9 กรกฎาคม 2026 กลุ่มบริษัทเนสท์เล่ นำโดย ‘คุณนิคิล ชัญจ์’ ประธานกรรมการและประธานคณะผู้บริหาร เนสท์เล่ อินโดไชน่า ได้ประกาศเดินหน้าเสริมความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเนสกาแฟในประเทศไทย และรองรับการส่งออกเต็มรูปแบบ โดยเดินหน้าลงทุนมูลค่า 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้างโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่และศูนย์กระจายสินค้าอันทันสมัยในจังหวัดสมุทรปราการ

เหตุผลที่เนสท์เล่ต้องการสร้างโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่และเข้ามาบริหารจัดการการผลิตด้วยตนเอง มาจาก

1.ตลาดกาแฟกลุ่มสำเร็จรูปและพร้อมดื่มในปี 2025 เป็นตลาดที่มีมูลค่าการประเมินสูงถึงราว 65,000 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นกาแฟ 3 in 1 ในสัดส่วน 49% กาแฟกระป๋องและขวดพร้อมดื่ม 31% กาแฟผงสำเร็จรูป 14% และกาแฟสุขภาพ 6% 

โดยเนสกาแฟครองตำแหน่งเบอร์หนึ่งในตลาดนี้มาอย่างยาวนาน การลงทุนในครั้งนี้จะเป็นการตอกย้ำให้แบรนด์เนสกาแฟส่งมอบผลิตภัณฑ์คุณภาพสูง พร้อมกับเป้าหมายการเป็นผู้นำอันดับหนึ่งอย่างมั่นคง

2.สัญญาร่วมทุนกับ บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด หรือ QCP ของกลุ่มตระกูลมหากิจศิริ ได้มีคำพิพากษาผ่านกระบวนการศาล ยืนยันการยุติสัญญาร่วมทุนชอบด้วยกฎหมาย 

โดย บริษัท ควอลิตี้ คอฟฟี่ โปรดักท์ส จำกัด บริษัทที่เนสท์เล่ร่วมทุนกับประยุทธ์ มหากิจศิริ ในสัดส่วนการลงทุน 50 : 50 ตั้งแต่ปี 1989 เพื่อเปิดโรงงานผลิตกาแฟแบรนด์เนสกาแฟในประเทศไทย จากความต้องการย้ายการผลิตเนสกาแฟมาสู่โรงงานใหม่แห่งนี้ เริ่มต้นเดินเครื่องจักรครั้งแรกในปี 1990 

ทั้งนี้ ‘เนสกาแฟ’ (Nescafé) ซึ่งเป็นแบรนด์กาแฟชั้นนำระดับสากลที่ก่อตั้งขึ้นโดยเนสท์เล่ในปี 1938 ได้เปิดตัวในประเทศไทยผ่านการร่วมทุนในปี 1973 หลังจากซื้อกิจการบริษัทยูไนเต็ดมิลค์ จำกัด และร่วมทุนกับบริษัทกาแฟผงไทย จำกัด เพื่อผลิตกาแฟสำเร็จรูปตราเนสกาแฟ เนสท์เล่ ดีโค และ กาแฟปรุงสำเร็จ ทรีโอ เนสกาแฟ

3.การลงทุนสร้างโรงงานในครั้งนี้ ถือเป็นการเติมเต็มศักยภาพการผลิตของแบรนด์ด้วยการติดตั้งเทคโนโลยีขั้นสูง เช่น เทคโนโลยีการสกัดกาแฟและการเก็บรักษากลิ่นที่ทันสมัยที่สุด ระบบหุ่นยนต์ คลังสินค้าอัตโนมัติ และปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการผลิต และตอกย้ำการเป็นแบรนด์กาแฟที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการของตลาดได้อย่างครบวงจร ครอบคลุมตั้งแต่กาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟผงปรุงสำเร็จ และกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม

4.การขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศและภาคการเกษตรจะแข็งแกร่งและยั่งยืนยิ่งขึ้น จากการที่โรงงานแห่งใหม่จะใช้วัตถุดิบจากภายในประเทศเป็นจำนวนมาก เช่น เมล็ดกาแฟ น้ำตาล และน้ำนมดิบจากเกษตรกรไทย ซึ่งคาดว่าจะมีมูลค่าการจัดหาประมาณ 4,300 ล้านบาทต่อปี รวมถึงสร้างตำแหน่งงานในประเทศไทยได้มากกว่า 520 ตำแหน่ง

5.การสร้างโรงงานแห่งใหม่ด้วยตนเอง เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญตามยุทธศาสตร์ของบริษัทที่ตอกย้ำความเชื่อมั่นในประเทศไทย ซึ่งเป็นตลาดสำคัญของเนสท์เล่มายาวนานกว่า 130 ปี และสานต่อการขยายขีดความสามารถ หลังจากที่ระหว่างปี 2018 ถึง 2025 เนสท์เล่ได้ลงทุนในไทยไปแล้วมากกว่า 27,800 ล้านบาท

สำหรับเป้าหมายของเนสท์เล่ หลังจากมีโรงงานผลิตกาแฟแห่งใหม่และศูนย์กระจายสินค้าเข้ามาเสริมธุรกิจ คือการปักธงสร้างความเสถียรภาพทางการผลิตและพัฒนาสังคมไทยในระยะยาว พร้อมกับแผนเสริมการเติบโตที่เพิ่มขึ้น

โดยวางแผนเปิดดำเนินงานโรงงานผลิตเนสกาแฟแห่งใหม่นี้ให้พร้อมเดินเครื่องในช่วงหลังของปี 2028

อาศัยความแข็งแกร่งของเทคโนโลยีการผลิตขั้นสูง เพื่อมุ่งขับเคลื่อนเป้าหมายเศรษฐกิจชีวภาพ – เศรษฐกิจหมุนเวียน – เศรษฐกิจสีเขียวของประเทศ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมเกษตรกรไทยให้ขยายพื้นที่เพาะปลูกกาแฟโรบัสต้าในภูมิภาคต่าง ๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

การลงทุนในครั้งนี้จึงไม่เพียงเป็นการเสริมพอร์ตธุรกิจและสร้างความแข็งแกร่งให้กับธุรกิจเนสกาแฟในไทย แต่ยังเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของตลาดกาแฟไทย 

เพราะตลาดกาแฟกลุ่มสำเร็จรูปและพร้อมดื่ม คือโอกาสของธุรกิจที่เนสท์เล่ต้องการก้าวเข้ามาบริหารจัดการการผลิตด้วยตนเองอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อเติบโตอย่างแข็งแกร่งและยั่งยืน