PTT หรือ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) จับมือกับ NRF หรือ บริษัท เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์  จำกัด (มหาชน) ร่วมทุน เปิดบริษัท Plant-Based เพื่อลุยธุรกิจนี้โดยเฉพาะ

การจับมือร่วมทุนระหว่าง PTT กับ NRF เป็นการร่วมทุนผ่านบริษัทย่อยของทั้งสองธุรกิจ

PTT ทำผ่าน บริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด

NRF ทำผ่าน บริษัท โนฟ ฟู้ดส์ จำกัด

ทั้งสองบริษัทลงทุนในสัดส่วนเท่ากันคือ 50:50

 

บริษัท Plant-Based ระหว่าง PTT และ NRF ใช้ทุนจดทะเบียนไม่เกิน 300 ล้านบาท  คาดการณ์แล้วเสร็จในไตรมาส 3/64

 

เรามองว่าสิ่งที่ทำให้ PTT จับมือกับ NRF จัดตั้งบริษัท Plant-Based มาจาก

1. โอกาสการเติบโตของตลาด Plant-Based ที่เป็นตลาดแห่งอนาคตที่หลายคนมองว่าเป็น Game Changer ที่สร้างเทรนด์อาหารใหม่ให้กับอาหารโลก และในประเทศไทยยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่มากนัก

อนาคตประเทศไทยจะเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหาร Plant-Based โลก และในปัจจุบันผู้เล่นรายใหญ่ในตลาด Plant-Based ไทยยังมีเพียง 3-4 รายหลัก

เมื่อเทียบกับมูลค่า Plant-Based ในไทยในปี 2567 ที่คาดการณ์ว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 4.5 หมื่นล้านบาท และตลาดโลกมูลค่าสูงถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 780,000 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นตลาดที่ยังสามารถเติบโตได้อีกมากจากเทรนด์ของการบริโภค Plant-Based ที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

 

2. NRF มีการรุกธุรกิจ Plant-Based มาก่อนหน้านั้น ในไตรมาส 1/64 NRF มีรายได้จากธุรกิจ Plant-Based 28 ล้านบาท เติบโตมากถึง 112% เมื่อเทียบกับไตรมาส 1/63 จากการรับจ้างผลิต และแบรนด์ของตัวเอง

และ NRF เตรียมขยายกำลังการผลิตเพื่อพร้อมรองรับการผลิตอาหารที่มีความหลากหลายมากขึ้นในอนาคต ทำให้เกิดการประหยัดต่อหน่วย ลดต้นทุนการผลิตต่อชิ้น เพิ่มอัตรากำไรขั้นต้น

โดยที่ผ่านมา Plant-Based หลักของ NRF ทำมาจากขนุน และบุก รวมถึงมีแบรนด์นมถั่วเหลืองของตัวเอง

และมีการลงทุนใน Wicked Food แบรนด์อาหาร Plant-Based ชั้นนำในประเทศอังกฤษเพิ่มขึ้น

และมีการรับจ้างผลิตอาหาร Plant-Based ให้กับลูกค้าจากสหรัฐอเมริกา

 

เราเชื่อว่าการลงทุนร่วมกับ NRF ทำให้ PTT มี Know-how ในการผลิตอาหาร Plant-Based ส่วนหนึ่งและมีตลาดเดิมของ NRF เป็นฐานลูกค้าที่สามารถขยายโอกาสทางธุรกิจได้

 

3. การร่วมมือในครั้งนี้เหมือนเป็นการต่อยอดธุรกิจ PTT เข้ามาในโลกของอาหารมากกขึ้น และเป็นการเพิ่มศักยภาพของ NRF ในการลุยธุรกิจ Plant-Based มากขึ้น

โดยบริษัทใหม่ที่เป็นความร่วมมือระหว่าง PTT และ NRF จะดำเนินธุรกิจผ่านการพัฒนาและอาหาร Plant-Based ครบวงจร เน้นไปยังพืชที่ให้โปรตีนสูง เช่น ถั่ว เห็ด สาหร่าย อัลมอนด์ ข้าวโอ๊ต พร้อมพัฒนารสชาติ รูปลักษณ์ กลิ่น และผิวสัมผัสใกล้เคียงเนื้อสัตว์

มีการจัดตั้งโรงงานภายใต้กำลังการผลิต 3,000 ตันต่อปี และคาดว่าจะผลิตเชิงพาณิชย์ได้ ในไตรมาส 4 ของปี 2564 พร้อมกับมีการพัฒนาร้านค้าต้นแบบในการจำหน่ายอีกด้วย

 

ทั้งนี้ความร่วมมือระหว่าง PTT และ NRF ทำไม PTT ถึงไม่ใช้ OR ซึ่งเป็นบริษัทที่มีขาของธุรกิจ Non-Oil รุกตลาดแทน

เรามองว่า เพราะในปลายปีที่ผ่านมา PTT จัดตั้งบริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด ขึ้นมา เพื่อเป็นบริษัทที่เน้นดำเนินงานในธุรกิจวิทยาศาสตร์เพื่อชีวิต หรือ Life Science

โดยบริษัท อินโนบิก (เอเชีย) จำกัด จะเน้นไปยัง 4 เซกเมนต์หลัก คือ

1. ธุรกิจยา เน้นเริ่มต้นไปที่ยาสำหรับมะเร็งผ่านการจับมือกับองค์การเภสัชกรรม

2. อุปกรณ์และวัสดุทางการแพทย์ เน้นชนิดที่ใช้แล้วหมดไป โดยส่วนหนึ่งสามารถต่อยอดได้จากวัตถุดิบจากปิโตรเคมี เช่น ถุงมือยาง หน้ากากอนามัย ชุดตรวจโควิด อุปกรณ์ก้านพันสำลี  เป็นต้น

3. เทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลังระบบการวินิจฉัยโรคต่าง ๆ

4. อาหารอนาคต (future food) โภชนาการ (nutrition) หรืออาหารเป็นยา ซึ่งอาหาร Plant-Based ถือเป็นหนึ่งในอาหารแห่งอนาคต



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน