ภาพรวมตลาดบ้านสร้างเองไทย ในช่วงปี 2024 – 2025 ที่ผ่านมา ต้องเผชิญกับความท้าทายจากเศรษฐกิจที่รุมเร้า ส่งผลให้มูลค่าตลาดรวมหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญ
ในปี 2568 ตลาดบ้านสร้างเอง มีมูลค่ารวมอยู่ที่ 190,000 ล้านบาท ปรับตัวลดลง 11% เมื่อเทียบกับปี 2567 ซึ่งเคยมีมูลค่าอยู่ที่ 213,000 ล้านบาท
| ตลาดบ้านสร้างเอง สองแสนล้าน
บ้านหรูล้มดังแต่ลุกไว และทำไม “รับสร้างบ้าน” คือคำตอบ |
||
| ปี ค.ศ. | มูลค่าตลาดบ้านสร้างเองในไทย / ล้านบาท | เฉพาะตลาดรับสร้างบ้านโดยบริษัทที่อยู่ในสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (HBA) / ล้านบาท |
| 2024 | 213,000 | 12,000 |
| 2025 | 190,000 | 9,800 |
| เซกเมนต์ตลาดบ้านสร้างเอง | สัดส่วนตลาด ปี 2025 | |
| ราคาต่ำกว่า 5 ล้านบาท | 50% | |
| ราคา 5-20 ล้านบาท | 30% | |
| ราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป | 20% | |
| ที่มา : ศูนย์ข้อมูลอสังหาริมทรัพย์ (REIC) และ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน (Home Builder Association : HBA), กุมภาพันธ์ 2026 | ||
หากพิจารณาโครงสร้างตลาด จะพบความแตกต่างระหว่าง “ตลาดบ้านสร้างเอง” และ “ตลาดรับสร้างบ้าน” โดยอย่างแรก เปรียบเสมือนเค้กก้อนใหญ่ที่รวมมูลค่าการก่อสร้างของประชาชนและผู้รับเหมาทั่วไป ซึ่งสะท้อนภาพรวมเศรษฐกิจฐานราก
แต่ “ตลาดรับสร้างบ้าน” จะดำเนินการโดยบริษัทนิติบุคคลมืออาชีพ นับเป็นส่วนที่มีมูลค่าตลาดราวหนึ่งหมื่นล้านบาท ตัวเลขในส่วนนี้ ถือเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจในอีกมิติหนึ่ง คือสะท้อนกำลังซื้อและความเชื่อมั่นของกลุ่มชนชั้นกลางถึงระดับบน ซึ่งมีความอ่อนไหวต่อทิศทางเศรษฐกิจมหภาค การเมือง และอัตราดอกเบี้ยมากกว่าตลาดทั่วไป
คุณอนันต์กร อมรวาที กรรมการผู้จัดการ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด กล่าวว่า เมื่อเจาะลึกเฉพาะตลาดรับสร้างบ้าน พบว่าในปี 2025 ตลาดมีมูลค่าลดลงเหลือเพียง 9,800 ล้านบาท หรือหดตัวลงถึง 18% จากปี 2024
กลุ่มที่ได้รับผลกระทบหนักที่สุด กลับไม่ใช่กลุ่มบ้านระดับกลางถึงล่าง แต่เป็นกลุ่ม “บ้านหรู” หรือบ้านที่มีระดับราคา 20 ล้านบาทขึ้นไป ที่ตัวเลขหดตัวรุนแรงถึง 35%
ปัญหาหลักของตลาดกลุ่มบน ไม่ได้เกิดจากการขาดแคลนเงินทุน แต่เกิดจากวิกฤตความเชื่อมั่น ลูกค้ากลุ่มนี้มีกำลังซื้อพร้อม แต่เลือกที่จะชะลอการตัดสินใจเพื่อรอดูความชัดเจนของสถานการณ์เศรษฐกิจและการเมือง หรือปัจจัยลบทั้งภายในและภายนอกประเทศ
ซึ่งแตกต่างจากธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ทั่วไป เนื่องจากธุรกิจดังกล่าว เน้นขายสินค้าสำเร็จรูปที่พร้อมอยู่และมักได้รับผลกระทบโดยตรงจากหนี้ครัวเรือนและการปฏิเสธสินเชื่อของสถาบันการเงิน
ส่วนตลาดรับสร้างบ้าน ขับเคลื่อนด้วยเรียลดีมานด์ของผู้ที่มีที่ดินอยู่แล้ว และมีความต้องการสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยในระยะยาว หรือเป็นรางวัลแห่งความสำเร็จ ทำให้ลูกค้ากลุ่มนี้รอได้ และยอมแลกเวลาเพื่อให้ได้บ้านที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ตัวเองมากที่สุด
จุดนี้มีความสำคัญมาก เพราะทำให้แม้ในระยะหลังที่มีผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ระดับประเทศ กระโดดลงมาเล่นในตลาดรับสร้างบ้าน แต่ในมุมมองของผู้ประกอบการรับสร้างบ้านมืออาชีพ กลับมองว่าเป็นคนละตลาด และไม่ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันนี้
เนื่องจากธรรมชาติของลูกค้ากลุ่มดีเวลลอปเปอร์ ต้องการความรวดเร็วแบบบ้านเสร็จพร้อมขาย ในขณะที่ลูกค้าของบริษัทรับสร้างบ้านยอมแลก “เวลา” เพื่อให้ได้บ้านที่ถูกออกแบบมาเพื่อตนเองอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ การที่ทิศทางของตลาดรับสร้างบ้าน คือความต้องการที่แท้จริง ไม่ใช่การเก็งกำไร จึงประเมินว่าเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองเริ่มนิ่ง ก็จะเป็นปัจจัยหลักที่เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา ทำให้โครงการที่ชะลอไว้กลับมาเดินหน้าต่อ
ช่วงเวลานี้ยังถือเป็น “จังหวะที่ดีที่สุด” สำหรับผู้บริโภค ในการตัดสินใจสร้างบ้าน เนื่องจากเศรษฐกิจที่เพิ่งเริ่มฟื้นตัว ทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างและค่าแรงยังไม่ได้ปรับตัวสูงขึ้น
ผู้บริโภคยังสามารถสร้างบ้านได้ในราคาเดิม แต่หากรอให้เศรษฐกิจดีขึ้นเต็มตัว แนวโน้มราคาวัสดุและค่าแรงอาจปรับขึ้นอีก 5-10% ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้ลูกค้ากลุ่มนี้รีบตัดสินใจในปีนี้
โดยยังมองว่ากลุ่มลูกค้าบ้านหรู จะเป็นกลุ่มแรกที่ฟื้นตัวกลับมาได้เร็วกว่าตลาดระดับกลางถึงล่าง เนื่องจากมีความพร้อมด้านกำลังทรัพย์อยู่แล้ว เพียงแค่รอจังหวะเวลาที่เหมาะสมเท่านั้น
ทั้งนี้ ท่ามกลางกระแสความชะลอตัวนี้ บริษัท มาสเตอร์ แปลน 101 จำกัด ผู้นำในตลาดรับสร้างบ้านหรู ได้ปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับสถานการณ์ แม้ในปี 2025 ยอดขายจะปรับตัวลงมาอยู่ที่ 675 ล้านบาท ตามทิศทางตลาด แต่ก็ยังถือว่าทำผลงานได้ดีกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดรวมกลุ่มลักชัวรีอยู่ถึง 10%
สำหรับทิศทางในปี 2026 บริษัทได้ประกาศเป้าหมายการเติบโตที่ 25% หรือคิดเป็นยอดขาย 843 ล้านบาท โดยงัดกลยุทธ์ใหม่ภายใต้คอนเซปต์ “The Master Home Builder” ที่มุ่งเน้นการแก้ Pain point สำคัญของเศรษฐีคือเรื่อง “เวลา” และ “ความยุ่งยาก” ผ่านบริการ One-Stop Service ที่รวมงานออกแบบ ก่อสร้าง และตกแต่งภายในไว้ในทีมเดียว พร้อมชูจุดเด่นด้านความเร็วที่สามารถประเมินราคาได้ใน 2 ชั่วโมง นำเสนอแบบบ้านครบทุกมิติใน 14 วัน และการันตีสร้างเสร็จภายใน 18 เดือน
นอกจากนี้ ยังสร้างความเชื่อมั่นด้วยการเปิดตัวแบบบ้าน “Gold Series” ดีไซน์ระดับโลก 3 สไตล์ ได้แก่ The Empire Gold คฤหาสน์หรูสไตล์คลาสสิก, Milano Brown บ้านแนวตั้งสำหรับคนเมือง และ Gold Sand บ้านดีไซน์โมเดิร์นที่ฉีกกฎเดิม ๆ พร้อมการรับประกันโครงสร้างยาวนานถึง 30 ปี
