ตลาดขนมขบเคี้ยวไทยมูลค่า 5 หมื่นล้านบาทแข่งขันเดือดท่ามกลางกำลังซื้อที่เปราะบาง แบรนด์ชั้นนำจึงงัดกลยุทธ์คอลแลบบอเรชัน มาร์เก็ตติ้ง ดึงป๊อปคัลเจอร์และไอดอลระดับโลกมารีเฟรชภาพลักษณ์ให้เด็กลงเพื่อมัดใจผู้บริโภคกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อแย่งชิงส่วนแบ่งเค้กก้อนเดียวกันและก้าวเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งในใจผู้บริโภค
ปี 2026 แม้มูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวไทยจะทรงตัวที่ระดับ 50,000 ล้านบาท แต่การแข่งขันกลับยิ่งทวีความดุเดือดขึ้น ท่ามกลางกำลังซื้อของผู้บริโภคที่เปราะบาง ผู้ผลิตจึงต้องหาทางดึงดูดเม็ดเงินด้วยวิธีการที่เร้าใจกว่าเดิม ซึ่งบนการแข่งขันที่รุนแรงนี้ แบรนด์ต่าง ๆ ไม่ได้มุ่งเน้นแค่แคมเปญลดแลกแจกแถม หรือการพัฒนารสชาติใหม่ ๆ เพียงลำพังอีกต่อไป
เซกเมนต์ใหญ่ในตลาด ไม่ว่าจะเป็น มันฝรั่งทอดกรอบ, ขนมขึ้นรูป และขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ ต่างต้องปรับตัวรับมือกับวัฏจักรของสินค้าที่สั้นลง การทำ ‘คอลแลบบอเรชัน มาร์เก็ตติ้ง’ (Collaboration Marketing) กับป๊อปคัลเจอร์และแบรนด์ข้ามอุตสาหกรรม จึงกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการรักษาความสดใหม่และกระตุ้นการจับจ่ายของผู้บริโภค
ความท้าทายที่บริษัทต้องตีโจทย์ให้แตก คือกลุ่มคนรุ่นใหม่ในตลาดขนมขบเคี้ยวไทยเน้นรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และตัดสินใจซื้อตามกระแสคอลแลบบอเรชัน โดยไม่ยึดติดกับยี่ห้อใดยี่ห้อหนึ่งเพียงอย่างเดียว และมักเลือกซื้อสินค้าหลากหลายเซกเมนต์พร้อมกันเพื่อการสังสรรค์ อีกทั้งยังชื่นชอบรสชาติแปลกใหม่
แบรนด์จึงต้องสื่อสารผ่านผู้มีอิทธิพลทางความคิด และใช้คาแรคเตอร์หรือบุคคลที่มีชื่อเสียงเพื่อปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์ให้ดูเด็กลงและทันสมัย พร้อมทั้งสร้างความผูกพันกับคนรุ่นใหม่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
จึงจะเห็นว่าเปิดปี 2026 แบรนด์ผู้นำตลาดจึงเดินเกมด้วยการเจาะกลุ่มผู้บริโภคผ่านกลยุทธ์คอลแลบบอเรชันด้วยการจับกระแสคนดังหรือเหตุการณ์ที่คนกำลังพูดถึงมาเชื่อมโยงกับแบรนด์
ตัวอย่างเช่น
เลย์ (Lay’s) ภายใต้เครือเป๊ปซี่โค (PepsiCo) สานต่อแคมเปญฟุตบอลโลกโดยดึงนักเตะระดับตำนานอย่างเช่น ลิโอเนล เมสซี่, เดวิด เบ็คแฮม, เธียร์รี่ อองรี มากระตุ้นกำลังซื้อรับกระแสเวิลด์คัพ 2026
โอริโอ้ (Oreo) ภายใต้กลุ่มมอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (Mondelēz International) พัฒนาโปรดักต์ร่วมกับ วงบอยแบนด์ระดับโลก ‘บีทีเอส’ (BTS) ออกคุกกี้ ‘สีม่วง’ ซึ่งเป็นสีประจำวง พร้อมรสชาติใหม่บนตัวคุกกี้มีลายปั๊มพิเศษทั้งชื่อเมมเบอร์และแท่งไฟประจำวง รับกระแสการคัมแบ็คการแสดงเวิลด์ทัวร์แบบเต็มวง
เถ้าแก่น้อย (Taokaenoi) ภายใต้กลุ่มเถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง มีการทำเซ็ตสินค้าร่วมกับ ‘แม่ชม-น้องเกล’ ส่วนในตลาดต่างประเทศอย่างจีนและอาเซียน ใช้ ‘เฉินเจ๋อหย่วน’ (Chen Zheyuan) ในฐานะโกลบอล แบรนด์ แอมบาสเดอร์ รับกระแสไอดอล มาร์เก็ตติ้งที่ยังคงคึกคักต่อเนื่อง
ล่าสุดอย่าง ‘เบนโตะ’ (Bento) ภายใต้กลุ่มศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง ร่วมกับแฟรนไชส์สื่อ ‘สไปเดอร์แมน’ (Spider-Man) ส่งเสริมภาพลักษณ์ของแบรนด์ภายใต้แนวคิดโตมาด้วยกัน พร้อมรับกระแสภาพยนตร์ ‘สไปเดอร์-แมน: แบรนด์นิวเดย์’ (Spider-Man: Brand New Day) ที่กำลังจะเข้าฉายช่วงปลายเดือนนี้ โดยเป็นการจับมือกับ โซนี่ พิคเจอร์ส (Sony Pictures)

| ตลาดสแน็คไทย 5 หมื่นล้านโตฝืด รสชาติใหม่ไม่พอ
เอาใจคนรุ่นใหม่เบื่อความจำเจต้อง Collaboration Marketing |
||
| ปี ค.ศ. | มูลค่าตลาดขนมขบเคี้ยวไทย (ล้านบาท) | |
| 2023 | 47,000 | |
| 2024 | 49,000 | |
| 2025 | 50,000 | |
| 2026 | 50,500 | |
| สัดส่วนตลาดขนมขบเคี้ยว ปี 2026 | ||
| เซกเมนต์ | มูลค่าตลาด (ล้านบาท) | |
| มันฝรั่งทอดกรอบ | 17,518 | |
| ขนมขึ้นรูป | 13,513 | |
| ขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ | 6,005 | |
| ถั่ว | 5,005 | |
| สาหร่าย | 3,253 | |
| ขนมที่ทำจากข้าว | 2,503 | |
| ข้าวเกรียบ | 1,502 | |
| ป๊อปคอร์น | 1,201 | |
| ที่มา: Marketeer รวบรวม มูลค่าตลาด อ้างอิงศูนย์วิจัยกสิกรไทย สัดส่วนตลาด อ้างอิงจากการคาดการณ์ของแบรนด์กลุ่มผู้นำตลาด, กรกฎาคม 2026 | ||
คุณวิโรจน์ วชิรเดชกุล รองกรรมการผู้จัดการสายงานธุรกิจในประเทศ บริษัท ศรีนานาพร มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ SNNP ผู้ผลิตและจำหน่ายขนมขบเคี้ยว ‘เบนโตะ’ (Bento) เจ้าตลาดขนมปลาหมึกแผ่นที่มีมูลค่าประมาณ 1,500 ล้านบาท โดยแบรนด์ครองส่วนแบ่งอันดับ 1 อยู่ที่ 76%
ให้ความเห็นเกี่ยวกับการคอลแลบบอเรชัน มาร์เก็ตติ้งในตลาดขนมขบเคี้ยวไทย
ในสภาวะที่กำลังซื้อน้อยลง และการลดราคาไม่สามารถทำได้ทุกวัน จะเห็นว่าหลายบริษัทจึงเลือกใช้วิธีทำคอลแลบบอเรชัน เพื่อสร้างความรู้สึกดีต่อแบรนด์และกระตุ้นให้เกิดการระลึกถึงสินค้า จนเกิดการหยิบซื้อ
แบรนด์ต่างมุ่งสร้างประสบการณ์ใหม่ในทุกจุดสัมผัสผ่านรูปแบบการทำการตลาดแบบครบวงจร ตั้งแต่การเปลี่ยนบรรจุภัณฑ์รุ่นพิเศษ เพื่อความโดดเด่นและน่าสะสม ไปจนถึงการทำกิจกรรมจับสลากชิงโชค แจกของรางวัล
โดยจะเห็นว่ากลยุทธ์นี้ยังครอบคลุมทั้งกลุ่มผู้บริโภคทั่วไป และใช้เป็นเครื่องมือทางธุรกิจเพื่อผลักดันสินค้าเข้าสู่ร้านค้าส่ง ทำให้ร้านค้ามั่นใจว่าสินค้าจะขายออกได้
อีกทั้งทุกวันนี้ การทำคอลแลบบอเรชันยังมีวัตถุประสงค์เพื่อขยายฐานลูกค้าและ ‘ดึงอายุแบรนด์ให้เด็กลง’ อย่างเช่น เบนโตะที่มีอายุกว่า 30 ปี นี่คือกลยุทธ์ลบภาพจำที่คนรุ่นใหม่เคยมองว่าเป็นขนมสำหรับคนรุ่นเก่าให้กลายเป็นสินค้าที่ดูเข้าถึงได้มากขึ้น
โดยในยุคที่การแข่งขันดุเดือดขึ้น การทำธุรกิจต้องปรับตัวอยู่ตลอดเวลา คอลแลบบอเรชันในตลาดขนมขบเคี้ยวไทยจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการเปลี่ยนซองสินค้าแต่คือวิถีทางเชิงรุกที่แบรนด์ต่าง ๆ กำลังขับเคลื่อน เพื่อรักษาความเป็นเจ้าตลาดและบริหารจัดการความสัมพันธ์กับผู้บริโภคยุคใหม่ให้แข็งแกร่งต่อไป
ซึ่งในตลาดขนมไทยทุกเซกเมนต์ไม่ว่าจะเป็น มันฝรั่งทอดกรอบ, ขนมขึ้นรูป, ขนมที่ทำจากเนื้อสัตว์ รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ ต่างต้องแข่งขันกันอย่างรุนแรงเพื่อชิงฐานลูกค้ากลุ่มเดียวกันทั้งหมด หากแบรนด์ใดไม่มีกิจกรรมทางการตลาดที่ต่อเนื่อง ยอดขายอาจนิ่งหรือติดลบได้ เนื่องจากกิจกรรมเหล่านี้เป็นตัวขับเคลื่อนหลักของตลาด
“คอลแลบบอเรชัน มาร์เก็ตติ้ง ถึงมีความเหมือนในด้านกลุ่มเป้าหมายและกลยุทธ์สื่อสาร แต่แตกต่างกันที่การเลือกพันธมิตรให้สอดคล้องกับคาแรคเตอร์ของสินค้า เพื่อสร้างความแตกต่างและดึงดูดความสนใจจากผู้บริโภคในเซกเมนต์นั้น ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ เปลี่ยนผลิตภัณฑ์ให้เป็น ‘หนึ่งในตัวเลือกแรก’ ในใจผู้บริโภค ท่ามกลางสมรภูมิสแน็ค 50,000 ล้านบาทที่ทุกคนต้องแย่งเค้กก้อนเดียวกัน”
