มาม่า ถอดวิธีคิดในการสร้างจักรวาล MAMACREW พร้อมดึง นนท์ ธนนท์ มาร่วมแจม
ถ้าพูดถึงแบรนด์ที่อยู่กับคนไทยมาเกินครึ่งศตวรรษ มาม่า คือหนึ่งในนั้น… แต่สิ่งที่น่าสนใจกว่าแค่อายุของแบรนด์ คือ วิธีคิดใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
โดยเฉพาะกลยุทธ์การร่วมกับอินฟลูฯ รวมถึงการเลือกใช้แบรนด์พรีเซนเตอร์
แม้ไม่ใช่กลยุทธ์ใหม่อะไรในแวดวงการตลาดก็จริง … แต่สิ่งที่ทำให้แตกต่างเพราะมาจากการตั้งโจทย์ของหัวเรือใหญ่ของแบรนด์ อย่าง คุณโจ-เพชร พะเนียงเวทย์ ที่อยาก “ทำอย่างไรก็ได้ ที่ไม่เหมือนเดิม”
บทความนี้ Marketeer เลยอยากชวนทุกคนมาถอดวิธีคิดมาม่ากับการสร้างจักรวาลอินฟลูฯ และแบรนด์พรีเซนเตอร์ที่มาม่าเรียกว่า MAMACREW

การสื่อสารผ่านอินฟลูฯ หรือทุ่มงบไปกับแบรนด์พรีเซนเตอร์ได้ผลจริงหรือ?
มาม่าเองเคยมีคำถามเดียวกับที่หลายแบรนด์เคยสงสัยว่า “อินฟลูมีผลต่อยอดขายจริงไหม”
ทำให้คุณโจต้องทำ หยุด เลิก ลองใหม่อยู่หลายครั้ง… จนถึงขั้นไปเรียนต่อเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยเฉพาะ
ในมุมของคุณโจมองว่าทุกวันนี้คนดูทีวีน้อยลงรับสื่อแบบเดิมๆ น้อยลง กลับกันอินฟลูเอนเซอร์คือหน้าจอแรกของคนรุ่นใหม่ไปแล้ว
ที่สำคัญพวกเขาไม่ได้แค่พาแบรนด์ไปหาคนมากขึ้น แต่กำลังพาแบรนด์ไปในบรรยากาศที่แบรนด์ไม่เคยไปมาก่อน
“เราอยากออกจากคอมฟอร์ตโซน อยากอยู่ในสภาพแวดล้อมใหม่ๆ อยากให้แบรนด์ไปอยู่ในโลกที่คนจริงๆ ใช้ชีวิตกันอยู่”
คุณโจหยิบเอาหนึ่งเคสที่น่าสนใจกับการได้ร่วมงานกับอินฟลูฯ สายเทคโนโลยีอย่างคุณอู๋ จากช่อง Spin9
โดยมีจุดเริ่มต้นมาจากในปีนั้น มาม่าต้องการแจก iPhone ให้กับลูกค้า
จึงตั้งโจทย์ให้ทางทีมคิดว่า “ใครคือคนที่เป็นสัญลักษณ์ของการเปิดตัว iPhone ในไทย” และคำตอบคือ คุณอู๋
แคมเปญที่ว่านี้ มาม่าให้คุณอู๋พูดแค่ประโยคเดียวในงานที่ไลฟ์เปิดตัว iPhone ใหม่ “อยากได้ไอโฟน ติดตามมาม่าไว้”
ผลลัพธ์ที่ได้ออกมาก็คือ ลูกค้าที่เข้าร่วมกิจกรรมกับทางมาม่าเพื่อชิง iPhone กว่า 50% มาจากผู้ติดตามของพี่อู๋
นี่คือหลักฐานชัดว่าการจับคู่ที่ถูกต้องใช้พรีเซนเตอร์ถูกคนนั้นได้ผลจริงๆ …

เมื่อถามว่าใครคือคนที่ใช่ของมาม่า…
คุณโจอธิบายว่า มาม่าไม่ได้เลือกจากจำนวนผู้ติดตามหรือว่าจำเป็นต้องใช้คนที่โด่งดังที่สุดเพียงเท่านั้น…
แต่สิ่งที่โฟกัสคือคาแรคเตอร์รวมถึงเคมีความรู้สึกที่เมื่อได้ทำงานร่วมกัน โดยต้องโฟกัสไปที่คนที่จะสามารถเล่าหรือพาให้แบรนด์เข้าไปอยู่ใกล้กับผู้บริโภคที่จุดไหน และด้วยวิธีที่เป็นธรรมชาติอย่างไรมากกว่า
ล่าสุด MAMACREW ได้เปิดตัวสมาชิกใหม่อย่าง ‘นนท์ ธนนท์’ เพื่อเข้ามาเพิ่มมิติใหม่ให้จักรวาลพรีเซนเตอร์
คิกออฟด้วยหนังโฆษณาเรื่องใหม่ ‘มาม่าบิ๊กแพค ไซซ์ 95 กรัม อิ่มๆ จุกๆ’ ตีความหมายของคำว่า “ใหญ่ แซ่บ คุ้ม”
ด้วยความทะเล้น เล่นใหญ่ คาแรคเตอร์ไหนก็จัดเต็มตามสไตล์ของ นนท์ ธนนท์
รับชมหนังโฆษณาเรื่องใหม่ มาม่าบิ๊กแพค 95 กรัม ได้ที่นี่
หากมองในมุมการตลาด มาม่าบิ๊กแพค คือสินค้าที่ผู้บริโภคคุ้นเคยมานาน และถูกจดจำในฐานะตัวเลือกของคนที่ต้องการความอิ่มคุ้มมากกว่ามาม่าซองปกติ
บทบาทของ นนท์ ธนนท์ ในหนังโฆษณาชุดนี้จึงเป็นการตอกย้ำภาพของคำว่า “ใหญ่กว่าแต่ยังแซ่บเหมือนเดิม” ผ่านพลังคาแรคเตอร์และจังหวะการสื่อสารที่ทำให้ผู้บริโภครับรู้ได้ทันทีถึงความจัดเต็มของมาม่าบิ๊กแพค ตั้งแต่ตัวสินค้าไปจนถึงซองเครื่องปรุงที่ใหญ่กว่ามาม่าไซซ์ปกติ
ขณะเดียวกันบนเวทีเปิดตัว MAMACREW นนท์ยังเล่าว่า เขาเป็นคนที่กินมาม่าเยอะมาก กินมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะชอบรสชาติจัดจ้าน
และมองว่ามาม่าเป็นอาหารที่อยู่กับชีวิตเขามาตลอด และการที่ได้มาร่วมงานมาเป็นพรีเซนเตอร์ก็คือวิธีเอาคืนที่ดีที่สุดของเขา…
แมสเซสที่ว่าอาจฟังดูเป็นแค่เรื่องเล่าสนุกๆ แต่ในเชิงการตลาดนี่คือภาพของ ความผูกพันที่แบรนด์ไม่จำเป็นต้องสร้างขึ้นใหม่ และทำให้นนท์จึงไม่ใช่แค่พรีเซนเตอร์ แต่เป็นแฟนตัวจริงของแบรนด์อยู่แล้วตั้งแต่ต้น
นอกจากหนังโฆษณาและบทบาทการเป็นพรีเซนเตอร์… มาม่าและ นนท์ ธนนท์ ยังร่วมงานกันในฐานะ Music Marketing Partner มาอย่างต่อเนื่อง สร้างการรับรู้แบรนด์ผ่านเวทีคอนเสิร์ต EP.03 โดยมาม่าเป็นผู้สนับสนุนถึง 4 รอบการแสดง เพื่อตอกย้ำภาพพรีเซนเตอร์ที่มีเคมีตรงกับแบรนด์ และสามารถพามาม่าเข้าไปอยู่ในชีวิตของผู้บริโภคได้อย่างเป็นธรรมชาติในทุกเจเนอเรชันจริงๆ

การโคจรมาพบกับ อิ้งค์ วรันธร และมาม่า OK
“เคมีระหว่างมาม่ากับอิ้งค์ไม่ใช่แค่ลงตัว แต่ไปได้ไกลกว่าที่คิด”
เคสนี้ก็น่าสนใจและสนุกเพราะมาม่าไม่เพียงเลือกทำแคมเปญร่วมกับอิ้งค์แค่ในฐานะนักร้องเท่านั้น..
อย่างที่ได้เห็นในแคมเปญที่ชัดเจนที่สุดคงหนีไม่พ้น “มาม่า OK Squid Ink x Netflix” ครั้งแรกของมาม่าที่ได้รวมกับแบรนด์ระดับโลกอย่าง Netflix รวมถึงยังได้อิงไปกับกระแสของซีรีส์ฮิตอย่าง Squid Game 2

แคมเปญนี้ทำให้แฟนๆ ได้เห็นถึงบทบาทของ คูมอิ้งค์ สควิดเกม คูมอิ้งค์ โกโกวา มาพร้อมกับการออกรสชาติใหม่อย่างมาม่า OK Squid Ink รสชาติสุดท้าทายไม่แพ้เนื้อเรื่องในซีรีส์
โดยแคมเปญที่ว่านี้ยังสามารถคว้ารางวัลการตลาดจาก MAT Award 2025 มาครองได้สำเร็จ

เสือร้องไห้ ครีเอเตอร์ที่กลายมาเป็นพรีเซนเตอร์คนแรกของแบรนด์
คุณโจเล่าถึงการร่วมงานกับ ทีมเสือร้องไห้ เพราะเห็นในคาแรคเตอร์ และวิธีการนำเสนองานของพวกเขา โดยเสือร้องไห้มีจุดเด่นที่มาม่าอยากร่วมงานด้วยเพราะเป็นครีเอเตอร์ที่คัสตอมกับทุกงาน ปรับเปลี่ยน ยืดหยุ่นและเป็นธรรมชาติ
ทำให้ผลงานที่ออกมาแม้ว่าจะเป็นงานที่มีแบรนด์ร่วมเป็นส่วนหนึ่ง เสือร้องไห้ ก็สามารถนำเสนอออกมาได้ในแบบที่แฟนๆ ที่ติดตามยังคงรักพวกเขา
รวมถึงบทบาทของเสือร้องไห้ใน MAMACREW ยังเหมือนเป็นตัวทำละลายเป็นฮับแห่งความสร้างสรรค์ที่ทุกคนมาจอยร่วมงานกันได้อย่างกลมกล่อมและลงตัว
(Marketeer เคยเขียนวิเคราะห์ มาม่า กับ ‘เอ๊ะ! มาร์เก็ตติ้ง’ และการเลือก ‘ครีเอเตอร์’ มาเป็น ‘พรีเซนเตอร์’ ครั้งแรกของแบรนด์ ไว้ที่บทความนี้ https://marketeeronline.co/archives/429503)
เลือกคนให้ถูก มองให้ถึง DNA ชวนพวกเขามาเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลเดียวกัน
อีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ทาง มาม่า ใช้กับการทำงานร่วมกับพรีเซนเตอร์หรืออินฟลูฯ ต่างๆ คือการครอสจักรวาลให้ทุกคนได้มามีส่วนร่วมหรือทำแคมเปญอะไรบางอย่างร่วมกัน
อย่างในแคมเปญ Sound of Flavors ที่ มาม่าเปลี่ยน “รสชาติที่คุ้นเคยกลับมามีชีวิตผ่านเสียงดนตรี” ด้วยฝีมือของโต๋ ศักดิ์สิทธิ์ ที่ได้ร่วมงานกับ อิ้งค์ วรันธร อย่างหยิบเอาเพลง “นิดนึงพอ” มาเป็นสะพานที่ทำหน้าที่พาทุกคนกลับไปสู่ความทรงจำกับ มาม่า ผ่านบทเพลงที่จะทยอยปล่อยออกมาถึง 4 เพลง รวมถึงยังจะทำเป็นแผ่น Vinyl Limited Edition ไม่จำหน่ายแต่แจกให้คนที่ “อยากได้จริงๆ” เท่านั้น

(อ่านเรื่องราวเต็มๆ ของแคมเปญมาม่า “Sound of Flavours” ได้ที่นี่ https://marketeeronline.co/archives/441010)
เพราะมาม่าเป็นแบรนด์ที่ “อยู่ในชีวิตจริงของทุกคน”
Marketeer ถามคุณโจ เป็นคำถามสุดท้ายว่า… “ทำอย่างไรให้แฟนคลับของพรีเซนเตอร์หรืออินฟลูฯ ที่ มาม่า ร่วมงานด้วย รักมาม่าเหมือนกับที่พวกเขารักคนของเขา”
คุณโจ มองว่า… “ทุกคนน่าจะรู้จักมาม่ากันดีอยู่แล้ว เพราะมาม่าเป็นสินค้าที่เจาะกลุ่มแมส รวมถึงเชื่อว่าต้องมีความผูกพันกับมาม่า ไม่ว่าจะช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิตเช่นกัน”
ด้วยเหตุนี้ เขามองว่าหน้าที่ของพรีเซนเตอร์หรืออินฟลูฯ ไม่ใช่การทำให้คนรักแบรนด์เพิ่มขึ้น
แต่เป็นเพียง “เพื่อนที่ช่วยเล่าว่า มาม่ากำลังทำอะไรสนุกๆ อยู่” เพื่อให้แบรนด์เดินเข้าไปอยู่ในบทสนทนาของผู้คนอย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
และไม่ว่าจะเป็นเพลง คอนเทนต์ วิดีโอ หรือข้อความ มาม่าย้ำเสมอว่าต้องรักษา “ความกลมกล่อมและเป็นธรรมชาติ” ในทุกชิ้นงาน เพราะท้ายที่สุด ต่อให้ใครจะอยู่ที่ไหนหรือผ่านอะไรมาก็ตาม การได้กินมาม่า ก็ยังทำให้ “รู้สึกเหมือนกลับบ้าน”
ความคุ้นเคยนี้เองที่ทำให้ มาม่า ตั้งใจเป็นทั้ง Life Partner และ Safe Zone ของทุกคน
ไม่ใช่แค่ในรสชาติที่คุ้นเคย แต่รวมถึงวิธีสื่อสารและคอนเทนต์ที่ผู้บริโภครับรู้จากแบรนด์ในทุกๆ วันด้วย…

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้
Website : Marketeeronline.co /


