อีกหน่อยเคแบงก์อาจจะขายประกันอย่างเข้มข้นขึ้น
เคแบงก์ หรือธนาคารกสิกรไทย แจ้งตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ถึงการเซ็นสัญญาจำหน่ายผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของเมืองไทยประกันชีวิต ผ่านช่องทางต่าง ๆ ของธนาคารและบริษัทย่อยของธนาคาร 5 บริษัท แต่เพียงผู้เดียว
ประกอบด้วย
บริษัท ลีสซิ่งกสิกรไทย จำกัด
บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน กสิกรไทย จำกัด
บริษัท หลักทรัพย์ กสิกรไทย จำกัด
บริษัท แฟคเตอรี แอนด์ อีควิปเมนท์ กสิกรไทย จำกัด
บริษัท โพรเกรส มัลติ อินชัวรันส์ โบรกเกอร์ จำกัด
และบริษัทย่อยอื่นที่อาจจะจัดตั้งขึ้นในอนาคตจากการปรับโครงสร้างธุรกิจหลักของธนาคาร
การขายประกันชีวิตของเมืองไทยประกันชีวิตของเคแบงก์จะเป็นการขายผ่านสาขา พนักงานสาขา เอทีเอ็ม พนักงานประจำและชั่วคราว และบุคคลอื่น เช่น ตัวแทน รวมถึงช่องทางดิจิทัล การตลาดทางตรง (Direct Marketing) และการตลาดผ่านทางโทรศัพท์ (Telemarketing)
การเซ็นสัญญาครั้งนี้ เป็นการเซ็นสัญญาใหม่ที่จะนำมาใช้แทนสัญญาเดิมแบบไม่ให้สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียว
สัญญาใหม่นี้มีอายุสัญญา 10 ปี สามารถยกเลิกก่อน หรือต่อสัญญาเพิ่มอีกไม่เกิน 2 ปีได้
และคาดว่าจะสามารถเริ่มใช้ตั้งแต่ 1 มกราคม 2565 ถ้าได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารเป็นที่เรียบร้อย
ภายใต้สัญญานอกเหนือจากการเป็นผู้จำหน่ายประกันแต่เพียงผู้เดียวยังประกอบด้วย
1. เคแบงก์จะได้รับเงินค่าตอบแทนจากการให้สิทธิ์เมืองไทยประกันชีวิต จำหน่ายประกันผ่านช่องทางธนาคารและบริษัทย่อย 12,700 ล้านบาท ค่าตอบแทนจากผลดำเนินการขาย ค่านายหน้าในการจัดจำหน่าย รวมถึงรายได้อื่น ๆ
2. เคแบงก์และเมืองไทยประกันชีวิตสามารถร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และช่องทางการขายใหม่ ๆ ได้
นอกจากนี้ การเซ็นสัญญาเป็นตัวแทนแต่เพียงผู้เดียวเคแบงก์ยังต้องการพาตัวเองก้าวสู่ผู้เล่นสำคัญในตลาดประกันชีวิตไทย เนื่องจากการขายประกันผ่านธนาคารเป็นช่องทางที่สร้างรายได้อันดับสองในธุรกิจประกัน รองจากช่องทางตัวแทนจำหน่าย หรือ Agent
ในปีที่ผ่านมา ช่องทางขายประกันผ่านธนาคารในตลาดรวมมีมูลค่า 230,300 ล้านบาท ผ่านตัวแทนจำหน่าย 316,420 ล้านบาท
ส่วนเมืองไทยประกันชีวิตปี 2563 มีส่วนแบ่งเป็นอันดับสามในตลาดเบี้ยประกันรับรายใหม่
จาก AIA และ FWD (FWD รวมกับ SCB Life ผ่านการควบรวมกิจการ) ด้วยมูลค่าเบี้ยประกัน 22,000 ล้านบาท
และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มเบี้ยประกันรับรายใหม่ของช่องทางจัดจำหน่ายธนาคาร ด้วยมูลค่าเบี้ยประกัน 14,000 ล้านบาท
และมีเบี้ยประกันรับสุทธิ 72,162 ล้านบาท
–
