Real Estate Real Marketing/ศาสตราจารย์วิทวัส รุ่งเรืองผล

ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในธุรกิจบริการหลักที่สร้างรายได้ของไทย และยังเกี่ยวพันอย่างใกล้ชิดกับธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่ได้รายได้จากค่าเช่า ในกลุ่มธุรกิจโรงแรม รีสอร์ต รวมไปถึงศูนย์การค้าที่ได้ประโยชน์โดยตรงจากการเข้ามาของนักท่องเที่ยว แต่วิกฤต covid-19 ที่ทำให้ธุรกิจท่องเที่ยวทั่วโลกได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดในการเดินทาง

วัคซีนดูจะเป็นความหวังที่จะช่วยให้ธุรกิจด้านท่องเที่ยวของไทยเริ่มกลับมาดำเนินการได้อีกครั้ง แต่คำถามคือตลาดการท่องเที่ยวที่กำลังฟื้นตัวหลัง covid-19  มีอะไรที่น่าจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมบ้าง

ผมขอนำผลการศึกษาของ ศ. ดร.มิ่งสรรพ์ ขาวสอาด, รศ. ดร.อภิวัฒน์ รัตนวราหะ และคณะ ในงานวิจัยชื่อ “กลยุทธ์การวิจัยและพัฒนาสำหรับการท่องเที่ยวไทยหลังโควิค 19”  ซึ่งได้รับทุนวิจัยจากหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ในปี 63 ซึ่งผมได้มีโอกาสเป็นผู้ดำเนินการเสวนาเผยแพร่งานวิจัยเพื่อประโยชน์ต่อผู้ประกอบการในธุรกิจด้านการท่องเที่ยว และหน่วยงานภาครัฐในการกำหนดนโยบาย ที่จัดในช่วงเดือนเมษายน 64 มาขยายความต่อกับผู้อ่าน

งานวิจัยของ ศ. ดร.มิ่งสรรพ์และคณะ มีข้อมูลอยู่หลายส่วน ผมขอยกเฉพาะในส่วนที่เป็นการวิเคราะห์แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงด้านการท่องเที่ยวของโลก ที่นักวิจัยรวบรวมข้อมูลเอกสาร งานวิจัยต่าง ๆ ทั้งจากภายในและนอกประเทศนำมาทำการวิเคราะห์ โดยมีประเด็นที่น่าสนใจ ดังนี้

แนวโน้มการท่องเที่ยวโลกก่อนโควิด-19

ตลาดการท่องเที่ยวของโลกในช่วงก่อน covid-19  มีแนวโน้มสำคัญหลายประการ ที่เมื่อการท่องเที่ยวกลับมาสู่ภาวะปกติ แนวโน้มเหล่านี้ก็น่าจะยังคงอยู่ และเติบโตขึ้นเรื่อย ๆ ประกอบด้วย

1. แนวโน้มด้านดิจิทัลแพลตฟอร์ม (Digital platform) หรือการใช้ Online platform และสื่อสังคมออนไลน์ เป็นช่องทางในการสืบค้นข้อมูล วางแผน และปรับแผนด้านการท่องเที่ยว รวมถึงใช้เป็นช่องทางในการสื่อสารถ่ายทอดประสบการณ์ทางด้านการท่องเที่ยว แนวโน้มนี้เป็นกันทั่วโลกครับ หลัง covid เมื่อนักท่องเที่ยวกลับมาเที่ยวตามปกติการสืบค้นข้อมูลผ่านแพลตฟอร์มต่าง ๆ ยิ่งน่าจะมีการเติบโตขึ้น แต่ Digital platform ด้านการท่องเที่ยวที่เป็นที่นิยมส่วนใหญ่เป็นแพลตฟอร์มของต่างประเทศ ซึ่งการเข้ามามีอิทธิพลของแพลตฟอร์มเหล่านี้ เมื่อนักท่องเที่ยวจองโรงแรม เจ้าของแพลตฟอร์มในต่างประเทศก็ได้ส่วนแบ่งรายได้ ยิ่งเจ้าของแพลตฟอร์มมีอำนาจในการต่อรองมากขึ้น ก็ยิ่งทำให้ธุรกิจโรงแรมต้องเสียค่าใช้จ่ายให้กับเจ้าของแพลตฟอร์มมากขึ้น

ในเมื่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวเป็นอุตสาหกรรมหลักของไทย การสร้างแพลตฟอร์มกลางทางด้านการท่องเที่ยวเพื่อเป็นทางเลือก อย่างน้อยให้กับนักท่องเที่ยวไทยก็น่าจะช่วยคานอำนาจกับแพลตฟอร์มต่างชาติได้ในระดับหนึ่ง เรื่องนี้ผมคงต้องขอฝากหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวให้การสนับสนุนให้เกิดแพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวของไทย

2. ทะเลสาบแห่งข้อมูลด้านการท่องเที่ยว (Data Lake) แนวโน้มที่ต่อเนื่องจากเรื่องการใช้ Digital platform ในการสืบค้นและวางแผนข้อมูลด้านการท่องเที่ยว ทำให้เกิดข้อมูลบนโลกออนไลน์ปริมาณมหาศาล การเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูล เพื่อนำมาสู่การพยากรณ์ในด้านต่าง ๆ รวมถึงการวิเคราะห์ความเสี่ยงหรือความอ่อนไหวของนักท่องเที่ยวในประเด็นต่าง ๆ จะช่วยทำให้การวางแผนด้านนโยบายการท่องเที่ยวระดับประเทศเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ในระดับเอกชนก็สามารถใช้ข้อมูลไปประกอบการตัดสินใจ ซึ่งการรวบรวมข้อมูลทั้งในด้านอุปสงค์และอุปทานด้านการท่องเที่ยวในช่วงเวลาต่าง ๆ จะนำมาสู่การบริหารจัดการขีดความสามารถทางด้านการท่องเที่ยวในแต่ละพื้นที่ ในแต่ละเวลา ได้อย่างเหมาะสม ลดความคับคั่ง ลดปัญหาการจัดการด้านขยะ และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการรองรับนักท่องเที่ยวมากเกินความสามารถของพื้นที่ และยังช่วยให้เกิดการกระจายกลุ่มนักท่องเที่ยวไปยังพื้นที่ที่ยังมีขีดความสามารถในการรองรับในช่วงเวลานั้น

ในธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในช่วงหลังวิกฤตฟองสบู่ปี 2540 ทำให้เกิดศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ที่รัฐบาลจัดตั้งขึ้นเพื่อให้เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลด้านอสังหาริมทรัพย์ของประเทศ ทำให้มีข้อมูลนำมาประกอบการตัดสินใจของภาครัฐในด้านการสนับสนุนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ และช่วยชะลอมิให้ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เกิดภาวะเก็งกำไรมากเกินไปจนอาจนำมาสู่ภาวะฟองสบู่ด้านอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ก็ช่วยให้ผู้ประกอบการนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจในการวางแผนพัฒนาโครงการประเภทต่าง ๆ ในทำเลต่าง ๆ ได้อย่างเหมาะสม

การตั้งหน่วยงานที่รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจท่องเที่ยวของไทย เชื่อมโยงข้อมูลจากหน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชน ปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัย ทำการวิเคราะห์เชื่อมโยงเพื่อนำมาสู่การคาดการณ์ ปริมาณนักท่องเที่ยวในแต่ละช่วงเวลา และในแต่ละพื้นที่ น่าจะช่วยให้ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวของไทยสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน  ผมเสนอให้ภาครัฐดำเนินการตั้งหน่วยงานศูนย์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวในลักษณะคล้ายคลึงกันกับศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์

3. สังคมไร้เงินสด (Cashless Society) การใช้แอปพลิเคชันในการชำระเงิน รวมถึงการชำระเงินล่วงหน้าตามระบบการโอนเงินผ่าน Digital platform ด้านการท่องเที่ยวมีแนวโน้มเติบโตขึ้นโดยตลอด และด้วยแรงกระตุ้นสำคัญจากวิกฤตโควิด-19 ที่ทำให้การใช้ platform ในการชำระเงินที่ไม่ใช้เงินสดยิ่งเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายทั้งในด้านการสั่งสินค้าออนไลน์ และการซื้อสินค้าตามร้าน

การปรับตัวสู่สังคมไร้เงินสดในประเทศไทยถือว่าดำเนินการได้ดี ระบบการโอนเงินและชำระเงินผ่านแอปพลิเคชันของธนาคารต่าง ๆ และแพลตฟอร์มด้านการชำระเงินของรัฐบาล เช่น แอปเป๋าตัง และถุงเงิน ที่กระตุ้นให้คนไทยเกิดความเคยชินกับระบบการชำระเงินแบบดิจิทัล ระบบดังกล่าวสามารถเชื่อมโยงไปสู่ทะเลสาบข้อมูลเพื่อทำให้การวิเคราะห์พฤติกรรมด้านการท่องเที่ยวมีความแม่นยำมากขึ้น แต่สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติแต่ละประเทศก็มีแอปพลิเคชันที่เกี่ยวข้องกับการชำระเงินที่เป็นที่นิยมของตัวเอง การออกแบบแพลตฟอร์มเพื่อเชื่อมโยงระบบการชำระเงินแบบออนไลน์ที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวต่างประเทศเข้ามาสู่ระบบที่ผู้ประกอบการไทยสามารถรับเงินจากนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ใช้แอปพลิเคชันชำระเงินที่แตกต่างกันได้ และหน่วยงานศูนย์ข้อมูลด้านการท่องเที่ยวสามารถบันทึกและจัดเก็บข้อมูลเพื่อนำมาวิเคราะห์ต่อได้ น่าจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและอำนวยความสะดวกให้กับนักท่องเที่ยว ผู้ประกอบการ และภาครัฐ ทั้งนี้ ด้านการบริหารข้อมูลและการจัดเก็บภาษี ซึ่งระบบดังกล่าวเมื่อสามารถตรวจสอบข้อมูลย้อนหลังได้ว่าใครเป็นผู้จ่ายเงิน ใครเป็นผู้รับเงิน จะช่วยลดปัญหาการหลอกลวงนักท่องเที่ยว หรือการขายสินค้าบริการเกินราคากับนักท่องเที่ยวได้อีกด้วย

4. ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) จากแนวโน้ม 3 เรื่องแรกที่กล่าวไปแล้ว ทั้งระบบข้อมูลและระบบการชำระเงินในระบบออนไลน์ ที่ส่วนใหญ่จะใช้การเก็บข้อมูลบน Cloud ระบบความปลอดภัยด้านไซเบอร์จึงมีความสำคัญ เนื่องจากในธุรกิจโรงแรมมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลพฤติกรรมของลูกค้า ไว้เป็นจำนวนมากเพื่อความสะดวกในการนำมาวิเคราะห์และให้บริการ รวมถึงข้อมูลบัตรเครดิต หรือการชำระเงินด้วยรูปแบบดิจิทัล หากไม่มีระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ที่ดี โอกาสที่ผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยวจะถูกแฮกเกอร์เข้ามาขโมยข้อมูลในระบบ หรือเรียกค่าไถ่ข้อมูล รวมถึงการที่พนักงานนำข้อมูลของลูกค้าไปใช้ในการทุจริต ซึ่งอาจนำมาสู่ความเสียหายให้กับธุรกิจทั้งรูปตัวเงินและชื่อเสียง

ในธุรกิจโรงแรมที่เป็นเชนขนาดใหญ่ระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์น่าจะมีมาตรฐาน หรือมีงบประมาณในการยกระดับสู่มาตรฐานได้ไม่ยาก แต่สำหรับผู้ประกอบการขนาดเล็กอาจเป็นประเด็นปัญหาจากการขาดบุคลากรที่มีความรู้ในการบริหารความปลอดภัยทางไซเบอร์ การทำประกันที่ครอบคลุมถึงความปลอดภัยด้านไซเบอร์และการใช้บริการเอาต์ซอร์สเข้ามาดูแลระบบจึงเป็นความจำเป็นสำหรับธุรกิจด้านท่องเที่ยวในอนาคต

5. การท่องเที่ยวที่มีความยืดหยุ่นและหลากหลายมากขึ้น (Diversity and  Flexibility) กลุ่มนักท่องเที่ยวมีแนวโน้มจะท่องเที่ยวด้วยตัวเองกับครอบครัวกลุ่มเล็ก ๆ โดยใช้แพลตฟอร์มด้านการท่องเที่ยวในการวางแผน มากกว่าการใช้บริการบริษัททัวร์ พฤติกรรมการท่องเที่ยวและความสนใจของนักท่องเที่ยวแต่ละกลุ่มก็มีความแตกต่างหลากหลายมาก การให้บริการในธุรกิจโรงแรม จึงต้องปรับเปลี่ยนให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น เช่น เวลา Check In -Check Out  เวลาในการรับประทานอาหารเช้า สถานที่รับประทานอาหาร รวมถึงเวลาในการใช้พื้นที่บริการภายในโรงแรม เช่น สระว่ายน้ำ ซาวน่า ห้องออกกำลังกาย หรือตารางกิจกรรมที่โรงแรมจัดให้กับลูกค้า เช่น กีฬาทางน้ำ โยคะ สอนทำอาหาร

แนวคิดการบริหารโรงแรมแบบเดิมที่ให้ลูกค้าเข้าห้องพักได้หลัง 14:00 น แล้วต้องเช็กเอาต์ก่อน 12.00 น วันรุ่งขึ้น กำหนดเวลาเปิดห้องอาหารเช้า 06.00-10.00 อาจไม่ตอบสนองต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ ปัจจุบันมีบางโรงแรมที่ให้เวลาลูกค้าเข้าพัก 24 ชั่วโมง เช็กอินเวลาใดก็ให้เช็กเอาต์ในเวลาเดียวกันของวันรุ่งขึ้น บางโรงแรมเริ่มเสนอทางเลือกสำหรับลูกค้าที่เบื่ออาหารเช้ามาตรฐานของโรงแรม โดยมีบริการสั่งซื้ออาหารจากร้านอาหารในท้องถิ่นบริเวณใกล้เคียงโรงแรมแล้วโรงแรมจัดเข้ามาให้บริการถึงห้องพักลูกค้า

6. ประสบการณ์และวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม (Experiential and Authentic) แนวโน้มการท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวเข้าไปใช้ชีวิตและมีประสบการณ์ร่วมกับคนในท้องถิ่น เพื่อสัมผัสชีวิตความเป็นอยู่จริง มีแนวโน้มที่เติบโตขึ้น การท่องเที่ยวที่ใช้ชีวิตในชุมชนนานขึ้น สอดคล้องกับวิธีการทำงานยุคใหม่ที่สามารถทำงานจากที่ใดในโลกที่มีอินเทอร์เน็ต ยิ่งในยุคหลังโควิดที่หลายบริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานทำงาน โดยไม่ต้องเข้ามาที่บริษัทก็ยิ่งทำให้แนวโน้มการทำงานจากแหล่งท่องเที่ยวได้รับความนิยมมากขึ้น ในธุรกิจโรงแรมต้องปรับตัวจากสถานที่ที่ลูกค้าเข้าพัก มาเป็นการสร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับลูกค้าผู้เข้าพัก โดยมีส่วนร่วมกับชุมชนในบริเวณพื้นที่ใกล้เคียง

การสนับสนุนให้มีการท่องเที่ยวเมืองรอง การท่องเที่ยวที่อิงกับวิถีชุมชน และโรงแรมขนาดเล็ก โรงแรมแบบโฮมสเตย์ รวมถึงพื้นที่ท่องเที่ยวที่มีอัตลักษณ์และความเข้มแข็งของวิถีชุมชน น่าจะได้รับประโยชน์จากแนวโน้มนี้

 7. การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและรับผิดชอบ (Sustainable and  Responsible) แนวโน้มการท่องเที่ยวแบบรับผิดชอบทั้งต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ในพื้นที่ท่องเที่ยวเป็นอีกแนวโน้มหนึ่งที่มีการเติบโตทั่วโลก ในธุรกิจโรงแรม มีหลายแห่งที่เข้าสู่มาตรฐาน Green Hotel ที่ลดหรือเลิกการใช้พลาสติก การพยายามใช้วัตถุดิบในการปรุงอาหาร ภายในจังหวัดที่โรงแรมตั้งอยู่ให้มากที่สุด เพื่อลดการใช้คาร์บอนในการขนส่ง รวมถึงโรงแรมฮาลาล ที่ไม่มีการให้บริการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และให้บริการอาหารที่ถูกต้องตามหลักศาสนาอิสลาม รวมถึงการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวที่ให้นักท่องเที่ยวเรียนรู้เกี่ยวกับวัฒนธรรมในพื้นที่

ทั้ง 7 ข้อที่กล่าวมา เป็นแนวโน้มด้านการท่องเที่ยวโลกที่เกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงก่อน covid-19 และเชื่อว่าเมื่อนักท่องเที่ยวเริ่มกลับมาเดินทางได้ แนวโน้มทั้ง 7 ข้อก็ยังคงเป็นแนวโน้มหลักของการท่องเที่ยวโลกที่ผู้ประกอบการในธุรกิจโรงแรมและการท่องเที่ยวควรให้ความสนใจ ในช่วงที่นักท่องเที่ยวยังไม่สามารถเดินทาง การเริ่มปรับตัวหรือวางแผนเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวโดยใช้แนวโน้มดังกล่าวในการปรับตัวก็น่าจะช่วยให้ธุรกิจท่องเที่ยวมีโอกาสพลิกฟื้นกลับมาได้เร็วขึ้นและยั่งยืนขึ้นสำหรับแนวโน้มใหม่ด้านการท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเกิดขึ้นหลัง covid- 19  ผมจะรวบรวมข้อมูลแล้วมานำเสนอกับผู้อ่านในโอกาสต่อไปครับ

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน