คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโควิด-19 สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับเรา ทั้งการใช้ชีวิตและอื่น ๆ

เมื่อโควิด-19 ได้เปลี่ยนวิถีของเราไป แล้วนักการตลาดรู้หรือยังว่าผู้บริโภคเปลี่ยนไปอย่างไร

อุษณา จันทร์กล่ำ กรรมการผู้จัดการ อิปซอสส์  ได้เปิดเผย – ข้อมูลวิจัยชุดพิเศษ “วิกฤตการณ์โควิด 4 ระลอก กับ การเปลี่ยนแปลงด้านอารมณ์และทัศนคติ ที่ส่งผลกระทบต่อตลาด เศรษฐกิจ และสังคม พร้อมปัจจัยเพื่อการปรับตัวและวางแนวทางให้กับภาคธุรกิจ และภาครัฐ”  

เราขอสรุปผลสำรวจที่น่าสนใจในมุมมองผู้บริโภคไทยที่มีผลต่อแบรนด์ดังนี้

1. 80% ของคนไทยยังระมัดระวังการจับจ่ายใช้สอย

โควิด-19 ระลอก 4 ยังคงสร้างความไม่มั่นใจในการจับจ่ายใช้สอยกับคนไทยในหลาย ๆ ด้าน และเลือกที่จะจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่จำเป็น และตัดการใช้จ่ายสินค้าที่มีมูลค่าหรือเพื่อความสะดวกสบาย เช่น บ้าน รถยนต์ลง ซึ่งสินค้ากลุ่มบ้านและรถยนต์มีอัตราลดลงตั้งแต่การแพร่ระบาดของโควิด-19 ระลอกที่ 3

สำหรับกลุ่มสินค้าการสำรวจของอิปซอสส์พบว่ามี 3 กลุ่มสินค้าที่มีการซื้อเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน ได้แก่ กลุ่มสินค้าเพื่อนำไปประกอบอาหารที่บ้าน กลุ่มผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด กลุ่มของใช้ส่วนบุคคล

ส่วนสินค้าและบริการกลุ่มอื่น ๆ มีพฤติกรรมการซื้อที่แตกต่างกันไปดังนี้

ซึ่งสิ่งเหล่านี้ส่วนหนึ่งอาจจะมาจากความมั่นใจในสถานภาพการทำงานที่มีเพียง 11% แม้จะเป็นความมั่นใจที่เพิ่มสูงขึ้นก็ตาม

 

2. ใช้เวลาออนไลน์กับครอบครัวมากขึ้น

เมื่อเทียบกับ 6 เดือนที่ผ่านมาคนไทยมีพฤติกรรมในการซื้อของออนไลน์ อยู่บนโลกโซเชียล ดูวิดีโอสตรีมมิ่ง และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวมากขึ้น

รวมถึงมีการใช้ Cashless ในการชำระค่าสินค้าและบริการผ่านร้านค้ามากขึ้น และร้านค้าภาคธุรกิจมีการให้ความสำคัญกับการชำระเงินในรูปแบบนี้เช่นกัน

ส่วนพฤติกรรมอื่นๆ มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นและลดลงดังนี้

 

3. มั่นใจกิจกรรมพบปะญาติ เพื่อน ถึงบ้านมากที่สุด

อิปซอสส์ถามถึงใน 3 เดือนต่อจากนี้คนไทยมั่นใจกิจกรรมเหล่านี้แค่ไหนบ้าง และพบว่า คนไทยให้ความมั่นใจในการพบปะสร้างความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวและเพื่อนมากที่สุด

ส่วนกิจกรรมอื่น ๆ ลดหลั่นกันไปดังนี้

ไปเยี่ยมญาติและเพื่อนถึงบ้าน  41%   

ท่องเที่ยวภายในประเทศ  32% 

ไปภัตตาคาร-ร้านอาหาร 28%

ใช้บริการขนส่งมวลชน   26%   

ไปโรงยิมหรือสถานออกกำลังกาย  24%     

ร่วมกิจกรรมด้านวัฒนธรรม   22% 

ท่องเที่ยวต่างประเทศ  20% 

 

แต่ถ้าเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียง ถือว่าคนไทยมีความมั่นใจระดับปานกลางที่ไม่หวือหวาเหมือนประเทศอื่น ๆ

 

4.47% มองว่าสถานการณ์การเงินใน 6 เดือนข้างหน้าจะดีขึ้น

คนไทยมองว่าสถานการณ์การเงินในปัจจุบันยังคงอยู่ในเกณฑ์ดีและปานกลาง 64% น้อยที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่คนไทยมากถึง 47% เชื่อว่าในอีก 6 เดือนข้างหน้าสถานการณ์การเงินจะดีขึ้น

 

เอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีสถานการณ์การเงินที่ดีและปานกลางแค่ไหน

สิงคโปร์ 83%

เวียดนาม 79%

ฟิลิปปินส์ 79%

มาเลเซีย 76%

อินโดนีเซีย 75%

ไทย 64%

ค่าเฉลี่ย 76%

 

5. สภาวะจิตใจ 50% รู้สึกแย่มาก

ด้านสภาวะจิตใจของคนไทยเมื่อเทียบกับ 6 เดือนที่ผ่านมา ผลสำรวจของอิปซอสส์พบว่าคนไทยมีสภาวะจิตใจย่ำแย่ถึง 50% และเป็นสูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

โดยสภาวะจิตใจของไทยมีสัดส่วนดังนี้

สภาวะจิตใจย่ำแย่ 50%

ไม่มีการเปลี่ยนแปลงด้านจิตใจ 39%

สภาวะจิตใจดีขึ้น 11%

อุษณาให้ข้อมูลว่าแต่ถ้ามองย้อนหลังไปที่การสำรวจเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2564 ของอิปซอสส์พบว่าคนไทยมีสภาวะจิตใจที่ดีขึ้น เพราะผลสำรวจครั้งที่ผ่านมาคนไทยมีสภาวะจิตใจที่ย่ำแย่ถึง 65%

 

และผลสำรวจยังพบว่าสิ่งที่อยากให้รัฐ-เอกชนดูแลเป็นพิเศษใน 6 เดือนต่อจากนี้ คงให้ความสำคัญในเรื่องความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 และการควบคุมราคาสินค้า

ถ้าแยกย่อยเป็นภาครัฐและเอกชนจะมีดังนี้

ภาครัฐ

ความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19  56%

ควบคุมราคาสินค้าบริการต่าง ๆ 36%

มาตรการเยียวยาต่าง ๆ 34%

เกิดการจ้างงาน 26%

ความเหลื่อมล้ำระหว่างคนรวยและคนจนมีมากขึ้น 24%

 

ภาคเอกชน

ความปลอดภัยจากการแพร่ระบาดของ โควิด-19  53%

ควบคุมราคาสินค้าบริการต่าง ๆ 46%

จ่ายค่าจ้างที่เป็นธรรม 41%

จ้างงานคนในท้องถิ่น 30%

ซื้อวัตถุดิบจากท้องถิ่น 29%

 

ส่วนภาพรวมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

สำหรับบริษัทมีธรรมาภิบาลช่วยเหลือสังคมในช่วงโควิด-19 คนไทยมองว่าบริษัทเอกชนมีธรรมาภิบาลเรื่องนี้ 80%

บริษัทมีธรรมาภิบาลช่วยเหลือสังคมแค่ไหนในช่วงโควิด-19

เวียดนาม 96%

ฟิลิปปินส์ 92%

สิงคโปร์ 86%

อินโดนีเซีย 86%

ไทย 80%

มาเลเซีย 77%

 

ที่มาการสำรวจ

การวิจัย ชุด สรุปผลการศึกษา การระบาดระลอก 4 นี้ เป็นการดำเนินการบนระบบออนไลน์  ในช่วงปลายเดือนมิถุนายน (16-24/6/2564) โดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างระดับอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน  3,000 คน  (500 รายต่อประเทศ) โดยสัดส่วนกลุ่มตัวอย่างจะถูกจัดสรรให้เหมาะสมกับกลุ่มตัวอย่างของแต่ละประเทศ ทั้งนี้ การศึกษาสำหรับระลอก 1 ถึง 3 นั้น ได้ดำเนินการในเดือนพฤษภาคม และเดือนกันยายน ในปี 2563 และเดือนกุมภาพันธ์ ในปี 2564 ตามลำดับ

ส่วนสรุปรายงานวิจัยสำหรับประเทศไทย ได้มีการทำผสมผสานกับรูปแบบ Desk Research หรือการวิจัยบนโต๊ะ จากหลายแหล่งเพื่อให้ได้ภาพรวมของสถานการณ์ตลาดประเทศไทยที่สมบูรณ์ตามความเป็นจริงที่สุด  (Desk Research)



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน