M Studio ฉายภาพตลาดหนังไทย ปี 2025 ชะลอตัวจากจังหวะเวลาที่ปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจ ภัยธรรมชาติ และไลน์อัปหนังลดลง เกิดขึ้นพร้อมกัน แต่มองปีนี้ ตลาดจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง หลังค่ายหนังไทยเร่งสร้างวัฒนธรรมการดูหนังที่ต่อเนื่องคล้ายกับโมเดลของฮอลลีวูด ด้วยไลน์อัปหนังไทยเข้าฉายตลอดปีนี้ กว่า 60 เรื่อง
| ตลาดภาพยนตร์ไทยกลับมาเขย่าโรง ส่งหนังฉายมากสุดรอบหลายปี
ลุยตลาดโลกต้องใช้แบรนด์ “หนังผีไทย” |
|||
| สัดส่วนหนังฉายโรงภาพยนตร์ ปี 2025 | จำนวนบัตรชมภาพยนตร์ (ล้านใบ) | จำนวนเรื่อง | |
| หนังฮอลลีวูด | 16.5 | 140 | |
| หนังไทย | 11.1 | 52 | |
| หนังจากประเทศอื่น ๆ | 4.6 | 174 | |
| รวมทั้งหมด | 32.2 | 366 | |
| จำนวนหนังไทยเข้าฉายในรอบ 5 ปีหลังสุด | ปี 2022 ที่ 42 เรื่อง, 2023 ที่ 53 เรื่อง, 2024 ที่ 54 เรื่อง, 2025 ที่ 52 เรื่อง, 2026 (คาดการณ์) ไม่ต่ำกว่า 60 เรื่อง | ||
| สัดส่วนรายได้สตูดิโอไทยที่ผลิตหนังไทยและรับจัดจำหน่ายหนังไทย | |||
| สตูดิโอ | สัดส่วนจากรายได้รวมปี 2024 ที่ 2,438 ลบ. จากหนัง 54 เรื่อง | สตูดิโอ | สัดส่วนจากรายได้รวมปี 2025 ที่ 1,518 ลบ. จากหนัง 52 เรื่อง |
| M Studio | 54% | M Studio | 61% |
| GDH | 22% | สหมงคลฟิล์ม | 10% |
| ไฟว์สตาร์ | 8% | GDH | 8% |
| เนรมิตรหนัง | 7% | ไฟว์สตาร์ | 7% |
| อื่น ๆ | 9% | อื่น ๆ | 14% |
| Marketeer FYI : ปี 2025 มีหนังไทยที่ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท 5 เรื่อง ดังนี้ ธี่หยด 3 (456 ลบ.), ข้างบ้าน (125 ลบ.), เสือ (125 ลบ.), ซองแดงแต่งผี (101 ลบ.), เดอะ สโตน พระแท้ คนเก๊ (100 ลบ.) และคาดการณ์ปี 2026 จะมีหนังไทยเข้าฉายไม่ต่ำกว่า 60 เรื่อง | |||
| ที่มา : M Studio, มกราคม 2026 | |||
คุณสุรเชษฐ์ อัศวเรืองอนันต์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เอ็ม สตูดิโอ จำกัด หรือ M Studio กล่าวว่า ในปีที่ผ่านมา ตลาดหนังไทยมีมูลค่ารวมราว 1,518 ล้านบาท จากหนัง 52 เรื่อง และมีหนังที่ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท 5 เรื่อง ชะลอตัวชัดเจนจากปี 2024 ที่มีมูลค่าราว 2,438 ล้านบาท จากหนัง 54 เรื่อง และมีหนังที่ทำรายได้ทะลุ 100 ล้านบาท 8 เรื่อง ไม่ว่าจะเป็น ธี่หยด 2, หลานม่า, พี่นาค, อนงค์, วิมานหนาม, หอแต๋วแตกสัปะหยด, เทอม 3, วัยหนุ่ม 2544
การชะลอตัวของตลาดหนังไทยในปีที่ผ่านมา มองว่ามาจากจังหวะเวลาที่ปัจจัยลบด้านเศรษฐกิจและภัยธรรมชาติเกิดขึ้นพร้อมกัน ตลอดจนจำนวนหนังทำเงินระดับปรากฏการณ์ลดลง ซึ่งถือเป็นธรรมชาติของตลาดหนัง เพราะขึ้นอยู่กับไลน์อัปหนังในแต่ละปี จึงเป็นวัฏจักรปกติที่บางปีอาจมีหนังบล็อกบัสเตอร์น้อยกว่าอีกปี
อย่างไรก็ตาม ในปี 2026 บริษัทมองว่าตลาดหนังไทยจะกลับมาคึกคักอีกครั้ง ทั้งในเชิงปริมาณ คุณภาพ และความหลากหลายของคอนเทนต์ เนื่องจากเป็นปีที่แทบทุกค่ายมีหนังไฮไลต์ มีหนังแชมป์ของตัวเอง ตลอดจนแนวหนังมีความชัดเจนมากขึ้น
ซึ่งหากมองทิศทางของตลาดหนังไทยในการวางตำแหน่งตัวเองบนสนามที่มีความแข็งแรงของงานโปรดักชันและคุณภาพการถ่ายทำของหนังฮอลลีวูด ที่มีงบประมาณการลงทุนต่อเรื่อง ระดับ 200-300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 7,000-10,000 ล้านบาท) เมื่อเทียบกับหนังไทยที่มีงบลงทุนเฉลี่ยเรื่องละ 30-40 ล้านบาท แม้ปัจจุบันจะเริ่มมีการขยับสเกลการลงทุนสูงขึ้นแตะหลัก 100 ล้านบาทในบางเรื่อง เช่น นาคี หรือ สมิงเขาขวาง
การขยายตลาดของหนังไทย จึงต้องแข่งด้วยบทภาพยนตร์และความคิดสร้างสรรค์ที่สดใหม่ โดยใช้จุดเด่นด้านวัฒนธรรมและรสนิยมที่คนไทยและตลาดโลกเริ่มเปิดรับ เช่น หนังผีหรือหนังระทึกขวัญ ที่มีความได้เปรียบในการแข่งขันสูง เพราะเป็นแนวที่มอบประสบการณ์ร่วมในโรงภาพยนตร์ เปรียบเสมือนการนั่งรถไฟเหาะในสวนสนุก ที่ผู้คนต้องการกรี๊ดและตกใจไปพร้อมกับเพื่อนหรือคนรัก ซึ่งเป็นความรู้สึกที่หาไม่ได้จากการดูคนเดียวที่บ้าน
และในมุมมองของตลาดต่างประเทศ “หนังผีไทย” ยังเปรียบเหมือนอาหารไทย คือต้องเผ็ดหรือแซ่บ ซึ่งในบริบทของหนังคือ ความน่ากลัวและตื่นเต้น ทำให้หนังผีไทยเป็นรสชาติสากลที่ขายง่าย และหนังผียังใช้ภาษาภาพและความกลัวที่เป็นสากล
ทั้งการที่ผู้สร้างไทยกล้าทำหนังผีในรูปแบบใหม่ ๆ ที่ไม่ใช่แค่ขายความตลกหรือความหลอนเพียงอย่างเดียว อย่างเช่น “ธี่หยด” หนังผีซึ่งผสมผสานความเป็นหนังแอ็กชันเข้าไป ก็ยิ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อต่างชาติกล้าลงทุนซื้อไปฉาย
นอกจากนั้น บริษัทยังมองว่าตลาดหนังไทยหลังจากนี้ ยังจะได้รับแรงส่งเสริมที่ดีจากการที่ในอดีตคนไทยมักเลือกดูหนังฮอลลีวูดเป็นตัวเลือกแรก เพราะมั่นใจในคุณภาพของหนังและทีมนักแสดงที่ดึงดูด แต่จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นช่วงวิกฤตโรคระบาดที่ทำให้คนดูเปิดใจรับคอนเทนต์ที่หลากหลายขึ้นผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ไม่ว่าจะเป็นซีรีส์เกาหลี หนังอินเดีย หนังไทย
ตลอดจนผู้สร้างหนังไทย ได้มีเวลาหยุดคิดและศึกษาคอนเทนต์กลุ่มฮอลลีวูดและเกาหลี ในช่วงวิกฤตโรคระบาด ทำให้เห็นความสำคัญของบทภาพยนตร์ที่ลึกซึ้งและการลงทุนด้านโปรดักชัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าการดูสตรีมมิ่งที่บ้าน
อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา ส่วนสำคัญในความสำเร็จของหนังฮอลลีวูดเกิดจากการมีหนังบล็อกบัสเตอร์เข้าฉายอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ทำให้ตลาดคึกคักอยู่เสมอ ในขณะที่หนังไทยในอดีตมักมาเป็นช่วง ๆ หรือขาดตอน
ทั้งการนำหนังไทยไปฉายโรงภาพยนตร์ในต่างประเทศมีความท้าทายสูงกว่าการขายละครลงทีวี เพราะผู้ซื้อต้องลงทุนค่าทำการตลาดและการประชาสัมพันธ์ ซึ่งบางครั้งสูงกว่าค่าลิขสิทธิ์หนัง
ทำให้ในปี 2026 บริษัทจึงประเมินว่าตลาดหนังไทยจะมีหนังเข้าฉายทั้งหมด ไม่ต่ำกว่า 60 เรื่อง ซึ่งถือเป็นจำนวนที่มากที่สุดในรอบหลายปี สะท้อนความตื่นตัวของผู้ผลิตและการเติบโตของอุตสาหกรรมที่ต้องการสร้างฐานแฟนคลับหนังไทยให้แข็งแกร่ง และสร้างความเชื่อมั่นให้กับตลาดต่างประเทศ
ในส่วนของ M Studio หลังจากนี้ มีแผนผลิตและจัดจำหน่ายภาพยนตร์ราว 20 เรื่องต่อปี ซึ่งถือเป็นสัดส่วนที่มีนัยสำคัญในการขับเคลื่อนตลาด หวังสร้างวัฒนธรรมการดูหนังที่ต่อเนื่องให้ผู้ชมคล้ายกับโมเดลของฮอลลีวูด และยังจะผนึกกำลังพันธมิตรอีกหลากหลายค่าย เพื่อขยายฐานผู้ชมให้ครอบคลุมที่สุด
โดยบริษัทจะมุ่งวางรากฐานสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยยุทธศาสตร์ใหม่ เปลี่ยนจาก ‘คนทำหนัง’ สู่ ‘ผู้สร้าง Content & IP Creator’ เต็มรูปแบบ โดยเน้นสร้างมูลค่าเพิ่มให้ภาพยนตร์เป็นทรัพย์สินทางปัญญา (IP) ที่ทำเงินได้มากกว่าแค่ยอดขายตั๋วหนัง
ยึดโมเดลความสำเร็จของ “ธี่หยด” ที่สามารถขายลิขสิทธิ์ไปฉายกว่า 30 ประเทศทั่วโลก และต่อยอดเป็นบ้านผีสิงร่วมกับ Universal Studios Singapore
โดย M Studio ยังได้เซ็น MOU กับ Showbox Corp หนึ่งในสตูดิโอและผู้จัดจำหน่ายหนังชั้นนำของประเทศเกาหลีใต้ เพื่อนำเม็ดเงินลงทุนและบทหนังมาตรฐานสากลมาผสานกับโปรดักชันไทย ผลิตหนังไทยคุณภาพส่งออกสู่ตลาดอาเซียนและระดับโลก
สำหรับไฮไลต์หนังไทยในปี 2026 ของ M Studio ประเดิมด้วย “กิ่งแก้ว” ที่เพิ่งเข้าฉายไป ตามมาด้วยโปรเจกต์ฟอร์มยักษ์อย่าง “ครุฑา นาคี (นาคี 3)” (เข้าฉาย 22 ต.ค.)
การขยายจักรวาลธี่หยดใน “สมิงเขาขวาง” (เข้าฉาย 30 ก.ย.) ที่จะพาไปเจาะลึกชีวิตวัยทหารและจุดเริ่มต้นความรักของ “ยักษ์” (รับบทโดย ณเดชน์ คูกิมิยะ) พร้อมด้วย “สุขสุดท้าย” (เข้าฉาย 25 มิ.ย.) หนังแอ็กชัน-สยองขวัญจากทีมผู้สร้างเดียวกัน
ด้านภาพยนตร์ความร่วมมือกับพันธมิตร เตรียมส่ง “God Skin” (เข้าฉาย 27 ส.ค.) ที่เป็นการร่วมทุนสร้างกับ Workpoint และ “EXCHANGE เรียน แลก ผี” (เข้าฉาย 5 พ.ย.) ร่วมทุนสร้างกับ Plan B โปรเจกต์ที่ได้รับความสนใจสูงจากตลาดต่างประเทศ ตลอดจนการกลับมาของหนังตลกทำเงินอย่าง “อีเรียมซิ่ง 2” (เข้าฉาย 24 ธ.ค.)
