ต้องบอกว่า วิกฤตสร้างโอกาสให้กับ บมจ. ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี  (STA)  จากแบรนด์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จัก    

กลับมาดังสุด ๆ ด้วยวิกฤตโควิด เพราะบริษัทลูก บมจ. ศรีตรังโกลฟส์ ( STGT)  ที่มีผลิตภัณฑ์หลักคือถุงมือยาง คือสิ่งจำเป็นในหลาย ๆ อุตสาหกรรม

และกลายเป็นหุ้นแม่ลูกที่ทำสถิตินิวไฮทุกไตรมาส

ตามไปฟังวีรสิทธิ์ สินเจริญกุล กรรมการบริหาร  STA วัย 36 ปี ทายาทคนโตของกลุ่มศรีตรังให้สัมภาษณ์พิเศษกับ Marketeer ถึงเส้นทางเดินในการทำธุรกิจของกลุ่มศรีตรังผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติรายใหญ่ของโลก  และอนาคตของกลุ่มศรีตรัง พร้อม ๆ กัน 

หลายคนอาจจะเข้าใจว่า ดร. ไวยวุฒิ สินเจริญกุล ประธานและกรรมการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มบริษัทศรีตรัง  หรือ บมจ.  ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี  (STA)  ผู้ผลิตและจำหน่ายยางธรรมชาติครบวงจรรายใหญ่สุดของโลก เริ่มต้นธุรกิจจากการเป็นเจ้าของสวนยางทางภาคใต้ ซึ่งไม่ใช่

ปี 2530 กลุ่มศรีตรังเริ่มต้นจากธุรกิจกลางน้ำ เช่น ยางแผ่นรมควัน ยางแท่ง น้ำยางข้น เรียกว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องยางธรรมชาติมานานกว่า 30 ปี พร้อม ๆ กับการทำธุรกิจปลายน้ำ คือถุงมือยางเมื่อปี 2532

ก่อนที่จะเริ่มทำธุรกิจต้นน้ำด้วยการกว้านซื้อพื้นที่ปลูกยางพารา 45,000 ไร่ เมื่อประมาณ 10  ปีมานี่เอง

ครอบครัวของตระกูล สินเจริญกุล มีคุณพ่อเป็นคนใต้ คุณแม่เป็นคนกรุงเทพฯ  ที่หลังจากแต่งงานได้ลงไปทำธุรกิจยางพาราโดยก่อตั้งสำนักงานของศรีตรังที่แรกในอำเภอหาดใหญ่ และตั้งโรงงานแห่งแรกที่จังหวัดตรัง    ในวันนั้นวีรสิทธิ์ ลูกชายคนโตของครอบครัว อายุประมาณ  6 ขวบ ได้ย้ายตามลงไปด้วย  

เขาจบปริญญาตรี สาขาวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์ The University of Reading, United Kingdom

จบโทบริหารธุรกิจ (การเงินและการตลาด) สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 

หลังจบการศึกษาไปทำงานที่ธนาคารกสิกรไทยประมาณ 4 ปี ก่อนกลับมาช่วยธุรกิจของครอบครัวจริง ๆ เมื่อปี 2553

ศรีตรังมาดังเอาตอนอายุ 30 ปี

จุดพีคสำคัญครั้งแรกของศรีตรังเกิดขึ้นหลังจากได้นำหุ้นเข้าจดทะเบียนหลักทรัพย์ในประเทศสิงคโปร์เมื่อปี 2554 ทำให้มีเงินทุนมาขยายธุรกิจอย่างรวดเร็วและเติบโตแบบก้าวกระโดด

ในปีนั้นรายได้จากธุรกิจกลางน้ำสูงถึง 90% ในขณะที่ธุรกิจปลายน้ำอย่างถุงมือยางมีเพียง 10%   

“แต่ถ้าพูดถึง Brand  แบรนด์ของศรีตรังนี้ผมว่ามันอาจจะไม่แปลกนะที่คนไม่รู้จัก เพราะธุรกิจของศรีตรังเป็น B2B  เราทำธุรกิจคู่กับบริษัทยักษ์ใหญ่ทั่วโลก คนจะรู้จักแบรนด์ศรีตรังจากการลงทุน จากการเล่นหุ้นและเป็นคนในแวดวงยางพารามากกว่า”

พร้อม ๆ กันนั้นธุรกิจถุงมือที่เป็นธุรกิจปลายน้ำ ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2532 ก็มีอัตราการเติบโตอย่างต่อเนื่องจนเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ ในปี 2563

และสร้างความฮือฮาอย่างต่อเนื่องเมื่อหุ้นน้องใหม่ตัวนี้ทำสถิตินิวไฮทุกไตรมาส

ส่งผลให้โครงสร้างรายได้ของ STA ก็เปลี่ยนไปหลังจากที่ศรีตรังโกลฟส์ เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ

รายได้ของถุงมือที่เคยทำได้ แค่ 10% ก็เพิ่มขึ้นเป็น 41%   

ในอนาคตตั้งเป้าให้ธุรกิจกลางน้ำกับปลายน้ำนี้เติบโตควบคู่กันไปเป็น  50/50

ปัจจุบันส่งขายไป 140 ประเทศทั่วโลก สำหรับธุรกิจกลางน้ำตลาดจะโตตามอุตสาหกรรมยานยนต์ ส่วนธุรกิจปลายน้ำ ตลาดใหม่ที่สนใจคือประเทศกำลังพัฒนา อินเดีย แอฟริกา อเมริกาใต้ และจีน

ธุรกิจต้นน้ำ “สวนยาง” คือ “ความเสี่ยง“ และ “โอกาส”   

การทยอยซื้อที่ดินจำนวนมากถึง 4.5 หมื่นไร่ ใน 19 จังหวัดภาคเหนือ คือทรัพย์สินสำคัญของกลุ่มศรีตรัง ในขณะเดียวกันก็เป็นต้นทุนมหาศาล

แต่จำเป็นต้องทำด้วยเหตุผลสำคัญคือ 1. ต้องการทำธุรกิจยางธรรมชาติอย่างครบวงจร  2. ต้องการลงทุนในเรื่องวิจัยสายพันธ์ุยางเอง ปลูกยางเอง  เพื่อให้ได้สายพันธ์ุที่ดีผลิตน้ำยางที่มีคุณภาพ เป็นโอกาสในการสร้างความแตกต่างของสินค้าในระยะยาว

ในพื้นที่ 4.5 หมื่นไร่ ปลูกยางไปแล้วประมาณ 2 หมื่น ไร่  ศรีตรังขายยาง 1,200,000 ตันต่อปี  แต่ได้ยางจากสวนของตัวเองแค่ 10,000 ตันต่อปี  หรือเพียง 1% ที่เหลือก็คือการรับซื้อ เพราะไม่อยากเสี่ยงกับการลงทุนเอง

ที่ดินส่วนที่เหลือยังได้ทำการทดลองเพาะปลูกและวิจัยผลไม้เศรษฐกิจอีกหลายอย่าง เช่น ส้ม เมล่อน ต้นสัก ต้นบุก

ล่าสุดกัญชงก็จะเป็นพืชตัวใหม่ที่จะทำการทดลองปลูกในพื้นที่ 100-200 ไร่ 

“ในจุดเริ่มต้นกัญชงเราไม่ได้มองว่าจะทำกำไรให้กับบริษัทเป็นกอบเป็นกำ แต่เน้นเชิง R&D กับ CSR มากกว่า  อาจจะให้เกษตรกรเอาไปปลูกสร้างรายได้ ถ้าผลลัพธ์ออกมาดี เราก็จะมุ่งขยายและพัฒนาอย่างต่อเนื่องต่อไป”

อย่างไรก็ตาม เขายอมรับว่า

“ต้นน้ำจริง ๆ ไม่คุ้มอยู่แล้วทางธุรกิจ  ไม่มีทางคุ้มเพราะต้องไปลงทุนซื้อที่ดินจำนวนมาก  แล้วยังลงทุนสูงเพราะใช้เวลา 7 ปีกว่าผลผลิตจะออกมา แล้วคนก็ขายยางได้ถูก ธุรกิจที่ดีที่สุดในทุก ๆ ธุรกิจ ก็คือปลายน้ำ แต่ธุรกิจต้นน้ำมีขึ้นสำหรับ R&D”

ยาต้านไวรัสมาและถ้าโควิดหมดไป ธุรกิจถุงมือยางจะเป็นอย่างไร

เป็นคำถามที่ทุกคนต้องการฟังคำตอบมาก ๆ

วีรสิทธิ์อธิบายว่า เขายังมั่นใจว่าธุรกิจถุงมือยางจะต้องโตต่อเนื่องไปอีกนานถึงแม้จะไม่มีโควิด-19  ด้วย 2 เหตุผลหลัก คือประเทศที่กำลังพัฒนาทำให้เกิดชนชั้นกลางจำนวนมาก และการเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งทั้ง 2 กลุ่มจะให้ความสำคัญในเรื่องสุขอนามัย และต้องการเข้าถึงบริการทางการแพทย์มากขึ้น

“หลายปีมานี้ธุรกิจถุงมือโตประมาณ 8-12% ต่อปี แต่ปีที่ผ่านมาผมเรียกว่าเป็นการเติบโตแบบผิดปกติคือ error มาก ตู้มเดียว เกิน 50%  ดังนั้นการที่โควิดจะจบไป ผมมองว่าไม่ใช่ประเด็นที่จะกระทบอุตสาหกรรมถุงมือยางแต่เป็นประเด็นที่จะกระทบตัวเลขที่ผิดปกตินี้มากกว่า และสุดท้ายอุตสาหกรรมนี้ก็จะกลับไปโตประมาณ 12% เหมือนเดิม”

เขาคาดการณ์ว่าอีกประมาณ 1-2 ปี ถุงมือยางน่าจะกลับมาเติบโตเป็นปกติ ซึ่งยังเป็นตัวเลข 2 หลักที่มั่นคงมานานต่อเนื่องไม่ว่าจะมีโรคระบาดหรือไม่

ส่วนธุรกิจยางธรรมชาติ จะถูกดิสรัปจากยางสังเคราะห์หรือไม่ เขาบอกว่าไม่น่าห่วงพูดกันมานานว่าจะถูกดิสรัป แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้มีนัยสำคัญอะไร สามารถโตไปด้วยกันได้   

อย่างไรก็ตาม ในการทำธุรกิจทุกอย่างประมาทไม่ได้  ดังนั้นจำเป็นจะต้อง หูตาไว และต้องพัฒนาตนเอง ด้วยการหาความรู้และไอเดียใหม่ ๆ ตลอดเวลา   

“สิ่งหนึ่งที่ผมทำคือหาโอกาสไปพบเจอพูดคุยกับ CEO ของบริษัทใหญ่ ๆ ในเมืองไทยหรือเมืองนอกที่เขาประสบความสำเร็จ  ดูเขาเป็นตัวอย่าง เรื่องไหนสามารถเอามาปรับใช้กับเราได้บ้าง”

สุดท้ายเขาบอกว่าการทำธุรกิจยางใจต้องแข็งแรง เพราะมักจะเจอกับความความผันผวนอย่างสูง

“คุณต้องรับสภาพของมันให้ได้ ราคายางขึ้นเร็วลงเร็ว คุณต้องไว ต้องปรับเปลี่ยน mindset ได้ คุณต้องไม่ตกใจ ใจต้องนิ่ง ค่อย ๆ แก้ไขปัญหา แล้วมันจะผ่านไปได้”   



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer