ธุรกิจทุกวันนี้ต้องแกร่งให้พอที่จะยืนได้ในน่านน้ำสีแดง แถมต้องแตกต่างเพื่อค้นหาน่านน้ำสีน้ำเงินของตัวเอง

เมื่อน่านน้ำสีแดงไหลรวมเข้ากับสีน้ำเงิน ‘กลยุทธ์น่านน้ำสีม่วง’ อาจเป็นคำตอบท่ามกลางการแข่งขัน และการเปลี่ยนแปลงในธุรกิจเช่นในปัจจุบัน …

เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) หรือ “FPIT” ผู้นำการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ของประเทศไทย บริษัทในเครือ เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย จำกัด (มหาชน) หรือ “FPT” จิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของแนวคิด ONE PLATFORM ที่หลอมรวมเอาธุรกิจด้าน อสังหาฯ เพื่อการอยู่อาศัย อุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม ไว้ด้วยกัน มีมูลค่ารวมกันกว่า 1 แสนล้านบาท

โสภณ ราชรักษา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ อินดัสเทรียล (ประเทศไทย) จำกัด ฉายภาพให้เราเห็นชัดด้วยการเปรียบบริษัทเหมือน เรือ ที่แล่นฝ่าโอกาสและวิกฤต สั่งสมประสบการณ์มากกว่า 30 ปี ในธุรกิจพัฒนาอสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรมและโลจิสติกส์พาร์ค ภายใต้แบรนด์เดิม TICON และ TPARK ก่อนร่วมเป็นหนึ่งในครอบครัว เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ ประเทศไทย

“ในปัจจุบัน FPIT มีพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการรวมกว่า 3 ล้านตารางเมตร หรือกว่า 9 ล้านยูนิต กระจายอยู่ใน 15 จังหวัดที่เป็นหัวใจในการพัฒนาอุตสาหกรรมและโลจิสติกส์ของประเทศ ด้วยอัตราการเช่าที่สูงถึง 82% โดยแบ่งเป็นโรงงานแบบ Ready-Built Factory 1.2 ล้านตารางเมตร คลังสินค้าแบบ Ready-Built Warehouse 1.8 ล้านตารางเมตร และเดินหน้าพัฒนาโรงงานและคลังสินค้าตามความต้องการของลูกค้า หรือ Built-to-Suit ไม่ต่ำกว่าปีละ 1 แสนตารางเมตร”

ในขณะที่ภาพใหญ่ระดับโลก ธุรกิจ Industrial Property เติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะธุรกิจให้เช่าพื้นที่จัดเก็บและคลังสินค้าได้ถูกไดรฟ์ด้วยเทรนด์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซที่เติบโตขึ้นอย่างมาก คลังสินค้าสมัยใหม่จะกลายเป็นศูนย์กลางของธุรกิจ ทั้งจัดเก็บและส่งสินค้า ข้อมูลจาก JLL ระบุว่า เมื่อเปรียบเทียบจากทั่วโลก ทวีปเอเชียมีการเช่าคลังสินค้าเพิ่มขึ้นสูงที่สุดในอัตรามากกว่า 30%

ปัจจุบันภาพรวมอาคารเพื่ออุตสาหกรรมที่เน้นการปล่อยเช่าเป็นหลักของประเทศไทย แบ่งเป็นตลาดคลังสินค้ามาตรฐานสมัยใหม่ หรือ Modern Warehouse ซึ่งมีพื้นที่รวม 4.5 ล้านตารางเมตร เติบโต 4-5% ต่อปี และตลาดโรงงานสำเร็จรูป (Ready-Built) ที่มีพื้นที่รวม 2.5 ล้านตารางเมตร โดย FPIT มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันประมาณ 50% ของตลาด

โสภณเชื่อมั่นว่า ประเทศไทยยังมีเสน่ห์ดึงดูดเม็ดเงินลงทุน และการเคลื่อนย้ายฐานทุน ฐานการผลิตที่สืบเนื่องจากสงครามการค้าที่ส่งผลกระทบต่อประเทศจีนโดยตรง โดยกลุ่มธุรกิจอุตสาหกรรมที่ประเทศไทยมีความหวังในการเติบโตและรองรับเม็ดเงินลงทุน คือ ยานยนต์ โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า หรือ อีวี และสินค้าอิเล็กทรอนิกส์จากความต้องการของตลาดโลก

กลยุทธ์ ‘น่านน้ำสีม่วง Purple Ocean Strategy’
ต่อยอดให้เกิด Seamless Business Solution Experience
s

ด้วยการแข่งขันทางธุรกิจที่รุนแรงราวกับคลื่นลมในทะเล สะท้อนให้เห็นชัดว่า Industrial Property ที่เคยอยู่ใน Blue Ocean ที่สงบสวยงาม กำลังเผชิญกับความท้าทายจากตลาดที่แปรเปลี่ยนเป็น Red Ocean อย่างรวดเร็ว จากคู่แข่งรายใหม่ ๆ ที่เริ่มเข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง รวมความรุดหน้าของเทคโนโลยี และการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมของลูกค้า ในฐานะผู้นำอุตสาหกรรมที่มุ่งขับเคลื่อนธุรกิจให้มีการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน จึงจำเป็นต้องปรับกลยุทธ์และแผนการในการดำเนินธุรกิจเพื่อให้พร้อมรับมือกับความท้าทายในทุกน่านน้ำ

ในปีนี้ทาง FPIT มีการทำ Business Transformation เพื่อปรับรูปแบบการทำงานให้สอดรับกับความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา กลยุทธ์ ‘น่านน้ำสีม่วง Purple Ocean Strategy’ ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างความพร้อมและความแตกต่าง ในภาคธุรกิจ พร้อมทั้งต่อยอดให้เกิด Seamless Business Solution Experiences เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าดำเนินได้อย่างไร้รอยต่อมากที่สุด

FPIT กางแผนลงทุน 5 ปี ตั้งงบประมาณ 15,000 ล้านบาท (เฉลี่ยปีละ 3 พันล้านบาท) โดยมีเป้ารายได้เติบโตที่ 10-15% ในทุกๆ ปี และมีแผนขยายพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการเพิ่มขึ้นอีก 1 ล้านตารางเมตร ซึ่งจะทำให้มีพื้นที่ภายใต้การบริหารจัดการรวมกว่า 4 ล้านตารางเมตร ภายในปี 2568 รวมถึงเพิ่มอัตราการเช่าให้อยู่ที่ 85-90% จากดีมานด์ของลูกค้าต่างประเทศ และการเติบโตทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในประเทศหลังผ่านพ้นวิกฤตโควิด-19

ยุทธศาสตร์ “เราพร้อม” และ “เราต่าง”
ติดเครื่องรุกทุกน่านน้ำ

สร้างความพร้อม (1) ด้วยการเพิ่มทำเลศักยภาพเชิงอุตสาหกรรมเข้ามาในพอร์ตโฟลิโอเพื่อสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน พร้อมทั้ง (2) จับมือพาร์ตเนอร์ที่มีความสามารถเฉพาะด้านเพื่อส่งเสริมการต่อยอดธุรกิจและเพิ่มความพึงพอใจให้แก่ลูกค้าได้อย่างแท้จริง เช่น การเพิ่มระบบออโตเมชัน โซลูชันส์ เรื่องการบริหารทรัพย์สินและการพัฒนาธุรกิจอื่นที่ครอบคลุมยิ่งขึ้น ตลอดจน (3) เดินหน้าสร้าง PropTech Platform โดยนำการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาอาคาร เพื่อเพิ่มความสามารถในการให้บริการด้วยแนวคิดอาคารอัจฉริยะ (Smart Building) (4) พัฒนาโครงการปรับปรุงอาคารโรงงานและคลังสินค้ารุ่นเก่าให้มีความทันสมัย รองรับการใช้งานตามความต้องการของลูกค้าในปัจจุบัน อีกทั้งยังมี (5) การขยายการลงทุนไปในต่างประเทศ โดยเริ่มลงทุนแล้วในประเทศอินโดนีเซีย ใกล้กรุงจาการ์ตา และในประเทศเวียดนาม ที่เมืองบินห์เยือง

นอกจากนี้ FPIT ยังมุ่ง (6) พัฒนาทักษะใหม่ ๆ ให้แก่องค์กร รวมถึงเรียนรู้จาก Best Practice ต่าง ๆ ที่มีภายในกลุ่มบริษัท ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อนำความรู้มาพัฒนาอาคารอุตสาหกรรมให้ลูกค้าได้ตรงความต้องการ โดยได้วิธีการสมัยใหม่ เช่น การใช้ Design Thinking, Customer Centric และ Human Centric เป็นส่วนสำคัญในการดำเนินงาน ตลอดจนในด้านการจัดการทรัพย์สินให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้นด้วยการใช้ข้อมูลการวิเคราะห์จาก Big Data เป็นต้น

สร้างความต่าง มองหาโอกาสใน Blue Ocean ด้วยการโฟกัสไปที่การสร้างแพลตฟอร์มอสังหาฯ เพื่ออุตสาหกรรมรูปแบบใหม่ เช่น โครงการ In-Property Logistics และ โครงการ In-City Logistics ย่อขนาดพื้นที่โลจิสติกส์เข้ามาอยู่ในเมือง ตอบโจทย์ธุรกิจอีคอมเมิร์ซ รวมถึงเดลิเวอรี่แพลตฟอร์มที่เป็น Last Mile ก่อนถึงหน้าประตูบ้านลูกค้า ซึ่งอาจเป็นอาคารขนาดเล็กที่ใช้พื้นที่ไม่เยอะ

ในขณะเดียวกันก็เร่งเครื่องพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ (Mega Size) อย่าง เมืองอุตสาหกรรม (Industrial Township) ที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ มากที่สุด พร้อมด้วยสาธารณูปโภคที่ครบครัน และมีความทันสมัยรองรับเทรนด์อุตสาหกรรม 4.0

นอกจากนี้ FPIT กำลังพัฒนาโมเดลธุรกิจใหม่ที่เน้นการให้บริการที่ครอบคลุมทุกกลุ่มลูกค้า เช่น Co-Warehousing หรือ Flexible Space เจาะกลุ่มผู้ประกอบการรายย่อย โดยนำระบบ Smart Storage ด้วย IoT มาเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการ

และเรื่องสุดท้ายคือ การบริหารงานในส่วนของ ESG (Environmental, Social, Governance) และ Green Development Policy ตามนโยบายของบริษัทที่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาอาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม และชุมชนโดยรอบ บวกกับความยั่งยืนในด้านการบริหารจัดการ รวมถึงการขยายการลงทุนในระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar Roof) เพื่อรองรับดีมานด์ของลูกค้าองค์กรที่ให้ความสำคัญกับการปฏิบัติตามแนวทางความยั่งยืนมากยิ่งขึ้น

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน