“โออิชิ” ทุ่ม2,000 ล้าน เปิดโรงงานที่วังม่วง ซัพพอร์ตภาคเหนือและอีสาน บนแม่ทัพคนใหม่

เมื่อชาเขียวในไทยอิ่มตัว จาก 4 ปีที่โออิชิโฟกัสการขายภายในประเทศมากถึง 99% และส่งออกเพียง 1% ส่วนในปีที่ผ่านมาขายภายในประเทศ 88%  ส่งออก 12% ซึ่งสัดส่วนส่งออกเริ่มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะตลาด CLMV

ล่าสุดโออิชิได้เปิดโรงงานและสายการผลิตใหม่ที่โรงงาน วังม่วง สระบุรีด้วยงบลงทุน 2,000 ล้านบาท เพื่อจุดมุ่งหมายคือกระจายสินค้าไปยังตลาด CLMV อย่างครอบคลุมซึ่งเป็นตลาดที่โออิชิต้องการขยายเพื่อสร้างรายได้ 20% ในปีนี้ และเพิ่มเป็น 50% ในปี 2560 และภาคเหนือ ตะวันออกเฉียงเหนือ ด้วยกำลังการผลิตเพิ่มขึ้น 360 ล้านขวดต่อปี และเป็นโรงงานที่อยู่ใกล้โรงน้ำตาล และแหล่งน้ำซึ่งเป็น 2 วัตถุดิบที่สำคัญในการผลิตเครื่องดื่มโออิชิ

Marketeer เยี่ยมชมโรงงานวังม่วง  ที่ตั้งอยู่บนพื้นที่ทั้งหมด 184 ไร่ ที่มีจุดเด่นด้านสายการผลิตได้ติดตั้งเครื่องบรรจุด้วยเทคโนโลยีปลอดเชื้อขั้นสูง Cold Aseptic Filling หรือ CAF เพิ่มประสิทธิภาพและศักยภาพด้านกำลังการผลิตที่สามารถผลิตได้ต่อเนื่อง 24*7 ด้วยกำลังการผลิต 600 ขวดต่อนาที คิดเป็น 100,000 ขวดต่อวัน 360 ล้านขวดต่อปี โดยสายการผลิตนี้ผลิตโออิชิกรีนที รสออริจินอล ฮันนี่เลม่อน ลิ้นจี่แตงโม, โออิชิ ฟรุตโตะ 2 รสขนาด 380 มิลลิลิตร และจับใจ ขนาด 400 และ 500 มิลลิลิตร

และด้วยเทคโนโลยียังสามารถเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตเครื่องดื่มให้หลากหลายยิ่งขึ้น ทั้งในด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ นวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ และขนาดบรรจุภัณฑ์ เพื่อรองรับการเติบโตของธุรกิจและตอบสนองผู้บริโภคยุคดิจิทัลที่ต้องการความทันสมัยและความแปลกใหม่อยู่ตลอดเวลา ซึ่งปัจจุบันโออิชิมีเครื่อง CAF ทั้งหมด 4 เครื่อง อยู่ที่โรงงานใหม่แห่งนี้ 2 เครื่อง และที่นวนครอีก 2 เครื่อง

นอกจากนี้ ภายในโรงงานยังใช้หุ่นยนต์ช่วยปฏิบัติงาน เพื่อความรวดเร็ว แม่นยำ สามารถบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุด และลดจำนวนพนักงานได้มากถึง 900 คนจากปกติโรงงานโออิชิจะต้องใช้พนักงานจำนวน 1,000 คน ปัจจุบันเหลือเพียง 105 คนเท่านั้น การใช้คนทำงานที่น้อยลง ซึ่งช่วยลดต้นทุนในการบริหารจัดการได้เป็นอย่างดีในวันที่ค่าแรงขั้นต่ำแรงงานไทยเพิ่มสูงขึ้นตามเงินเฟ้อของประเทศ

และสามารถลดปริมาณการใช้พลาสติก ฉลาก ลังกระดาษ ได้ขั้นต่ำประมาณ 1,600 ตัน/ปี และลดการใช้พลังงานความร้อน ความเย็น แสงสว่าง และไฟฟ้าจากเครื่องจักรที่ใช้ในกระบวนการผลิตลงรวม 1.5 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี หรือคำนวณเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงได้อย่างน้อย 1,691 ตัน/ปี

หากรวมจำนวนการใช้หุ่นยนต์ในโรงงานโออิชิทั้งหมด 4 แห่ง จะมีอัตราการใช้หุ่นยนต์ทั้งหมดแล้ว 100% เมื่อเทียบกับโรงงานอื่นๆ ในเครือไทยเบฟ โดยปัจจุบันโรงงานเบียร์มีการใช้หุ่นยนต์แล้ว 80% โรงงานเสริมสุขและโรงงานสุรามีการใช้หุ่นยนต์น้อยกว่า 50% ซึ่งเป็นไปตามแผนการพัฒนาเครื่องจักรและหุ่นยนต์หรือเบฟเทค

ทั้งนี้สำหรับโรงงานโออิชิอีก 2 แห่งที่ผลิตเครื่องดื่ม ได้แก่ นิคมอุตสาหกรรมนวนคร จ.ปทุมธานี และ นิคมอุตสาหกรรมบ้านบึง จ.ชลบุรี จะผลิตลินค้ากระจายไปยังภาคกลาง ภาคตะวันออก และ ภาคใต้ รวมถึงการส่งออกทางทะเล

ต้องโตอย่างยั่งยืน” จากปากแม่ทัพคนใหม่ของโออิชิ”

ในการเปิดตัวโรงงานวังม่วง จ.สระบุรี ของโออิชินั้น นอกจากเปิดตัวโรงงานที่เพิ่งเสร็จสมบูรณ์แล้ว ยังถือเป็นการพบปะสื่อมวลชนเป็นครั้งแรกแม่ทัพคนใหม่อีกด้วย

โดยเมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2560 ที่ผ่านมา โออิชิ กรุ๊ปได้ประกาศแต่งตั้ง “นงนุช บูรณะเศรษฐกุล” ให้เข้าดำรงตำแหน่งกรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) โดยเข้ามารับตำแหน่งแทน “มารุต บูรณะเศรษฐกุล” ที่ได้ย้ายกลับไปดำรงตำแหน่งผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

ก่อนหน้านี้ นงนุช ร่วมงานกับบริษัทระดับสากลมาตลอด นี่เป็นครั้งแรกที่เข้ามาทำงานกับบริษัทของคนไทย ซึ่งนงนุช ยอมรับว่ากดดันพอสมควรสำรับการเข้ามารับตำแหน่งใหม่ แต่ความท้าทายที่สุดในตอนนี้ คือ ต้องทำให้ดีขึ้นไปอีก จากที่ดีอยู่แล้ว

เหตุผลที่โออิชิ แต่งตั้งนงนุชขึ้นเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท โออิชิ กรุ๊ปจากประสบการณ์ของเธอ ในด้านธุรกิจอาหารและการตลาดที่มีมาอย่างยาวนาน 26 ปี โดยเธอเคยร่วมงานกับ Colgate–Palmolive, Yum Restaurant Intonation Thailand และรวมถึงผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่สายธุรกิจอาหาร (ประเทศไทย) บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)

โออิชิภายใต้การกุมบังเหียนของแม่ทัพคนใหม่ วางแผนที่จะปรับเปลี่ยนเกมการตลาดจากที่เคยใช้โฆษณาอย่างหวือหวา มาอยู่ภายใต้แนวคิดความยั่งยืน รวมไปถึงตั้งเป้าที่จะเป็นผู้นำในด้านนวัตกรรม ทั้งสินค้าและแพ็คเกจจิ้ง

“จากนี้โออิชิต้องอยู่อย่างยั่งยืน และประหยัดทรัพยากร ก่อนหน้านี้เราจะคิดค้นค้นนวัตกรรมบนความหวือหวา จากนี้เราต้องการนวัตกรรมที่คิดจากความยั่งยืน และลดต้นทุนให้มากที่สุด”

โจทย์ที่ใหญ่นับการนี้ คือการเพิ่มสัดส่วนรายได้กลุ่มนอล-แอลกอฮอล์ให้เป็นสัดส่วน 50% ภายในปี 2563 ซึ่งเป็นวิชั่นของ “ไทยเบฟเวอเรจ” ที่เป็นบริษัทแม่ ทำให้จากนี้โออิชิจะมีการออกสินค้าที่อยู่ในกลุ่มของสุขภาพมากขึ้น ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์ของคนรุ่นใหม่และของโลก ที่หันมาใส่ใจในสุขภาพ แต่จะออกมาอยู่ในรูปแบบไหน คงต้องติดตามต่อไป

“เครื่องดื่มและอาหารของโออิชิ จะมีการพัฒนานวัตกรรมบนความหลายหลายและแตกต่าง ที่สำคัญต้องอินเทรนด์”


อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่  WebsiteMarketeeronline.co / Facebookwww.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

 

Leave a Comment