ตลาดกล้องดิจิทัล 2563 หดตัว พร้อมพฤติกรรมผู้ใช้งานที่เปลี่ยนไป (วิเคราะห์)

ตลาดกล้องดิจิทัลยังคงลบอย่างต่อเนื่องในทุกๆ ปี จากเทคโนโลยีมือถือที่พัฒนาคุณภาพของกล้องมือถือที่ยกระดับคุณภาพการถ่ายภาพที่ดีกว่าในอดีต ที่มาพร้อมกับแอปพลิเคชั่นตกแต่งภาพในรูปแบบต่างๆ เพิ่มเติมจากเดิมที่มีมา และทำให้ผู้บริโภคกลุ่มใหญ่เลือกถ่ายภาพจากมือถือทดแทนกล้องดิจิทัลจากคุณภาพที่พอใจและความสะดวกสบายในการใช้งาน

สิ่งต่างๆ เหล่านี้ ทำให้ตลาดกล้องดิจิทัลในปีที่ผ่านมามูลค่า 5,630 ล้านบาท ติดลบถึง 26%

ส่วนปีนี้มีการติดลบที่รุนแรงถึง 43%

การติดลบของ ตลาดกล้องดิจิทัล 2563 ที่ดิ่งลงมาอย่างน่าใจหายมาจากสาเหตุสำคัญคือ

1.การแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ทำให้ช่างภาพมืออาชีพ รับงานได้ลดลง จากงานอีเวนต์ และกิจกรรมต่างๆ ที่จำเป็นต้องพึ่งพาช่างภาพมืออาชีพถูกระงับ หรือเปลี่ยนรูปแบบในการจัดงานที่เป็นรูปแบบออนไลน์หรืออื่นๆ ที่ทำให้ความจำเป็นในการใช้ช่างภาพมือถืออาชีพน้อยลง

การที่ช่างภาพมืออาชีพมีงานถ่ายภาพที่น้อยลงกระทบกับตลาดกล้องคือ ช่างภาพชะลอการซื้อกล้องและอุปกรณ์การถ่ายภาพที่มาช่วยอัปเกรดผลงานตัวเองให้ดีขึ้นออกไปก่อน เพื่อเก็บเงินไว้ในกระเป๋ารองรับอนาคตยังไม่สามารถคาดเดาได้

2.นักท่องเที่ยวที่ชะลอการซื้อกล้องใหม่ออกไป เนื่องจากไม่มีทริปท่องเที่ยวที่สำคัญ โดยเฉพาะทริปท่องเที่ยวในต่างประเทศ และทริปท่องเที่ยวใหญ่ๆ เพราะช่างภาพมือสมัครเล่นส่วนใหญ่มีพฤติกรรมตัดสินใจซื้อกล้องเพื่อไปใช้ในการถ่ายภาพในทริปๆ ที่มองว่ามีความสำคัญเช่นท่องเที่ยวกับครอบครัว หรือคนรักในต่างประเทศ เพื่อเก็บภาพที่มีคุณภาพมากกว่ามือถือเพื่อไว้ดูเป็นความทรงจำที่ดีๆ เมื่อเวลาผ่านไป

ซึ่งในตลาดกล้องดิจิทัลในประเทศไทย ลูกค้าซื้อกล้องเพื่อการท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่มีขนาดใหญ่มีสัดส่วนมากถึง 60% ของตลาดกล้องทั้งหมด ส่วนอีก 40% เป็นกลุ่มช่างภาพมืออาชีพและมือสมัครเล่น

ส่วนในปี 2564 คาดการณ์ว่าตลาดกล้องจะกลับมาติดลบตามปกติ ด้วยการติดลบที่ 25% คิดเป็นมูลค่า 2,555 ล้านบาท ถ้าสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ไม่กลับมารุนแรงอีกครั้ง ผู้บริโภคสามารถเดินทางท่องเที่ยวตามสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ ได้ และไม่เกิดการล็อกดาวน์งดกิจกรรมในรูปแบบต่างๆ

แม้ตลาดกล้องจะมีการหดตัวลงอย่างที่กล่าวมา แต่ตลาดนี้ก็มีการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภคในการเลือกซื้อกล้องเช่นกัน

ด้วยขนาดของกล้อง Mirrorless ที่กะทัดรัด เปลี่ยนเลนส์ได้ ทำให้กล้อง Mirrorless เข้ามากินตลาดกล้องคอมแพคและกล้อง DSLR ไปอย่างรวดเร็วและมั่นคง

ใน 9เดือนแรกของปี 2563 พบว่าตลาดกล้อง Mirrorless กินสัดส่วนมากถึง 74% ของตลาดกล้องรวม และ DSLR เหลือเพียง 26% เท่านั้น

ส่วนกล้องคอมแพคไม่มีการเก็บข้อมูลจากบริษัทวิจัยมาประมาณ 1 ปีกว่า เนื่องจากว่าเป็นตลาดที่มีขนาดเล็กมาก โดยตัวเลขล่าสุดที่เก็บในปี 2561 อยู่ที่ 600 ล้านบาท ส่วนปีนี้นิคอนคาดการณ์ว่าน่าจะมีมูลค่าเหลือเพียง 240 ล้านบาท

การลดลงของตลาดคอมแพคใช่ว่าตลาดนี้จะถูกเลือนหายไปในตลาด เพราะตลาดคอมแพคถูกปรับตัวและเทคโนโลยีให้เข้าไปในตลาดที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น เช่นกล้องคอมแพคกันน้ำ กล้องคอมแพคที่มีพลังการซูมที่สูง เป็นต้น

แต่เซ็กเมนต์ของตลาดที่น่าจับตามองในกล้องดิจิทัลคือเซ็กเมนต์กล้องฟูลเฟรม ที่คาดการณ์ว่าในปีหน้าจะมีสัดส่วนมากถึง 50% ของมูลค่ากล้องรวม

การเติบโตของตลาดฟูลเฟรมมาจากเหตุผล สำคัญ 3 ประการคือ

1.ประสบการณ์ในการใช้งานกล้องดิจิทัลของผู้บริโภคมีมากขึ้น ซึ่งโดยปกติผู้บริโภคส่วนใหญ่เมื่อเปลี่ยนกล้องตัวใหม่ จะเลือกอัปเกรดเทคโนโลยี และคุณภาพของกล้องให้เหนือกว่ากล้องตัวเก่า

ซึ่งในตลาดประเทศไทยมีผู้บริโภคที่ซื้อกล้องดิจิทัลส่วนใหญ่โดยจะซื้อกล้องเพื่อทดแทนกล้องตัวเก่า ผู้บริโภคที่ใช้กล้อง DSLR ในกลุ่มมิดเอนด์ หรือไฮเอนด์ยังไม่กระโดดไม่เล่นในเทคโนโลยีฟูลเฟรมจากในอดีตที่มีราคาสูง จะหันไปเลือกซื้อกล้องฟูลเฟรมมากขึ้น ด้วยราคาของกล้องที่ลดลงมาที่ทำให้เอื้อมถึงได้มากขึ้น

2.แบรนด์กล้องต่างผลักดันด้วยฟูลเฟรมด้วยการเปิดตัวกล้องฟูลเฟรมใหม่ๆ ทั้ง Mirrorless และ DSLR ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะเซ็กเมนต์กล้องฟูลเฟรมเป็นเซ็กเมนต์ที่มีระดับราคาสูงกว่ากล้องเซ็กเมนต์อื่นๆ ที่สามารถสร้างรายได้ในการจำหน่ายกล้อง 1 ตัวที่มากกว่ากล้องดิจิทัลอื่นๆ

และตลาดผู้เล่นกล้องฟูลเฟรมจะเป็นตลาดที่ผู้ซื้อส่วนใหญ่มีระดับรายได้สูงและเป็นกลุ่มที่ไม่ได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวทางเศรษฐกิจเท่าไรนัก

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer