

จากที่นำร่องตู้ iBOX ที่สามารถส่งพัสดุไปรษณีย์ ตลอด 24 ชั่วโมง ไปราว 10 สาขา ติดตั้งในพื้นที่ย่านชุมชนเมือง คอนโด สถานศึกษา และสำนักงาน หน่วยงานรัฐ

ไปรษณีย์ยังเดินหน้าต่อด้วยการตั้งเป้าติดตั้งตู้ iBOX 30,000 ตู้ ภายใน 3 ปีเช่นกัน

โดยในช่วงโควิด-19 ทำให้เห็นช่องทางและโอกาสที่จะลดต้นทุนให้ผู้บริโภคในการไปโรงพยาบาลรับยา แต่สามารถมารับยาได้ที่ตู้ iBOX ในสาขาที่ใกล้บ้านแทน

รวมทั้งไปจับมือกับโรงพยาบาลต่าง ๆ ด้วยการให้บริการ “ส่งยาถึงบ้าน” ที่ตอนนี้ให้บริการกว่า 1,000 โรงพยาบาลแล้ว

“เราเข้าไปรับพัสดุถึงโรงพยาบาล และนำไปส่งต่อให้กับผู้ป่วย เราช่วยลดค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยในเคสที่ต้องเดินทางมารับยาตัวเดิมในทุก ๆ เดือน”

นอกจากนี้ ยังจะเห็นแพลตฟอร์มใหม่จากไปรษณีย์ในเดือน ก.ย. จากเดิมที่มีแค่ thailandpostmart เป็นช่องทางอีคอมเมิร์ซ

รวมทั้งปรับปรุงรถยนต์ขนส่งให้เป็นรถควบคุมอุณหภูมิเพื่อรักษาคุณภาพของสิ่งของฝากส่งไม่ให้เสียหายระหว่างทาง รองรับการจัดส่งผลผลิตทางการเกษตรที่มีปริมาณมากขึ้น

2. ลงทุนธุรกิจใหม่

นอกจากลงทุนทางเทคโนโลยีให้สามารถสู้ได้กับผู้ให้บริการขนส่งเจ้าอื่นแล้ว ไปรษณีย์ไทยยังเดินเกมด้วยการจับมือหาพาร์ตเนอร์ต่อยอด และเพิ่มฐานลูกค้าได้มากขึ้น

ทั้งจับมือกับธนาคารกรุงไทยที่ผู้บริโภคสามารถใช้จ่ายบริการจ่ายภาษีที่ดินได้

จับมือกับไมโครซอฟท์ที่เจาะกลุ่มลูกค้าที่ไม่มีบัตรเครดิต ก็สามารถมาซื้อบริการของไมโครซอฟท์อย่าง office365 ผ่านไปรษณีย์ไทยได้

นอกจากนี้ ก่อกิจยังยกตัวอย่างให้ฟังอีกว่าอนาคตไม่แน่ว่าอาจจะเห็นร้านกาแฟของไปรษณีย์ไปตั้งอยู่ตามสาขาที่ทำการไปรษณีย์ก็ได้เช่นกัน

มองว่าสิ่งที่ไปรษณีย์ไทยทำทั้งหมดทั้งมวลนี้ คือการใช้จุดแข็งในเรื่องของคนที่รู้พื้นที่มากกว่า สาขาที่มีมากกว่า และความน่าเชื่อไปจับมือกับพาร์ตเนอร์ต่าง ๆ เพื่อเพิ่มฐานลูกค้า และรายได้อย่างแยบยล

อีกหนึ่งเรื่องที่ไปรษณีย์ต้องกลับไปนั่งทำการบ้านคือ “การเปิดให้บริการในวันอาทิตย์” ที่แม้จะมีบางสาขาที่เปิดให้บริการครึ่งวัน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่เพียงพอที่จะไปสู้กับคู่แข่งที่ตอนนี้เปิดให้บริการแบบไม่มีวันหยุดได้

แม้สิ่งที่ผู้บริโภคใช้ตัดสินใจคือเรื่องของราคา และความเร็วในการให้บริการ

ไปรษณีย์อาจจะไม่ใช่เจ้าที่ถูกที่สุด หรือส่งเร็วที่สุด แต่เชื่อว่ากลยุทธ์เหล่านี้จะทำให้ไปรษณีย์ไทยติดปีกเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้มากขึ้น และหนีคู่แข่งได้บ้าง

ส่วนเจ้าไหนจะถูกจริตมากกว่ากันผู้บริโภคเป็นคนตัดสิน

ปี 2562 ไปรษณีย์ไทย รายได้เท่าไร

รายได้ 27,531.46 ล้านบาท
กำไร 619.39 ล้านบาท
ขนส่งพัสดุในและระหว่างประเทศรวมกันมากกว่า 2,000 ล้านชิ้น

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน