คุณเคยทำใครหล่นหายระหว่างทางที่เติบโตหรือเปล่า
เคยลองนั่งทบทวนชีวิตแล้วนึกขึ้นมากันไหมว่า มีเพื่อนหรือมีคนเคยรู้จักบางคน ทำไมเดี๋ยวนี้ไม่เคยเจอหน้าเลย เหมือนคุณกับเขาหายไปจากวงโคจรของกันและกัน
อยู่ดี ๆ ก็ไม่สนิท ไม่ทันได้เซย์กู๊ดบาย ไม่มีอะไร แค่เลือนหายไปอย่างเงียบงัน
ซึ่งบางทีคน ๆ นั้นที่ว่าอาจจะยังอยู่ในจังหวัดเดียวกัน เมืองเดียวกัน หรือแม้แต่อยู่ละแวกบ้านเดียวกัน แต่คุณไม่แม้แต่จะบังเอิญเจอที่ซูเปอร์มาร์เก็ตใกล้บ้าน หรือพบเจอกันที่สวนสาธารณะเลย เหมือนกับเขาได้อันตรธานหายไป
มันมีทฤษฎีที่ตอบเรื่องนี้ได้ชื่อว่า “The Last Meeting Theory”
ในทุกความสัมพันธ์ไม่ว่าพบเจอกันเพียงสั้น ๆ หรือพบพานกันยาวนาน ล้วนแต่เป็นส่วนหนึ่งของเส้นทางชีวิตทั้งนั้น ทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตคุณมีเหตุและผลเสมอ บางครั้งเข้ามาเพื่อสอนบางสิ่ง บางทีเข้ามาให้เราเรียนรู้บางอย่าง เมื่อความสัมพันธ์ได้ทำหน้าที่ของมันเสร็จสิ้นแล้ว จักรวาลก็จะเข้ามาแทรกแซง แล้วจัดสรรคุณกับพวกเขาให้ไปในเส้นทางของแต่ละคน
แม้ว่าคุณจะยังอาศัยอยู่เมืองเดียวกัน แม้ว่าจะยังมีกลุ่มเพื่อนเดียวกัน แต่ก็อาจไม่มีโอกาสได้เจอคนๆ นั้นอีกแล้ว
ฟังดูเป็นเรื่องเศร้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากการแยกจากนั้นเกิดขึ้นโดยไม่ได้เอ่ยคำร่ำลาใด จนบางทีก็อาจทำให้เราคิดว่าทำอะไรผิดรึเปล่า แต่ไม่ต้องไปหาคำตอบหรอก วันหนึ่งคุณจะเข้าใจเองว่ามันก็แค่บทหนึ่งของชีวิต
สิ่งที่ยอมรับได้ยากที่สุดคือคนบางคนที่เคยมีความหมายต่อคุณมาก กลายเป็นคนแปลกหน้าที่จะไม่วนมาเจอกันอีกต่อไป แต่ทฤษฎีนี้ก็ยังมีมุมสวยงามเช่นกัน มันทำให้เราหยุดไล่ตามคนที่ไม่อยากอยู่ ปล่อยเขาคนนั้นที่ไม่ได้จะเดินบนเส้นทางเดียวกันไป
ชีวิตบนโบกี้รถไฟ
ชีวิตคนเราเหมือนการเดินทางบนรถไฟ เมื่อจอดสถานีหนึ่งผู้คนเดินไปมาขวักไขว่ บางคนย่างกรายขึ้นมาบนโบกี้ของคุณ ได้พูดคุยถามไถ่ ไม่ทันไรก็โบกมือลา คนแวะเวียนสัญจรผลัดกันไปมา เหลือเพียงไม่กี่ท่านที่จะโดยสารไปจนถึงป้ายสุดท้ายกับคุณ บางครั้งเศร้ากว่านั้นก็อาจเหลือเพียงคุณคนเดียว
หลังจากการพบกันครั้งนั้นพวกเขาก็หายไปจากชีวิตคุณ นั่นแหละคือ ‘ทฤษฎีการพบกันครั้งสุดท้าย’ หน้าที่ของพวกเขาคือการชี้นำคุณ ณ ช่วงเวลานั้นของชีวิต
เมื่อคุณโตขึ้น ทัศนคติเปลี่ยนไป ลำดับความสำคัญในชีวิตก็เปลี่ยนตาม ตัวตนใหม่เริ่มขึ้น เคยไหมที่กลับไปเจอเพื่อนบางคนแล้วรู้สึกพูดกันคนละภาษา มันคือความรู้สึกจูนกันไม่ติด เพราะทัศนคติการมองโลกต่าง ๆ เริ่มไม่เหมือนเมื่อก่อนแล้ว นั่นทำให้ทำไมเราเริ่มห่างเหินกับเพื่อนบางคนไปอย่างช้า ๆ
ลาจากกันครั้งนี้
ทฤษฎีการพบกันครั้งสุดท้าย เป็นวิธีคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ในเชิงจิตวิญญาณ เพราะสมองของเราต้องการคำอธิบายเมื่อคนที่สำคัญค่อย ๆ หายไปจากชีวิต
ในทางจิตวิญญาณการที่คน ๆ หนึ่งหายไปเชื่อมโยงกับความเชื่อที่ว่าบางคนถูกกำหนดให้เข้ามาและจากไปในเวลาที่เหมาะสม
ทฤษฎีนี้อาจไม่ใช่คำตอบของทุกการหายไปของใครสักคน แต่ก็เป็นแนวคิดที่ดีที่ทำให้เรามูฟออนจากเรื่องที่ทำให้ขุ่นข้องหมองใจ
วันนี้อาจเป็นวันที่คุณไปส่งคนรักที่สนามบิน เหมือนเช้าดี ๆ ในทุกวัน มีเสียงหัวเราะ อบอวลไปด้วยกลิ่นอายอบอุ่น แต่นั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายก่อนที่แชทสนทนาจะว่างลง และวันต่อ ๆ มาก็ไร้ข้อความตอบกลับ กลายเป็นการพบกันครั้งสุดท้าย ถ้ารู้มาก่อนว่านั่นจะเป็นครั้งสุดท้าย จะพูดอะไรที่ต่างออกไป หรือกอดให้แน่นที่สุดหรือไม่
ทฤษฎีนี้จึงเป็นอีกแนวคิดหนึ่งให้คุณใช้ชีวิตอย่างมีสติ เพราะคนมักคิดว่าจะมีครั้งต่อไปเสมอ ตระหนักว่าชีวิตนั้นเป็นเรื่องไม่แน่นอนเพียงใด เราต่างเก็บงำความรู้สึกไว้มากมาย เก็บคำพูดดี ๆ ไว้ทีหลัง คิดว่าคำขอโทษรอได้
การพบพานบางครั้งยาวนาน บางคราชั่วพริบตา
จักรวาลมีวิธีเคลียร์พื้นที่เมื่อถึงเวลาที่เราต้องเติบโต และทำให้แน่ใจว่าเส้นทางของคนทั้งสองจะไม่มาบรรจบกันอีก ไม่ใช่เพราะความโหดร้ายแต่เพราะบทเรียนนั้นได้จบลงแล้ว และถึงเวลาที่ต้องก้าวต่อไป
“อย่าร้องไห้เพราะมันจบลง จงยิ้มเพราะมันเคยเกิดขึ้น”
อาจเป็นการปิดฉากแสนเรียบง่าย ไม่มีคำบอกลา ไม่มีพลุไฟ
แค่หายไปจากชีวิตของกันและกันอย่างเงียบงัน
.
และจากกันโดยสมบูรณ์
อ้างอิง : Unwritten, Medium, yourtango, Tiktok
