OR เปิดผลงานปี 2025 พร้อมกางแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี (2026-2030) ทุ่มงบลงทุน 5.8 หมื่นล้านบาท มุ่งยกระดับ PTT Station สู่ Lifestyle Station ลุยธุรกิจใหม่ จับมือ CENTEL ทำตลาดโรงแรมราคาประหยัด และเร่งขยายสถานีชาร์จ EV ตั้งเป้าดันยอดผู้ใช้บริการใน OR Ecosystem แตะ 5 ล้านรายต่อวันภายในปี 2030

หม่อมหลวงปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR กล่าวว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปีที่ผ่านมามีแนวโน้มขยายตัวชะลอลง โดยมีปัจจัยขับเคลื่อนหลักจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวที่ฟื้นตัว แต่ยังคงเผชิญแรงกดดันจากหนี้ครัวเรือนที่สูงและภาคการผลิตในบางอุตสาหกรรมที่หดตัว รวมถึงสถานการณ์อุทกภัยในช่วงปลายปี 

ภาพรวมเศรษฐกิจโลกก็มีแนวโน้มชะลอตัวเช่นกัน ท่ามกลางความไม่แน่นอนสูงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง แม้แรงกดดันเงินเฟ้อจะเริ่มคลี่คลายลงในหลายภูมิภาค แต่การฟื้นตัวของภาคการค้าโลกยังคงจำกัด

ท่ามกลางความท้าทายทางเศรษฐกิจดังกล่าว ผลการดำเนินงานในปี 2568 ของ บริษัท ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) หรือ OR มีกำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 47.8% จากปีก่อนหน้า แม้ว่ารายได้ขายและบริการรวมจะอยู่ที่ 658,723 ล้านบาท ลดลง 9.0% ซึ่งเป็นผลมาจากระดับราคาน้ำมันในตลาดโลกที่ปรับตัวลดลงและการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เมื่อเจาะลึกใน “กลุ่มธุรกิจ Mobility” พบว่ารายได้ขายและบริการรวมลดลง 10.2% ตามทิศทางราคาน้ำมันโลกและปริมาณจำหน่ายที่อ่อนตัวลงเล็กน้อย 

อย่างไรก็ตาม กลุ่มธุรกิจนี้ยังคงความแข็งแกร่งด้วย EBITDA ที่เพิ่มขึ้น 21.1% จากการบริหารจัดการกำไรขั้นต้นเฉลี่ยต่อลิตรได้ดีขึ้น 

สำหรับสถานการณ์การใช้น้ำมันในประเทศภาพรวมเฉลี่ยอยู่ที่ 153.98 ล้านลิตรต่อวัน ลดลง 0.5% โดยกลุ่มดีเซลลดลง 2.8% ในขณะที่น้ำมันอากาศยานฟื้นตัวเด่นชัดเพิ่มขึ้น 7.8% จากการท่องเที่ยว 

ทั้งนี้ OR ยังคงรักษาความเป็นผู้นำด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดขายปลีกน้ำมันในไทย ระหว่างเดือนมกราคม – พฤศจิกายน ปี 2025 อยู่ที่ 39.5%

ด้านแผนงานสถานีบริการน้ำมัน OR ยังคงเดินหน้าขยายและปรับปรุงสถานีบริการ PTT Station เพื่อให้ครอบคลุมและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ผู้บริโภค ควบคู่ไปกับการขยายสถานีชาร์จ EV Station PluZ เพื่อรองรับยานยนต์ไฟฟ้า

กลุ่มธุรกิจ Lifestyle มีรายได้ขายและบริการรวม 25,092 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.8% ปัจจัยหลักมาจากการขยายสาขาร้าน Café Amazon และการเติบโตของยอดขายในกลุ่มเครื่องดื่มและอาหาร รวมถึงการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่มีประสิทธิภาพ

ณ สิ้นปี 2568 OR มีเครือข่ายธุรกิจอาหารและเครื่องดื่มรวม 4,851 สาขา นำโดย Café Amazon ในไทย 4,705 แห่ง ซึ่งกระจายตัวทั้งในและนอกสถานีบริการในสัดส่วนใกล้เคียงกัน ส่วนที่เหลือเป็นสาขาต่างประเทศและแบรนด์เสริมอื่น ๆ อีกกว่า 140 แห่ง นอกจากนี้ ยังเสริมความแข็งแกร่งด้วยกลุ่มค้าปลีก Non-Food ทั้งร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven, Jiffy และร้าน found & found รวมอีกกว่า 2,397 สาขา

สำหรับภาพรวมตลาดต่างประเทศ เศรษฐกิจในกลุ่มประเทศเพื่อนบ้านยังคงมีความเปราะบาง โดยกัมพูชาชะลอตัวจากความต้องการในประเทศที่อ่อนแรง สปป.ลาว ยังเผชิญแรงกดดันด้านเงินเฟ้อและค่าเงิน ส่วนฟิลิปปินส์มีการเติบโตจากการบริโภคภาคครัวเรือน

ส่งผลให้ผลการดำเนินงานของกลุ่มธุรกิจ Global ของ OR มีรายได้ขายและบริการรวมลดลง 14.7% โดยได้รับผลกระทบหลักจากสถานการณ์ในกัมพูชา

เพื่อสร้างการเติบโตในอนาคต OR ได้วางแผนการลงทุนระยะ 5 ปี หรือ ปี 2026 – 2030 รวมมูลค่ากว่า 58,000 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นความสำคัญไปที่กลุ่มธุรกิจ Mobility ในสัดส่วนสูงถึง 65.2% ตามด้วยกลุ่ม Lifestyle 16.8%, กลุ่ม Global 12% และกลุ่ม OR Innovation 6% เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับโครงสร้างพื้นฐานและแสวงหาโอกาสใหม่ ๆ 

แผนการลงทุนเฉพาะปี 2026 นั้น ได้ตั้งงบประมาณไว้รวม 18,700 ล้านบาท โดยแบ่งสัดส่วนการลงทุนในกลุ่ม Mobility 55.1% เพื่อปรับปรุงและขยายเครือข่าย กลุ่ม Lifestyle 23% เพื่อขยายสาขาร้านค้าปลีก กลุ่ม Global 7.5% และกลุ่ม Innovation & New Business 14.4% เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านทางธุรกิจ

งบประมาณ 18,700 ล้านบาทให้ความสำคัญกับการลงทุนในกลุ่มธุรกิจ Mobility สูงสุดด้วยงบประมาณกว่า 11,300 ล้านบาท เพื่อยกระดับสถานีบริการ PTT Station ให้ก้าวสู่การเป็น “Lifestyle Station” หรือพื้นที่แบบ Mixed-use ที่ตอบโจทย์การใช้ชีวิตของผู้บริโภคมากกว่าเพียงแค่การเติมน้ำมัน พร้อมทั้งเร่งขยายโครงสร้างพื้นฐานด้านยานยนต์ไฟฟ้า (EV) โดยตั้งเป้าติดตั้งสถานีชาร์จ EV Station PluZ เพิ่มอีกเกือบ 400 จุดภายในปีนี้ เพื่อรองรับเทรนด์การเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า รวมถึงการลงทุนในระบบคลังน้ำมันและท่อส่งปิโตรเลียมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพด้านโลจิสติกส์

ในส่วนของกลุ่มธุรกิจ Lifestyle ได้วางงบลงทุนไว้ประมาณ 4,300 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ Café Amazon ผ่านการบริหารจัดการต้นทุนและประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่โรงคั่วกาแฟไปจนถึงระบบขนส่ง ควบคู่ไปกับการขยายสาขาทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนี้

ส่วนธุรกิจใหม่ เดินหน้ากลยุทธ์สำคัญในการจัดตั้งบริษัทร่วมทุนเพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด (Budget Hotel) โดย OR ดำเนินการผ่านบริษัทย่อยคือ บริษัท มอดูลัส เวนเจอร์ จำกัด (Modulus) ถือหุ้น 49% ร่วมกับ บริษัท โรงแรมเซ็นทรัลพลาซา จำกัด (มหาชน) (CENTEL) ที่ถือหุ้น 51% ด้วยเงินลงทุนเริ่มแรกของ Modulus ไม่เกิน 346 ล้านบาท 

แผนงานในเฟสแรกเตรียมสร้างโรงแรมจำนวน 6 แห่ง แห่งละไม่เกิน 80 ห้อง ในทำเลศักยภาพทั้ง กรุงเทพฯ, ภูเก็ต, ชลบุรี, หาดใหญ่, อยุธยา และกาญจนบุรี ซึ่งส่วนใหญ่จะตั้งอยู่ในพื้นที่สถานีบริการ PTT Station มีกำหนดเริ่มก่อสร้างไตรมาส 2 ปี 2026 และเปิดให้บริการไตรมาส 2 ปี 2027 

ตั้งเป้าอัตราการเข้าพักไว้ที่ 70–80% ในระดับราคาเฉลี่ย 800 บาทต่อคืนสำหรับต่างจังหวัด และ 1,200–1,300 บาทต่อคืนสำหรับกรุงเทพฯ เพื่อตอบสนองวิถีชีวิตแบบ All Lifestyles และเติมเต็มระบบนิเวศของ OR ให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น

ด้านนวัตกรรม OR เร่งยกระดับแอปพลิเคชัน blueplus+ สู่การเป็น Super App เพื่อเชื่อมโยงและวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้ากว่า 14 ล้านราย สำหรับการนำเสนอบริการแบบเจาะจงรายบุคคล

ขณะที่กลุ่มธุรกิจต่างประเทศได้ปรับแผนเน้นบริหารจัดการต้นทุนและชะลอการลงทุนในประเทศที่มีความเสี่ยง โดยหันไปโฟกัสการเติบโตในตลาดที่มีเสถียรภาพด้วยการนำโมเดลความสำเร็จจากไทยไปปรับใช้แทน

เป้าหมายสำคัญของแผนการลงทุนระยะยาว 5 ปีหลังจากนี้ คือการดึงดูดผู้มาใช้บริการในระบบนิเวศทางธุรกิจ หรือ OR Ecosystem ให้เพิ่มมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีผู้ใช้บริการเฉลี่ยอยู่ที่ 3.9 ล้านรายต่อวัน 

OR คาดหวังที่จะขยายฐานผู้ใช้บริการให้เพิ่มขึ้นเป็น 5 ล้านรายต่อวันภายในปี 2030 โดยใช้แอปพลิเคชัน blueplus+ เป็นเครื่องมือดิจิทัลสำคัญในการเชื่อมโยงและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า

แนวโน้มเศรษฐกิจไทยปี 2026 คาดว่าจะขยายตัวในระดับต่ำราว 1.5% ซึ่งต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีความเสี่ยงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกและปัญหาหนี้ครัวเรือน แต่ยังได้รับแรงหนุนจากภาคการท่องเที่ยวและการลงทุนภาคเอกชน 

OR ตั้งเป้าหมายการเติบโตในปี 2026 ให้สอดคล้องกับทิศทาง GDP ของประเทศ โดยมุ่งเน้นการรักษาส่วนแบ่งการตลาดในกลุ่ม Mobility และสร้างการเติบโตต่อเนื่องในกลุ่ม Lifestyle แม้ว่ากลุ่ม Global อาจยังต้องใช้เวลาในการฟื้นตัวจากปัจจัยเฉพาะในแต่ละประเทศ