ในอดีต ผู้คนส่วนใหญ่ต่างเคยผ่านช่วงเวลาเฝ้ารอให้ถึงวันที่อายุครบเกณฑ์ตามกฎหมาย เพื่อที่จะสามารถเข้าไปในสถานบันเทิงได้ ซึ่งสะท้อนว่าเป็นผู้ใหญ่แล้วและดูแลตัวเองหลังกินดื่มได้

แต่มาปัจจุบันทิศทางกลับตรงกันข้าม เมื่อบรรดาสถานบันเทิงมีการจำกัด “จำกัดอายุสูงสุด” (Age Cap) หรือไม่ให้ลูกค้าที่อายุเกินเข้า 

เมื่อมกราคมมี่ผ่านมาสื่อญี่ปุ่น รายงานว่า Tori Yaro Dogenzaka ร้านกินดื่มราคาย่อมเยาหรืออิซากายะ แห่งหนึ่งในย่านชิบูย่าของกรุงโตเกียว ได้ขึ้นป้ายขนาดใหญ่ว่า “จำกัดการเข้าใช้บริการเฉพาะลูกค้าที่มีอายุระหว่าง 29 ถึง 39 ปีเท่านั้น” โดยให้เหตุผลชัดเจนว่าเป็นสถานบันเทิงสำหรับคนรุ่นใหม่ (Under 40-only) 

แม้ในรายละเอียดตัวอักษรเล็กๆ จะมีการระบุข้อยกเว้นไว้บ้าง เช่น ลูกค้าที่อายุเกินสามารถเข้าได้หากมีเพื่อนในกลุ่มที่อายุไม่ถึง 39 ปี หรือเป็นครอบครัวของพนักงาน แต่นี่คือการส่งสัญญาณว่า “ไม่ต้อนรับรุ่นใหญ่” นั่นเอง 

ฝ่ายประชาสัมพันธ์ของร้านเผยเหตุผลที่เหล่า Gen Y ตอนปลายขึ้นไปได้ยินแล้วต้องเจ็บปวดว่า ลูกค้าอายุมากมักจะมีพฤติกรรมขัดกับบรรยากาศของร้าน เช่น ชอบร้องเรียนเรื่องเสียงดังหรือการบริการที่ไม่เป็นทางการ

ดังนั้นการตัดกลุ่มเป้าหมายนี้ออกไปจึงเป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการรักษา Vibe หรือบรรยาในร้านให้คงความสนุกสนานในแบบที่คนหนุ่มสาว กลุ่ม Gen Z และ Gen Y ส่วนใหญ่ต้องการ

อย่างไรก็ตาม ญี่ปุ่นไม่ใช่ประเทศแรกที่ขึ้นป้ายลักษณะนี้ และประเทศที่เริ่มไปก่อน “จำกัด” อายุมากกว่าในญี่ปุ่นด้วย 

ในย่านฮงแดของเกาหลีใต้ซึ่งเป็นศูนย์กลางของวัยรุ่นและนักศึกษา บาร์และคลับหลายแห่งมีการตั้งกฎเหล็กห้ามผู้ที่มีอายุเกิน 30 ปีเข้าใช้บริการ และในบางสถานที่ที่เคร่งครัดมากๆ เพดานอายุถูกกดต่ำลงมาเหลือเพียง 25 ปีเท่านั้น 

ยิ่งไปกว่านั้นยังมีร้านอาหารหรือร้านกาแฟที่ห้ามเด็กเล็กเข้า (No Kids Zones) และฟิตเนสที่ไม่ให้กลุ่ม “อาจุมม่า” หรือคนสูงวัยเข้า (No Senior Zones) เพื่อกันไม่ให้คนแต่กลุ่มมาสร้างรำคาญต่อลูกค้าส่วนใหญ่ภายในร้าน จนเป็นประเด็นดราม่าในสังคมเกาหลีใต้อยู่พักใหญ่ก่อนหน้านี้  

ในมุมมองของผู้บริโภค ความคิดเห็นแตกออกเป็นสองฝ่ายอย่างชัดเจน โดยฝ่ายที่คัดค้านมองว่า “อายุทางกาย” ไม่สามารถบ่งบอกหรือพฤติกรรมส่วนบุคคลหรืออายุทางใจได้ ดังนั้นการเหมารวมว่าคนอายุเกิน 40 ปีจะทำลายบรรยากาศร้านจึงเป็นทัศนคติที่คับแคบ 

ในขณะที่ฝ่ายที่เห็นด้วยกลับมองว่านี่คือสิทธิ์ของเจ้าของร้านในการเลือกกลุ่มเป้าหมาย เพื่อให้ถูกใจลูกค้ากลุ่มหลักมากสุด 

ดังที่มีชาวเน็ตรายหนึ่งโพสต์ความเห็นไว้อย่างเจ็บแสบว่า หากคุณรู้สึกว่าที่นี่เสียงดังเกินไป นั่นไม่ใช่เพราะร้านผิด แต่เป็นเพราะ “คุณแก่เกินไปแล้ว” ต่างหาก 

อย่างไรก็ตาม ในแง่ของกฎหมายยังไม่มีข้อบังคับใดที่สามารถรับรองการจำกัดอายุในลักษณะนี้ได้อย่างเป็นรูปธรรม การตรวจอายุจึงมักขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของพนักงานในการดูว่า สอดคล้องกับวัยของลูกค้ามากกว่าตัวเลขในบัตรประชาชนเพียงอย่างเดียว

การแบนคนวัย 40 อัพ ในสถานบันเทิงแถบเอเชียตะวันออกนี้ สะท้อนให้เห็นถึงรอยร้าวที่ลึกขึ้นระหว่างคนต่างรุ่นที่ต้องการพื้นที่พักผ่อนที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของตนเองโดยปราศจากการรบกวนจากกลุ่มคนที่มีค่านิยมต่างกัน 

แม้ในขณะนี้ปรากฏการณ์ดังกล่าวยังเป็นเพียงจุดเล็กๆ และยังไม่น่าจะกลายเป็นเทรนด์ใหญ่ของสังคมที่ต้องพึ่งพาเม็ดเงินจากคนทุกเพศทุกวัย แต่การขึ้นป้ายห้ามเหล่านี้ก็เป็นเครื่องเตือนใจว่า ในอนาคตร้านกิน-ดื่มและผับบาร์ อาจไม่ได้เปิดกว้างสำหรับทุกคนเสมอไป 

ซึ่งยังเป็นสื่อด้วยว่า “อายุ” อาจกลายเป็นกำแพงด่านใหม่ที่คอยกั้นขวางการมีส่วนร่วมเพียงเพราะค่านิยมเรื่องบรรยากาศที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย / timeout