“ไม่ได้เป็นอะไร”
“ไม่มีอะไร”
“กินอะไรก็ได้”
ต่อให้คุณเข้าใจภาษาไทย ก็ไม่มีทางเข้าใจประโยคนี้อยู่ดี
บนโลกนี้มี “ภาษา” อยู่มากกว่า 7,150 ภาษา ที่ใช้พูดกันทั่วโลกนั้น อ้างอิงจาก Ethnologue: Languages of the World แต่ตัวเลขนี้เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา เนื่องจากมีภาษาใหม่เกิดขึ้นหรือหายไปเสมอ
ภาษาหลัก ๆ ที่มีผู้พูดเป็นส่วนใหญ่ทั่วโลก อาทิ ภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ภาษาเยอรมัน ภาษารัสเซีย ภาษาฮินดี ภาษาฝรั่งเศส เป็นต้น
แต่จริง ๆ แล้วบนโลกใบนี้อาจไม่ได้มีอยู่เพียง 7,100 ภาษาเท่านั้น แต่มีอยู่เท่าจำนวนประชากรโลกเลยล่ะ เพราะอะไรน่ะหรือ
ก็เพราะมนุษย์ทุกคนต่างมีภาษาเป็นของตัวเอง พวกเขามีสิ่งที่อยากจะสื่อสารในรูปแบบของตัวเองทั้งนั้น
เมื่อเป็นเช่นนั้น ‘ภาษา’ จึงเป็นสิ่งที่ยากเกินจะทำความเข้าใจยิ่งไปอีก
รู้หรือไม่ว่า เหตุผลของการหย่าร้างส่วนใหญ่ คือ ความไม่เข้าใจกันอันเนื่องมาจากการตีความสิ่งที่คนรักพยายามจะสื่อสารผิดไป
สำนักทนายความด้านการหย่าร้างในซานดิเอโก สหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่า สถิติการหย่าร้างสำหรับปี 2024 ที่ได้รวบรวมข้อมูลสถิติ การศึกษา และข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการหย่าร้างเกือบทั้งหมด ระบุว่า เกือบ 50% ของการแต่งงานทั้งหมดในสหรัฐอเมริกาจะจบลงด้วยการหย่าร้างหรือการแยกทาง ซึ่งสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่มีอัตราการหย่าร้างสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก
ถ้าถามว่าการหย่าร้างเกิดขึ้นบ่อยแค่ไหนในสหรัฐอเมริกา คือทุก ๆ 16 วินาที จะมีการแต่งงานเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา 1 งาน ซึ่งเท่ากับ 230 งานต่อชั่วโมง 38,762 งานต่อสัปดาห์ และ 2,015,603 ครั้งต่อปี
แต่ทุกๆ 42 วินาที จะมีการหย่าร้างเกิดขึ้น 1 ครั้ง ซึ่งเท่ากับ 86 ครั้งต่อชั่วโมง 2,046 ครั้งต่อวัน 14,364 ครั้งต่อสัปดาห์ และ 746,971 ครั้งต่อปี (ข้อมูลนี้คำนวณใหม่โดยอิงจากตัวเลขการหย่าร้างที่เพิ่งเผยแพร่จาก CDC ปี 2019 ตัวเลขที่แท้จริงอาจสูงกว่านี้ เนื่องจากข้อมูลที่เผยแพร่ครอบคลุมเฉพาะข้อมูลจาก 44 รัฐเท่านั้น)
หรือในภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่องหนึ่ง (ความยาว 2 ชั่วโมง) จะมีการหย่าร้างเกิดขึ้นมากกว่า 172 ครั้ง
ขณะที่เมื่อมองย้อนกลับมาในไทย อัตราการหย่าร้างในไทยปี 2568 พบว่ามีแนวโน้มสูงถึง 1 ใน 3 ของการสมรส และอาจมีการจดทะเบียนหย่าสูงถึง 140,000 คู่ต่อปี
อันดับเหตุผลที่ทำให้คนตัดสินใจหย่าร้างกันในสหรัฐอเมริกา สาเหตุแรกคือ ขาดความมุ่งมั่น (Lack of commitment) สูงถึง 73% ซึ่งสภาวะนี้สามารถอธิบายความได้ว่าคนรักขาดความมุ่งมั่นต่อกัน ไม่ทุ่มเทเหมือนอย่างก่อน ไม่มีความสม่ำเสมอ อาจเพราะความห่างเหินทางอารมณ์ ปัญหานี้สามารถแก้ไขได้โดยการจับเข่านั่งคุยกัน ปรับปรุงการสื่อสาร
และอีกสาเหตุแห่งการเลิกราคือ โต้เถียงกันมากเกินไป 56% (ผู้ตอบแบบสอบถามมักระบุเหตุผลมากกว่าหนึ่งข้อ ดังนั้นเปอร์เซ็นต์โดยรวมจึงมากกว่า 100%)
เห็นได้ชัดเลยว่า ‘การสื่อสาร’ คืออุปสรรคก้อนใหญ่ในความสัมพันธ์ของคู่รัก
หากขาดการสื่อสารที่ดีต่อกัน รักเพียงใดก็รั้งใครไว้ไม่ได้
มักจะมีคำพูดหนึ่งที่พบได้บ่อยในโลกอินเทอร์เน็ตว่า “ภาษาผู้หญิงเป็นสิ่งเข้าใจยาก”
เมื่อค้นหาบทความต่างประเทศก็มีไม่น้อยที่พูดถึงเรื่องนี้ อาทิ ฮาวทูทำความเข้าใจภาษาผู้หญิง, เธอพูดอย่างนี้แปลความอย่างไรได้บ้าง, ภาษามีผลต่อความรัก, ถอดรหัสความหมายที่ซ่อนเร้นในภาษาของผู้หญิง และอีกมากมาย สะท้อนว่านี่น่าจะเป็นสิ่งสากลที่พบได้ทุกประเทศ เพราะมันมีสิ่งที่คนเรียกว่า “Women’s Language” อยู่
คำถามที่ว่า “มีอะไรหรือเปล่า?” แล้วเธอตอบกลับมาว่า “ไม่มีอะไร” จริงๆ คือมีหลายอย่าง… และโปรดพยายามเค้นคำตอบจากฉันต่อไป ไม่ว่าฉันจะพูดว่าไม่มีก็ตาม อ่านมาถึงตรงนี้คุณอาจขมวดคิ้วแล้วได้แต่นึกสบถในใจ แต่ก็นั่นแหละ
เพราะความรักเกิดขึ้นง่าย แต่รักษาไว้ยาก หากคุณอยากยืดระยะความสัมพันธ์ให้ยืนยาวก็ต้องเรียนรู้กันต่อไป
ทฤษฎีสามเหลี่ยมแห่งรัก
มีทฤษฎีเกี่ยวกับความรักชื่อว่า Triangular Theory of Love ของ Robert Sternberg คือทฤษฎีทางจิตวิทยาที่อธิบายว่า ความรักประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ ความใกล้ชิด (Intimacy), ความหลงใหล (Passion), และ ความมุ่งมั่น (Commitment)
ซึ่งเมื่อรวมกันในสัดส่วนที่ต่างกันจะก่อให้เกิดความรัก 8 รูปแบบ และรูปแบบที่สมบูรณ์ที่สุดคือ “รักที่สมบูรณ์แบบ” (Consummate Love)
ซึ่งการจะทำให้ความรักมีองค์ประกอบครบทั้ง 3 นั้นเป็นเรื่องยาก เพียงแค่องค์ประกอบเดียวอย่างความใกล้ชิด (Intimacy) คือการเชื่อมโยงทางอารมณ์ ความผูกพัน การเข้าใจซึ่งกันและกัน ก็ไม่ง่ายแล้ว
การทำความเข้าใจสิ่งที่คนรักพยายามจะสื่อสารผ่านภาษาจึงเป็นเรื่องจำเป็นอีกอย่างหนึ่งในการจะทำความเข้าใจซึ่งกันและกัน การพยายามทำความเข้าใจเจตนาที่แท้จริงเบื้องหลังคำพูดจะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์คู่รักให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
คู่รักที่แต่งงานกันมานานก็ยังคงบ่นถึงเรื่องภาษาว่า คนรักมัก ‘ตีความ’ สิ่งที่พวกเขาพูดผิดไป จับสาระสำคัญและเจตนาที่อีกฝ่ายพยายามจะสื่อสารไม่ได้ ทำให้เข้าใจผิดและเกิดความน้อยใจสะสม เกิดการโต้เถียงและลุกลามเป็นความขัดแย้ง
เพราะพวกเขามองข้ามพลังของคำว่า “ภาษา” มันคือสิ่งที่สร้างความสับสนได้มากที่สุดแล้ว
ภาษาผู้หญิง VS ภาษาผู้ชายก็มีความแตกต่างกัน
ผู้ชายมักพูดติดตลกว่าพวกเขาไม่มีวันเข้าใจผู้หญิงได้ ถึงแม้ว่าจะเป็นเช่นนั้นจริง แต่ก็ต้องยอมรับว่าผู้ชายเองก็ไม่ใช่คนเข้าใจง่ายเช่นกัน
ไม่ใช่เพียงผู้ชายที่ต้องทำความเข้าใจผู้หญิง ผู้หญิงเองก็ต้องทำความเข้าใจฝ่ายชายด้วยเช่นกัน
มีบทความเคยวิเคราะห์ไว้ว่า ผู้ชายVS ผู้หญิง ก็ใช้ภาษาที่แตกต่างกัน เช่น
การเลือกใช้คำ : ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะใช้คำที่แสดงอารมณ์ เช่น สวย, เศร้า, มีความสุข ขณะที่ผู้ชายมีแนวโน้มที่จะใช้คำที่แสดงถึงความเป็นจริงและข้อเท็จจริง เช่น ไกล, ใหญ่, เล็ก, เร็ว, ช้า
ไวยากรณ์ : ผู้หญิงมักใช้คำพูดอ้อมและรูปแบบการแสดงความสุภาพมากกว่า ขณะที่ผู้ชายมักใช้คำพูดตรงและสำนวนที่ไม่เป็นทางการมากกว่า
รูปแบบการสื่อสาร : โดยทั่วไปแล้วผู้หญิงมักสื่อสารแบบอ้อม ๆ และเน้นการร่วมมือ ในขณะที่ผู้ชายมักสื่อสารตรงไปตรงมาและกล้าแสดงออกมากกว่า
อันที่จริงสาเหตุของความแตกต่างระหว่างภาษาของผู้หญิงและภาษาของผู้ชายนั้นมีความซับซ้อนมาก และยังไม่เป็นที่เข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความแตกต่างนั้นได้
ให้ลองจินตนาการว่าหากคุณกำลังนั่งอยู่ในต่างประเทศ แล้วได้ยินเสียงคนมากมายคุยกันเป็นภาษาที่คุณก็ไม่เข้าใจ แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีภาษาอันคุ้นเคยดังขึ้น เป็นภาษาแม่ของคุณ แล้วคุณสามารถเลือกพูดคุยกับคน ๆ นั้นได้อย่างเข้าอกเข้าใจ หลังนั่งเหงามานาน นั่นแหละเป็นความรู้สึกของการถูกใครสักคนเข้าใจโลกของเรา
ไม่ใช่ใครเพศใดเพศหนึ่งที่ต้องทำความเข้าใจอีกฝ่าย ทุกคนต่างต้องเรียนรู้ซึ่งกันและกันเพื่อประคับประคองความสัมพันธ์ให้ตลอดรอดฝั่ง
ระวังอย่าใช้การเปรยคำใบ้ ถอนหายใจใส่กัน หรือทำหน้าบูดบึ้งแล้วหวังว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจ เขาไม่มีทางเข้าใจหรอกว่าคุณต้องการอะไร อย่าคิดเองว่าเขาควรจะรู้ ให้พูดกันอย่างตรงไปตรงมาดีกว่า คำว่าศักดิ์ศรีในความสัมพันธ์ผ่อนมันลงบ้างก็ได้
อ้างอิง : FWlawyers
