
ตลาดอีคอมเมิร์ซในส่วนของรีเทลมาร์เก็ตในประเทศไทยมีการเติบโตอย่างก้าวกระโดดอย่างต่อเนื่อง ปีที่ผ่านมาเติบโต 30% หรือมีมูลค่า 7แสนล้านบาท ยังไม่รวมการเติบโตของ Social Commerce ที่พ่อค้าแม่ขายต่างโพสต์ขายสินค้ากันอย่างเนื่องนาน และการเติบโตของอีคอมเมิร์ซได้กลายเป็นโอกาสมหาศาลของธุรกิจจัดส่งพัสดุย่อย ที่มีมูลค่า 20,000 ล้านบาท เติบโต 10-20% ในปีนี้
เมื่อธุรกิจจัดส่งพัสดุได้กลายเป็นธุรกิจเนื้อหอมฉุย จึงไม่แปลกเลยที่จะมีผู้เล่นหน้าเก่าหน้าใหม่พัฒนาความรวดเร็วในการให้บริการส่งเช้าได้เย็นเป็นจุดขายดึงดูดลูกค้า และแวลูแอดอื่นๆ แข่งขัน ตอบโจทย์ผู้บริโภคใจร้อนไม่อยากรอสินค้านาน รวมถึงอาหารที่อยู่ในอุณหภูมิปกติได้ไม่นาน ขอแบ่งตลาดไปรษณีย์ไทยที่ในวันนี้งานพัสดุได้มีจำนวนผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาลและกลายเป็นรายได้หลักที่สำคัญของไปรษณียไทยที่จุดแข็งเรื่อง จำนวนพนักงานที่ปฏิบัติหน้าที่กว่า 20,000คนที่อินไซด์ รู้จักลูกบ้านในประเทศไทย เข้าใจพื้นที่ให้บริการที่มากกว่า ในราคาค่าบริการที่เป็นมิตร พร้อมสาขาให้บริการมากถึง 4,219 แห่ง
แล้วแบรนด์ขนส่งย่อยเอกชน แข่งขันกันอย่างไร
SCG – แมวดำ คู่รักใหม่วงการขนส่งย่อย
แรกเริ่ม SCG ดำเนินธุรกิจ SCG Logistic ขนส่งขนาดใหญ่รูปแบบ B2B เห็นโอกาสตลาดขนส่งรายย่อย ที่สามารถนำระบบ SCG Logistic มาประยุกต์ใช้บริการส่งพัสดุตรงถึงผู้บริโภคได้ โดยนำองค์ความรู้ในธุรกิจขนส่งย่อย ของ ยามาโตะ กรุ๊ป บริษัทขนส่งพัสดุยักษ์ใหญ่ในญี่ปุ่นที่มีส่วนแบ่งตลาดถึง 46% ของตลาดรวม หรือแมวดำที่คนไทยเรียกกันจากโลโก้ของบริษัท เปิดธุรกิจ SCG Express ธุรกิจส่งพัสดุย่อยอย่างเร่งด่วน ภายใต้แนวคิด Deliver Your Happiness ทุนจดทะเบียน 633 ล้านบาท สัดส่วน SCG 65% ยามาโตะ กรุ๊ป 35% และทดลองตลาดมาตั้งแต่มกราคม2560 หลังจากศึกษาตลาด พฤติกรรมผู้บริโภคเพื่อออกแบบการบริการมานานกว่า2ปี
ในระยะเริ่มต้น 3 เดือนที่ซอฟท์ลอนซ์ของ SCG Express ที่สำนักงานใหญ่ SCG เป็นจุดรับดรอปพัสดุเพียงแห่งเดียว มีผู้สนใจส่งพัสดุผ่าน SCG Express มากถึง 150,000 ชิ้น เน้นเจาะกลุ่มเป้าหมาย B2C กลุ่มธุรกิจอีคอมเมิร์ซรายย่อย และบริษัท B2B ที่ต้องการขยายตลาดสู่ธุรกิจ B2C ด้วย เนื่องจากเป็นกลุ่มที่สามารถสร้างรายได้จากการแนะนำบริการของพนักงาน ไม่ต้องมีสาขา Service Agent มารองรับมากนัก แทนการใช้เม็ดเงินทุ่มเพื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์ซึ่งมีความจำเป็นในตลาด C2C ส่วนตลาด C2C นั้นจะเป็นการแนะนำบริการผ่าน Word of Mouth จากบุคคลที่มีประสบการณ์การใช้งานมาแล้ว
และหลังการเปิดบริการอย่างเป็นทางการ SCG Express นิธิ ภัทรโชค ผู้ช่วยผู้จัดการใหญ่-ตลาดในประเทศ ธุรกิจ เอสซีจี ซีเมนต์-ผลิตภัณฑ์ ก่อสร้าง ยังคงเทน้ำหนักไปยัง B2C และขยายกลุ่มลูกค้าไปยังร้านค้าอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการหาคู่ค้าและเจรจาธุรกิจ ซึ่งถ้า SCG Express สามารถเข้าไปเซิร์ฟในธุรกิจ B2C ได้นั่นหมายถึงรายได้มหาศาลที่กลับมา
กลยุทธ์สร้างความต่างบนบริการพรีเมียม
การเปิดบริการ SCG Express ในระยะเวลาเริ่มต้น มี 4 บริการหลัก จาก 100 กว่าบริการที่ยามาโตะ กรุ๊ป มีให้บริการที่ญี่ปุ่น ได้แก่บริการรับส่งพัสดุรายย่อยแบ่งเร่งด่วน (TA-Q-BIN) รับพัสดุถึงบ้านลูกค้าและจัดส่งถึงปลายทางในวันถัดไปในราคาเริ่มต้น 40 บาท บริการส่งเอกสาร พัสดุ ระหว่างบริษัท (Document TA-Q-BIN) บริการเก็บเงินปลายทาง (TA-Q-BIN Collect) และขนส่งพัสดุแบบควบคุมอุณหภูมิ (Cool TA-Q-BIN)ให้บริการส่งพัสดุตั้งแต่ 1 ชิ้น ในค่าบริการขั้นต่ำ 140 บาท โดยลูกค้าที่จะใช้บริการนี้ต้องโทรเรียกใช้บริการผ่าน Call Center หรือ Application นัดหมายพนักงานมารับสินค้าและจัดเก็บลงกล่องรักษาความเย็นที่สามารถรักษาความเย็นได้นาน 12 ชั่วโมง เพื่อจัดใส่ในกล่องพัสดุที่มีให้เลือก 2 รูปแบบ คือ แบบแช่เย็น อุณหภูมิ 0-8 องศา และแบบแช่แข็ง -15 องศา และ เป็นบริการที่นิธิเชื่อว่าจะสามารถสร้างความจุดเด่นที่แตกต่างจากคู่แข่งได้
การเปิดธุรกิจ SCG Express นิธิไม่ต้องการผลักดันธุรกิจเพื่อเป็นเจ้าตลาดขนส่งรายย่อย แต่เขาต้องการสร้างกลุ่มลูกค้าพรีเมียมที่ต้องการนวัตกรรมเพื่อการขนส่งไม่ได้เน้นที่ราคาขนส่งเป็นหลัก จากจุดแข็งของ SCG Express ในเรื่องนวัตกรรม ที่แตกต่าง และเหมาะสมกับคนไทย บริการบน Customer Centric ด้วยความสุภาพเต็มใจจากการอบรมของ ยามาโตะ กรุ๊ป การขยายเครือข่ายให้บริการที่ครอบคลุม เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้บริโภค เปิดศูนย์บริการ SCG Express เพิ่มอีก 4 สาขา ในพื้นที่ รัชดาภิเษก รังสิต ปทุมวัน และบางนา และจับมือพันธมิตรเปิดจุดบริการตัวแทนรับพัสดุ SCG Express (Service Agent) เพิ่มเป็น 300 จุด ในเขตกรุงเทพ ปริมณฑล ภาคตะวันออก ตะวันตก และตะวันออกเฉียงเหนือในพื้นที่ชุมชน จากปัจจุบันมี 20 จุด ซึ่งในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา หลังจากซอฟท์ลอนซ์มีผู้สนใจสมัครเป็น Service Agent มากกว่า 500 ราย ก่อนที่จะขยายให้ครอบคลุมทั่วประเทศในปีหน้า
และเชื่อมั่นว่าภายในสิ้นปีจะมีรายได้ 100 ล้านบาท และภายใน 5ปีจะสามารถสร้างรายได้มากถึง 1,000 ล้านบาท
Lalamove ถึงแพงแต่ชั่วโมงเดียวถึง
บางคนอาจจะไม่คุ้นชื่อ ลาล่ามูฟ เท่าไรนัก ลาล่ามูฟ คือสตาร์ทอัพผู้ให้บริการขนส่งย่อยออนดีมานด์จากฮ่องกงที่เข้ามาทำตลาดในไทยเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา ด้วยจุดเด่นให้บริการออนดีมานด์ตลอด 24 ชั่วโมง ในรูปแบบ Messenger Service ส่งพัสดุภายใน 1 ชั่วโมง ในรัศมี 10- 15 กิโลเมตร คิดค่าขนส่งตามระยะทาง มีรถให้บริการ 3 รูปแบบ ได้แก่ มอเตอร์ไซค์ รถกระบะ และรถยนต์ 5 ประตู ค่าบริการเริ่มต้น (สำหรับรถมอเตอร์ไซค์) 48 บาท กิโลเมตรละ 7.2 บาท ไม่จำกัดจำนวนชิ้น แต่จำกัดเรื่องขนาดและน้ำหนัก
ปีที่ผ่านมาลาลามูฟประสบความสำเร็จด้วยการเติบโต 600% จากปี 2558 ทั้งในแง่ของปริมาณพัสดุที่ส่ง จำนวนผู้ใช้งาน 2.1 แสนราย ยอดดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่นเพิ่มขึ้น 6 เท่า และมีมูลค่าการใช้บริการ 120 ล้านบาท เป็นผู้นำตลาดขนส่งรายย่อยออนดีมานด์
สิ่งที่ทำให้ ลาล่ามูฟ กล้าการันตีถึงความรวดเร็วในการให้บริการมาจากการใช้แอพพลิเคชั่น และเว็บไซต์เป็นช่องทางในการเรียกใช้บริการ และ บิซิเนสโมเดล Sharing Economy เช่นเดียวกับ Grab หรือ Uber รับสมัครพาร์ทเนอร์คนขับรถท้องถิ่นให้บริการส่งสินค้าถึงมือถือลูกค้า โดยพาร์ทเนอร์จะได้รับส่วนแบ่งรายได้จากการให้บริการแต่ละครั้ง ซึ่งเป็นแนวคิดที่ทำให้ลาล่ามูฟสามารถขยายธุรกิจได้รวดเร็วโดยไม่ต้องลงทุนเรื่องคน และยานพาหนะในการขนส่ง
หลังจากจับมือกับ Line ประเทศไทย แอพพลิเคชั่นที่มีฐานผู้ใช้งานมากกว่า 33 ล้านราย เป็นตัวแทนรับ-ส่งสินค้าให้กับ Lineman แอพ Messenger Service ที่ให้บริการส่งพัสดุหรือเอกสาร สั่งซื้อและจัดส่งอาหาร และการซื้อของจากร้านสะดวกซื้อพร้อมบริการส่ง ในเขตกรุงเทพและปริมณฑลในปีที่ผ่านมา
ในปีนี้ลาล่ามูฟประเทศไทยวางเป้าหมายเติบโตมูลค่าการใช้บริการ 6 เท่า คิดเป็นรายได้ 720 ล้านบาท จากกลยุทธ์ขยายการให้บริการไปยังพื้นที่ใหม่ๆ ขยายบริการบริการรับ-ส่งพัสดุภายใน1 วัน ซึ่งเป็นบริการหลักของขนส่งรายย่อยเอกชนไปยังกลุ่มลูกค้าใหม่ๆ รวมถึงพัฒนาแอพพลิเคชันและฟีเจอร์ใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง สร้างความง่ายและความสะดวกสบายในการใช้งาน
ไปพร้อมๆ กับขยายไปยังกลุ่มลูกค้าอีคอมเมิร์ซในกลุ่ม B2C มากขึ้นจากการขยายตัวของตลาดอีคอมเมิร์ซที่เติบโตอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย โดยที่ผ่านมาลูกค้าหลักของลาล่ามูฟแบ่งเป็นลูกค้าทั่วไป 70% ลูกค้า B2C ในธุรกิจอีคอมเมิร์ซ 30% ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกค้าในธุรกิจอาหารและเครื่องดื่ม 60% และร้านแฟชั่น-ร้านค้าออนไลน์ทั่วไป 30%
ทั้งนี้ในปัจจุบันลาล่ามูฟมีขับรถอิสระมากที่สุดในตลาดประเทศไทยด้วยจำนวน 1.7 หมื่นคน แบ่งเป็นรถมอเตอร์ไซค์ 90% รถกระบะและรถยนต์ 5 ประตู 10% และ 35% ของผู้ขับรถอิสระรับงานจากลาล่ามูฟแบบฟลูไทม์
Kerry Express ผู้ปลุกตลาดขนส่งย่อยเอกชน
Kerry Express ถือเป็นขนส่งรายย่อยแรกๆ สัญชาติฮ่องกงที่แอคทีพในวงการขนส่งพัสดุย่อยในประเทศไทยในยุคช็อปปิ้งออนไลน์เติบโต และการมาของ Kerry Express ที่มีจุดเด่นส่งวันนี้พรุ่งนี้ได้ ในราคาเริ่มต้น 30 บาท พร้อมบริการเก็บเงินปลายทางตอบโจทย์ผู้บริโภคไม่มั่นใจจะถูกโกงจากการซื้อของออนไลน์ในราคาค่าบริการที่สูงกว่าไปรษณีย์ไทยเล็กน้อยได้ปลุกตลาดขนส่งย่อยเอกชนให้มีสีสันในวันนี้
ใครจะเชื่อหละว่าที่ผ่านมา Kerry Express เคยสร้างยอดส่งสินค้าสูงสุดต่อวันถึง 2.5 แสนชิ้นจากยอดส่งสินค้าปกติวันละ 1หมื่นชิ้น ผ่านพนักงาน 3,000 คน บนเครือข่ายรถขนส่งที่มากกว่า 4,000 คัน จากจุดเด่นสาขาให้บริการ 200 สาขาทั่วประเทศ พร้อมจุดบริการตามบีทีเอส จัดส่งสินค้าได้ครอบคลุมพื้นที่กว่า 99.9% ทั่วทุกพื้นที่ในประเทศไม่เว้นแม้แต่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ และกว่า 97% ของการจัดส่งประสบความสำเร็จในการเข้าจัดส่งตั้งแต่ครั้งแรก มีลูกค้าหลักคือร้านค้าออนไลน์ทุกประเภท และในปีนี้ Kerry Express ต้องการเพิ่มทีมงานอีก 50% เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจช็อปปิ้งออนไลน์ที่เติบโตเพิ่มขึ้นทุกปี
และล่าสุด Kerry Express เปิดบริการ Bangkok Sameday เรียกรับพัสดุผ่าน Application Kerry Express หรือ Call Center เพื่อเรียกพนักงาน Kerry Express เข้าไปรับพัสดุจากต้นทางภายใน 1 ชั่วโมง และส่งถึงมือผู้รับภายในวันเดียวกัน อย่างเช่นส่งพัสดุตอนเช้าจากบางนาถึงก็สามารถไปถึงดอนเมืองในตอนบ่ายวันเดียวกันได้ ในราคาเริ่มต้นเพียง 50 บาท
เชื่อว่านาทีนี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้นของธุรกิจขนส่งรายย่อยที่มีจุดเด่นบริการส่งที่รวดเร็วกว่า และเชื่อว่าในอนาคตการแข่งขันในธุรกิจนี้จะเพิ่มสูงขึ้นตามการเติบโตของอีคอมเมิร์ซและพฤติกรรมรอไม่ได้ของผู้บริโภคอย่างแน่นอน
เรื่อง : ณัฐจิตต์ บูราณทวีคูณ วลัยรัตน์
