Content Shifu จัดงานเปิดตัวรายงาน Digital Marketing Trends Report 2026 เพื่อแนะแนวทางให้นักการตลาดรับมือกับความท้าทายในยุคที่เทคโนโลยีซับซ้อนขึ้น ทั้งการเปลี่ยนแปลงของระบบอีคอมเมิร์ซ วงการอินฟลูเอนเซอร์ และการเผชิญกับปัญหา AI Slop
งานเน้นย้ำความสำคัญของการผสาน Intelligence หรือความฉลาดของเทคโนโลยี เข้ากับ Humanity ซึ่งเป็นคุณค่าของมนุษย์ เพื่อสร้างความได้เปรียบในสนามแข่งขันจริง
สรุปประเด็นน่าสนใจจาก 6 เซกชั่นในงาน
1. Insight from Digital Marketing Trends Report 2026 จากผลสำรวจนักการตลาดดิจิทัลทั่วประเทศ
คุณสิทธินันท์ พลวิสุทธิ์ศักดิ์, CEO of Content Shifu ชี้ให้เห็นว่าภูมิทัศน์การตลาดปี 2026 เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง กลยุทธ์ที่เคยได้ผลในปี 2025 อาจพาธุรกิจไปสู่ทางตันได้ โดยมีความท้าทายหลักคือการใช้ MarTech และ AI อย่างไรให้ตอบโจทย์และวัดผลได้จริง
สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
– เปลี่ยนเป้าหมายสู่ยอดขายและลูกค้าใหม่ ในปี 2026 นักการตลาดจะลดความสำคัญของการสร้าง Brand Awareness ลง แต่จะมุ่งเน้นไปที่การหาลูกค้าใหม่ คิดเป็น 79.1% ของผู้ตอบแบบสอบถาม และเน้นการสร้างยอดขาย คิดเป็น 75.8% ของผู้ตอบแบบสอบถาม
– GEO (Generative Engine Optimization) คือสมรภูมิใหม่: การทำ SEO แบบเดิมอาจไม่พอ เทรนด์ปีนี้คือ การทำให้แบรนด์ติดผลการค้นหาบน AI Search (GEO) ซึ่งเป็นกลยุทธ์ม้ามืดที่มีแนวโน้มการใช้งานเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด
– TikTok Shop ขึ้นแท่นแพลตฟอร์ม E-Marketplace ที่นักการตลาดวางแผนจะใช้งานมากที่สุดในปี 2026 โดยมีสัดส่นถึง 47.9% ซึ่งแซงหน้าเจ้าตลาดเดิมอย่าง Shopee และ Lazada ในแง่ของความตั้งใจที่จะใช้งาน
– AI เปลี่ยนบทบาท จากเดิมที่ใช้ AI เพียงเพื่อผลิตชิ้นงาน นักการตลาดกว่า 80% จะหันมาใช้ AI เป็นคู่คิดเพื่อขยายและระดมไอเดียมากขึ้น
2. E-commerce Trends: ผ่าสมรภูมิการค้าออนไลน์ที่ดุเดือด
คุณธนาวัฒน์ มาลาบุปผา, CEO & Co-Founder Priceza ได้เจาะลึกกลยุทธ์การขายในยุคที่ Marketplace ครองเมือง และแบรนด์ต้องปรับตัวตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
– พฤติกรรมผู้บริโภคแบบ 5D จากความต้องการของผู้บริโภคไทยพัฒนาไปอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก ราคาดี (Good Price) – ครบดี (Good Selection) – คุณภาพดี (Good Quality) – ส่งเร็วดี (Speed) – และล่าสุดในปี 2026 คือ สนุกดี (Fun) ซึ่งหมายถึงการช้อปปิ้งที่ต้องมีความบันเทิงผสมผสาน หรือ Shoppertainment
– กลยุทธ์ 3C (Creator, Content, Commerce) ปี 2026 จะเป็นปีที่ Creator Commerce เติบโตอย่างสมบูรณ์ แบรนด์ต้องเลิกมองอินฟลูเอนเซอร์เป็นแค่ผู้รับจ้างโพสต์ แต่ต้องมองเป็นพันธมิตรที่มาร่วมสร้างคอนเทนต์และปิดการขายผ่าน Affiliate Marketing อย่างเป็นระบบ
– Commerce OS และ Omnichannel ตลาดออฟไลน์ยังคงครองสัดส่วนถึง 70% ของมูลค่าค้าปลีก แต่โลกออนไลน์มีอิทธิพลในการขับเคลื่อนคนไปซื้อที่หน้าร้าน ดังนั้นแบรนด์ต้องบริหารจัดการทุกช่องทางเสมือนเป็นระบบปฏิบัติการเดียวกัน เชื่อมโยงข้อมูลลูกค้าและ Loyalty Program เข้าด้วยกัน ทั้งบน Marketplace, Social, Brand .com
3. Marketing Career Trends: ตลาดงานยุค Integration & Maturity
คุณกิตติศักดิ์ เกษบุรี จาก JOBBKK และ คุณพิมพ์พัช ดำรงเกียรติ จาก KBTG ได้เปิดเผยข้อมูลตลาดแรงงานที่น่าสนใจ โดยระบุว่าแม้ AI จะเข้ามามีบทบาทมหาศาล แต่ตลาดงานสายการตลาดยังคงเติบโตสวนทาง
สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
– AI ไม่ได้แย่งงาน แต่เปลี่ยนรูปแบบงาน องค์กรชั้นนำกว่า 75% ยอมรับและผลักดันให้ใช้ AI ในการทำงาน ซึ่งแม้จะมีการจ้างงานแบบฟรีแลนซ์หรือพาร์ทไทม์มากขึ้นเพื่อลดต้นทุน แต่ความต้องการจ้างงานในสายการตลาดกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยข้อมูลจาก JOBBKK ชี้ว่าตำแหน่งงานสายการตลาดเพิ่มขึ้นถึง 4,000 ตำแหน่งในปี 2025 ที่ผ่านมา
– ยุคของ Cross-Functional Skill รูปแบบการจ้างงานเข้าสู่ยุคที่ Tech ไม่ใช่ของเล่น แต่เป็นเครื่องมือสร้างผลกำไร นักการตลาดในปี 2026 ต้องมีทักษะผสมผสาน เช่น การตลาดที่ต้องขายของได้ (Marketing + Sales) หรือต้องเข้าใจ Data เพื่อนำมาสร้าง Storytelling ให้เกิดผลกระทบเชิงบวกต่อธุรกิจ
– 3 ทักษะสำคัญ การจะเป็นนักการตลาดที่โดดเด่นต้องประกอบด้วย 1. ความเข้าใจ Business & Data, 2. การทำงานร่วมกับ AI หรือ AI Collaboration และ 3. ทักษะความเป็นมนุษย์ โดยเฉพาะ Storytelling เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลสู่ผู้คน
4. Social Media Marketing Trends: รับมือยุค AI Slop ด้วยความจริงใจ
คุณศิริพงศ์ เตียวพิพิธพร จาก Infotech Maker และ คุณณรงค์ยศ มหิทธิวาณิชชา จาก TWF Agency ได้ฉายภาพความท้าทายของโซเชียลมีเดียในปี 2026 ที่ต้องเผชิญกับคลื่นคอนเทนต์คุณภาพต่ำจาก AI หรือที่เรียกว่า AI Slop
สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
– ระวังกับดัก AI Slop ในช่วงปลายปี 2025 เริ่มเกิดปรากฏการณ์ AI Slop คือคอนเทนต์ขยะที่สร้างโดย AI คุณภาพต่ำจนล้นฟีดโซเชียล ทำให้ผู้บริโภคเกิดความเบื่อหน่ายและขาดความเชื่อถือ
– Hybrid Approach (AI + Real Shoots) ทางออกของปัญหา AI Slop คือการใช้ AI ในรูปแบบผสมผสาน คือใช้ AI ช่วยในเรื่อง Speed และ Scale แต่แก่นของคอนเทนต์ต้องใช้ คนจริง ถ่ายทำจริง เพื่อสร้างความเชื่อใจและความน่าเชื่อถือให้กับแบรนด์ ซึ่งเป็นสกุลเงินที่มีค่าที่สุดในการทำการตลาดยุคนี้
– The Rise of Creator Brands แบรนด์ต้องผันตัวเป็นครีเอเตอร์เอง โดยใช้พนักงานในองค์กร หรือผู้บริหาร ออกมาสื่อสารเพื่อสร้างความใกล้ชิดและความจริงใจกับลูกค้า
– Full-Funnel & Video First การทำโฆษณาจะไม่ใช่แค่การยิงแอดเพื่อ Awareness แต่ต้องมองแบบ Full Funnel ไปจนถึง Conversion และรูปแบบวิดีโอทั้งสั้นและยาว จะยังคงเป็นรูปแบบที่ทรงพลังที่สุดในการดึงความสนใจและสร้างยอดขาย
5. AI in Marketing Trends: จากเครื่องมือผลิต สู่คู่คิดขยายไอเดีย
คุณสุรศักดิ์ เหลืองอุษากุล จากสมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย ได้สรุปบทบาทของ AI ในปี 2026 ว่าจะเปลี่ยนมุมมองการใช้ AI จากแค่เครื่องมือผลิตงาน สู่การเป็นคู่คิดขยายไอเดีย
สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
– AI Agentic Era เรากำลังก้าวเข้าสู่ยุค AI Agentic ที่ AI ไม่ใช่แค่แชตบอทที่ถาม-ตอบ แต่สามารถลงมือทำแทนเราได้ เช่น การหาข้อมูลคู่แข่ง วางแผนทริป หรือจัดการงานซ้ำ ๆ โดยอัตโนมัติ
– AI Visibility Optimization (AVO) ในอนาคต AI จะกลายเป็นหน้าด่านในการเข้าถึงข้อมูลของผู้บริโภคแทน Search Engine แบรนด์จึงต้องเตรียมตัวทำ AVO หรือการทำให้แบรนด์ถูกมองเห็นและแนะนำโดย AI
– Human creates, AI generates กุญแจสำคัญคือ AI can generate but only humans can create หมายความว่า AI เก่งเรื่องความเร็วและการทำซ้ำ แต่มนุษย์คือผู้สร้างความหมายและประสบการณ์ ดังนั้นนักการตลาดต้องใช้ AI เพื่อลดงานจำเจ และเอาเวลาไปโฟกัสงานที่ต้องใช้ความเห็นอกเห็นใจและความคิดสร้างสรรค์
6. Influencer Marketing Trends: จบยุค จ้างโพสต์แล้วจบ สู่การเป็น Long-term Partner ที่วัดผลได้จริง
คุณขจร เจียรนัยพานิชย์ จาก RAiNMaker และ คุณสิตานัน ชัยกิตติกรณ์ จาก Tellscore ได้ร่วมกันเจาะลึกทิศทางของ Influencer Marketing ในปี 2026 ซึ่งถือเป็นปีแห่งการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่ออินฟลูเอนเซอร์ไม่ได้เป็นเพียงผู้สร้างสีสัน แต่คือ Media และ Sales Channel ที่ทรงพลังที่สุด
สรุปประเด็นสำคัญ ดังนี้
– หมดยุค One-off เข้าสู่ยุค 3 อยู่ ปี 2026 แบรนด์จะเลิกจ้างงานแบบแคมเปญเดียวจบ แต่จะหันมาใช้กลยุทธ์ 3 อยู่ คือ 1. อยู่วงใน เจาะลึก Sub-culture เฉพาะกลุ่ม เช่น สายมู, สายจัดบ้าน, 2. อยู่หลายที่ อินฟลูเอนเซอร์ต้องไปโผล่ทุกทัชพอยน์ของลูกค้า ทั้งในโซเชียลมีเดีย, มาร์เก็ตเพลส, หน้าร้านออฟไลน์ และ 3. อยู่นาน ๆ เน้น Long-term Partnership จ้างกันเป็นรายปี เพื่อสร้างภาพจำและความน่าเชื่อถือ
– Influencer = Sales Channel อินฟลูเอนเซอร์ในยุคใหม่คือ Seller ในตัว เส้นแบ่งระหว่าง Community กับ Commerce จะจางหายไป แบรนด์เริ่มมีการใช้ Dashboard เพื่อดู Real-time Performance ของอินฟลูเอนเซอร์แต่ละคนอย่างละเอียด โดยวัดผลได้ถึงระดับยอดขาย ว่าใครทำเงินได้เท่าไหร่ ไม่ใช่ดูแค่ยอดไลค์อีกต่อไป
– Experience Briefing ยกตัวอย่าง การส่งบรีฟเป็นไฟล์ PDF แบบเดิมอาจไม่เพียงพอที่จะดึงศักยภาพของครีเอเตอร์ แบรนด์ยุคใหม่ต้องลงทุนกับ Experience Briefing เช่น การเชิญครีเอเตอร์มาทดลองสินค้าในสนามจริง หรือสร้างประสบการณ์ร่วม เพื่อให้พวกเขารู้สึกอินกับสินค้าและผลิตคอนเทนต์ออกมาได้ดีกว่ามาตรฐานทั่วไป
– Metrics ใหม่ที่ต้องจับตา: ในปี 2026 การวัดผลจะลึกซึ้งขึ้น แบรนด์จะเริ่มขอข้อมูล Retention Rate หรือ คนดูคลิปจบกี่เปอร์เซ็นต์ กดออกวินาทีที่เท่าไหร่ และ AI Delivery หรือการที่คลิปถูกนำส่งไปยังหน้า For You กี่เปอร์เซ็นต์ เพื่อวัดคุณภาพคอนเทนต์ว่าถูกใจทั้งคนและ AI หรือไม่
– 5 P เพื่อความสำเร็จ การทำแคมเปญให้เวิร์กต้องประกอบด้วย วัตถุประสงค์ชัดเจน (Purpose), เลือกวัดผลเรื่องเดียวที่สำคัญที่สุด (Prioritize KPI), เลือกคนที่ใช่ (Profile), ให้อิสระทางความคิด (Playground), มองหาความร่วมมือระยะยาว (Partnership)
