ทุกครั้งที่โอลิมปิกฤดูหนาวเวียนมาถึงในทุกๆ 4 ปี ทั่วโลกต่างจับตามองการชิงชัยในหลากหลายชนิดกีฬาที่เต็มไปด้วยความเร็วและความตื่นเต้น แต่มีกีฬาชนิดหนึ่งที่ดูเหมือนจะกุมหัวใจและดึงดูดสายตาผู้ชมได้มากเป็นพิเศษในทุกครั้ง
นั่นคือ Curling กีฬาที่ผสมผสานระหว่างทักษะการวางแผนอันแยบยล ความแม่นยำระดับมิลลิเมตร และภาพลักษณ์อันเป็นเอกลักษณ์ของการใช้แปรงขัดพื้นน้ำแข็งอย่างสุดกำลังเพื่อส่งลูกหินแกรนิตเข้าสู่เป้าหมาย จนกลายเป็นหนึ่งในรายการกีฬาที่ “ต้องดู” ทางหน้าจอโทรทัศน์ และได้กลับมาชิงเหรียญในโอลิมปิกอีกครั้งที่เมืองมิลาน-คอร์ติน่า ของอิตาลีรับหน้าที่เป็นเจ้าภาพ

แม้เป็นกีฬาที่ประเทศเขตร้อนมองดูแปลกๆ เพราะความไม่เข้าใจ แต่ Curling ก็ฮิตพอสมควรในประเทศเขตหนาวหรือมีหิมะตก จนได้บรรจุเป็นกีฬาในโอลิมปิกต่อเนื่องมานาน
มีการพบเห็นและบันทึกถึง Curling ไว้เมื่อปี 1540 ในสกอตแลนด์ โดย จอห์น แมคควิน บันทึกเรื่องราวการท้าดวลระหว่างพระกับตัวแทนเจ้าอาวาสในการขว้างหินบนน้ำแข็ง ต่อมากีฬาชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายผ่านชาวสกอตที่อพยพไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่มีภูมิอากาศหนาวเย็น

จนกระทั่งในปี 1838 สโมสร Grand Caledonian Curling Club ได้จัดตั้งกฎกติกาสากลขึ้นเป็นครั้งแรก และได้รับพระราชทานนามเป็นสโมสร “Royal” ในเวลาต่อมา หลังจากที่สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรียทรงสนพระราชหฤทัยในการสาธิตการเล่นบนพื้นห้องโถงวัง
ในด้านอุปกรณ์และการเล่น Curling มีความเป็นวิทยาศาสตร์แฝงอยู่อย่างน่าอัศจรรย์ โดยลูกหินแกรนิตที่ใช้มีน้ำหนักเกือบ 20 กิโลกรัม และถูกเรียกว่า “The Roarin’ Game” จากเสียงสะเทือนที่ดังกึกก้องยามลูกหินครูดไปบนพื้นน้ำแข็ง ผู้เล่นจะต้องสวมรองเท้าพิเศษที่ข้างหนึ่งมีความหนึบและอีกข้างมีความลื่น (Slider) เพื่อช่วยในการสไลด์ตัวไปกับลูกหิน
ส่วน “การกวาดน้ำแข็ง” ที่เราเห็นนั้นไม่ได้ทำไปเพื่อความสะอาด แต่เป็นการสร้างความร้อนเพื่อละลายพื้นน้ำแข็งบางๆ ช่วยลดแรงเสียดทานให้ลูกหินเดินทางได้ไกลขึ้นอีกถึง 2-3 เมตร และช่วยควบคุมทิศทางให้แม่นยำขึ้นเพื่อเข้าสู่เป้าหมายที่เรียกว่า “บ้าน” (House) ซึ่งอยู่ห่างออกไปกว่า 45 เมตร
กติกาการแข่งขันนั้นเน้นใกล้เคียงกับเปตอง มีความเป็นทีมและต้องมีการวางกลยุทธ์ โดยแต่ละทีม (มีทั้งประเภทชาย หญิง และคู่ผสม) จะสลับกันไถลลูกหินทีมละ 8 ลูกในแต่ละรอบ (End) สมาชิกในทีมจะมีหน้าที่แตกต่างกัน ตั้งแต่คนเริ่มขว้าง (Lead) ไปจนถึงกัปตันทีม (Skip) ที่ยืนอยู่ปลายสนามเพื่อคอยชี้แนะทิศทาง
ส่วนการนับคะแนนจะเกิดขึ้นเมื่อจบแต่ละรอบ โดยทีมที่มีลูกหินอยู่ใกล้จุดศูนย์กลางเป้าหมายมากกว่าคู่แข่งจะได้คะแนนไป หากลูกหินของทีมใดไม่อยู่ในเขตวงกลมเลยก็จะถือเป็น “Blank End” หรือรอบที่ไม่มีคะแนน
การแข่งขันปกติจะเล่นกันทั้งหมด 10 รอบ ซึ่งอาจใช้เวลายาวนานถึง 3 ชั่วโมง จึงแสดงถึงความอดทนและสมาธิอันแรงกล้าของผู้เล่น
สำหรับในโอลิมปิกฤดูหนาว เริ่มมีแข่ง Curling มาตั้งแต่ปี 1924 ที่ฝรั่งเศสเป็นเจ้าภาพ โดยแม้จากนั้นจะได้กลับมาแข่งอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่ต่อเนื่อง
ทว่าการรอคอยของแฟนๆ Curling ก็สิ้นสุดลงในโอลิมปิกฤดูหนาวที่เมืองนางาโนะของญี่ปุ่นในปี 1998 เพราะจากนั้นก็มีการแข่งชิงเหรียญมาอย่างต่อเนื่อง จนถึงในโอลิมปิกครั้งล่าสุด โดยมีแคนาดาเป็นประเทศที่คว้าเหรียญได้มากที่สุด

ด้านจีนเป็นประเทศในเอเชียประเทศแรกที่คว้าเหรียญมาได้ ผ่านเหรียญทองแดงของทีมหญิงเมื่อปี 2010 ซึ่งทำให้ประเทศเพื่อนบ้านแถบเอเชียตะวันออกซึ่งมีหิมะตกในฤดูหนาว อย่างญี่ปุ่นและเกาหลีใต้พัฒนาทีม Curling ขึ้นจนต่อมาคว้าเหรียญได้เช่นกัน
ยังมีอีกประเทศที่ต้องกล่าวถึงในวงการ Curling นั่นคือ สกอตแลนด์ โดยนอกจากเผยแพร่กีฬาประเภทนี้ และกำหนดกฎกติกาสากลในการเล่นแล้ว สกอตแลนด์ยังเป็นแหล่งผลิตหินเคอร์ลิงอันดับ 1อีกด้วย
Kays Scotland ในภาคใต้ค่อนทางตะวันตกของประเทศ คือบริษัทที่ผลิตหินเคอร์ลิงมาตั้งแต่มีแข่ง Curling ในโอลิมปิกครั้งแรกเมื่อปี 1924 นี่ทำให้ Kays Scotland เป็นบริษัทผลิตหินเคอร์ลิง รายใหญ่ที่สุดของโลก และหินแกรนิตที่ใช้ทำหินเคอร์ลิงทั้งหมดมาจากของเกาะไอซ่า เครก ทางใต้ค่อนไปทางตะวันตกของสกอตแลนด์

หินเคอร์ลิงแต่ละก้อนหนักราว 20 กิโลกรัมและมีราคาสูงหลักหมื่นบาท โดยในโอลิมปิกฤดูหนาวครั้งล่าสุดนี้ใช้หินเคอร์ลิง 132 ก้อน คิดเป็นราคารวม 4.2 ล้านบาท และแน่นอนว่าบริษัทเดียวที่ได้เงินก้อนนี้ไปทั้งหมดคือ Kays Scotland นั่นเอง / cnn, wikipedia, theguardian
