ถ้าพูดถึงแบรนด์ที่สามารถครองการเป็นที่ 1 ทั้งส่วนแบ่งการตลาดและการเป็น Top of Mind ของผู้บริโภค ตั้งแต่แรกเริ่มธุรกิจมาจนถึงปัจจุบัน คงไม่มีแบรนด์ใดที่ครองตำแหน่งผู้นำต่อเนื่องและยาวนานได้เท่า เอไอเอส ผู้ให้บริการเครือข่ายมือถือ ที่ทำให้คำว่า ‘ผู้นำทุกยุคสมัย’ ดูไม่เกินจริงแต่อย่างใด

ย้อนกลับไปตั้งแต่เปิดให้บริการเครือข่ายมือถือครั้งแรกในปี 2533 ตลอดการเดินทางกว่า 31 ปี เอไอเอส เผชิญทั้งสถานการณ์เศรษฐกิจมาทุกขนาน การแข่งขันทุกรูปแบบ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมผู้บริโภค และการทรานส์ฟอร์มสู่ยุคดิจิทัล เอไอเอส ยังคงรักษาตำแหน่งไปพร้อม ๆ กับการพัฒนาสร้างสรรค์สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการและสอดคล้องกับพฤติกรรมของผู้บริโภคในแต่ละยุคสมัยได้เป็นอย่างดี

ล่าสุด เอไอเอสตอกย้ำการเป็นผู้นำอีกครั้ง ด้วยการคว้ารางวัลแบรนด์ยอดนิยมอันดับ 1 ของไทย No.1 Brand Thailand 2020-2021 ในหมวด Mobile Operator ติดต่อกันเป็นปีที่ 10 นับเป็นหนึ่งในบทพิสูจน์ให้เห็นถึงคุณภาพของแบรนด์ AIS ในฐานะเครือข่ายอันดับ 1 ที่ผู้บริโภควางใจและเชื่อมั่นมาโดยตลอด

ศิวลี บูรณสงคราม หัวหน้าแผนกงานบริหารแบรนด์ เอไอเอส อธิบายถึงแนวคิดแกนหลักในการดำเนินธุรกิจที่ทำให้เอไอเอสเป็นแบรนด์โอเปอเรเตอร์อันดับหนึ่งในทุก ๆ ด้านมาตลอด 31 ปี ไว้อย่างน่าสนใจ

Network Quality

หนึ่งในแกนหลักสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเก่ายังคงอยู่และลูกค้าใหม่เลือกใช้เอไอเอสคือ คุณภาพเครือข่ายที่มีเสถียรภาพในการให้บริการที่เร็ว แรง และครอบคลุมทั่วประเทศ 

“คุณภาพของสัญญาณเครือข่ายคือเรื่องที่เราให้ความสำคัญมาโดยตลอด เพราะนอกจากจะเป็นโครงสร้างพื้นฐานของธุรกิจแล้ว ยังเป็นปัจจัยหลักที่ผู้บริโภคต้องการในทุกยุค ทุกสมัย และทุกสถานการณ์ ยิ่งในสถานการณ์ปัจจุบันที่ทำให้โลกดิจิทัลมีบทบาทต่อชีวิตประจำของผู้คนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการเรียน การทำงาน การทำธุรกรรม ตลอดจนการช้อปปิ้งก็เป็นรูปแบบออนไลน์ เอไอเอส เองในฐานะผู้นำก็ต้องพัฒนาสัญญาณเครือข่ายให้มีเสถียรภาพมากที่สุด รวมถึงปรับรูปแบบการให้บริการอยู่ตลอดเช่นกัน เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ ตอบโจทย์ความต้องการและพฤติกรรมผู้บริโภค ณ ขณะนั้นมากที่สุด”

AIS ยืนยันเรื่อง Network Quality ด้วยการคว้ารางวัล Thailand’s Fastest Mobile Network ผู้ให้บริการเครือข่ายที่เร็วที่สุดในประเทศไทย โดย Ookla ผู้ให้บริการทดสอบความเร็วอินเทอร์เน็ตระดับโลก ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7

ทั้งนี้ ด้วยความที่ เอไอเอส มีเครือข่ายไร้สายความเร็วสูงครอบคลุมทั่วไทยกว่า 98% บริการเครือข่าย 5G ครบทุก 77 จังหวัด กับจำนวนสถานีฐานมากที่สุดกว่า 75,000 สถานีฐาน บนคลื่นความถี่ 1800 MHz, คลื่นความถี่ 2100 MHz และคลื่นความถี่ 900 MHz ด้วยคลื่นความถี่มากที่สุดทั้งสิ้น 120 MHz (60 MHzx2) Ookla ยังมอบรางวัลเครือข่ายมือถือที่ครอบคลุมที่สุดในประเทศไทย และเครือข่ายมือถือที่ดีที่สุดในประเทศไทยให้กับเอไอเอสอีกด้วย

“นอกจากนี้ เรายังได้รับการคัดเลือกเป็นแบรนด์โทรคมนาคมที่แข็งแกร่งที่สุดในโลก อันดับ 1 หรือ World’s Strongest Telecoms Brand โดย Brand Finance องค์กรที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์และคุณค่าของแบรนด์ที่มีชื่อเสียงและได้รับการยอมรับระดับโลก ติดต่อกัน 2 ปีซ้อน ซึ่งเป็นความภาคภูมิใจในฐานะผู้สร้างประวัติศาสตร์โทรคมนาคมไทย”

Product Innovation และ Service Excellence

เพื่อให้เป็น The Best Network สองแกนหลักที่เอไอเอสพัฒนาควบคู่มากับคุณภาพสัญญาณคือ สินค้าและบริการ ซึ่งเอไอเอสได้ประกาศชัดว่าไม่ได้เป็นเพียง Network Provider แต่เป็น “Digital Life Service Provider” ที่ไม่ว่าผู้บริโภคจะมีไลฟ์สไตล์แบบไหน อยู่ใน Generations ใด เอไอเอส ก็พร้อมให้บริการและอยู่เคียงข้างเสมอ

“อย่างที่บอกเอไอเอสให้บริการมากว่า 31 ปี เรามีผู้ใช้บริการ 43.2 ล้านเลขหมาย มีลูกค้าทุก Generations สินค้าและบริการของเราจึงต้องตอบโจทย์ความต้องการทุกรูปแบบ และเราพร้อมปรับตัวอยู่เสมอ”

ศิวลี ยกตัวอย่างให้เห็นภาพถึงการพัฒนาสินค้าและบริการที่เอไอเอสปรับเพื่อให้ตอบโจทย์ในสถานการณ์ต่าง ๆ ได้ทันท่วงที เช่น ในสถานการณ์ Lockdown คนอยู่บ้านมากขึ้น มีการเรียนออนไลน์ Work From Home การทำงานของธุรกิจ SME หรือความต้องการใช้งานอินเทอร์เน็ตมากขึ้นและแตกต่างกันไป เอไอเอสก็ได้ออกสินค้าและบริการที่สอดคล้องกับความต้องการซับพอร์ตลูกค้าในทุกมิติ

กระทั่ง การเข้าไปติดตั้งสัญญาณเครือข่าย 5G, 4G และ Free Wi-Fi เพื่อช่วยเพิ่มศักยภาพการสื่อสารให้กับบุคลากรทางการแพทย์ และอำนวยความสะดวกให้กับผู้ป่วยที่ต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลสนาม เอไอเอสก็ทำได้เร็วและทันท่วงที

“การเป็น The Best Network ของเอไอเอสไม่ใช่แค่เร็วที่สุด แต่หมายถึงการมอบประสบการณ์การใช้งานที่ราบรื่น มีเสถียรภาพ ไม่สะดุด และเป็นเครือข่ายที่สร้างประโยชน์ให้ทั้งคนไทย ผู้ประกอบการ และอุตสาหกรรมไทยในทุกมิติทุกสถานการณ์ ยกตัวอย่าง การพัฒนาหุ่นยนต์ที่เอไอเอสทำมาอย่างต่อเนื่อง แรกเริ่มคือพัฒนามาเพื่อซับพอร์ตในงานธุรกิจอุตสาหกรรม แต่เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดโควิด-19 เราได้ปรับฟังก์ชันการใช้งานของหุ่นยนต์ให้กลายเป็นตัวช่วยลดภาระและลดความเสี่ยงให้กับบุคลากรด่านหน้า หรือการเปิดบริการห้างฯ และศูนย์การค้าที่เอไอเอสได้ส่งหุ่นยนต์ไปเป็นตัวช่วยวัดไข้หรือให้บริการเจลแอลกอฮอล์ ลดความเสี่ยงการแพร่กระจายเชื้อ”

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนคือ การพัฒนาแพลตฟอร์มใหม่ ‘V–Avenue.Co’ ที่เอไอเอสนำเทคโนโลยี 5G และ VR มาผสมผสานกันจนกลายเป็นห้างเสมือนจริงแห่งแรกของโลกแบบ VR 360 องศา เพื่อมอบประสบการณ์ Online Shopping มิติใหม่ที่สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปเป็น Digitalized Lifestyle มากขึ้น

“V–Avenue.Co เป็นตัวตอกย้ำให้เห็นว่า เราได้นำเอาศักยภาพ 5G มาพัฒนาต่อยอดให้เกิดคุณประโยชน์ เอไอเอสนำเทคโนโลยีที่มีมาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค รวมถึงช่วยธุรกิจอุตสาหกรรมต่าง ๆ ได้ในสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ขณะนั้น”

Privileges สิทธิพิเศษที่ทำให้ลูกค้ารัก

แน่นอนว่าคุณภาพสินค้าและบริการจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ลูกค้าเลือก แต่ทว่าการจะทำให้ลูกค้ารักและมี Brand Loyalty ได้นั้นก็เป็นสิ่งจำเป็น ซึ่งเอไอเอสก็ทอปฟอร์มเรื่องนี้อีกเช่นกัน

จากความมุ่งมั่นในการศึกษาพฤติกรรมลูกค้าในเชิงลึก ทำให้เอไอเอสเข้าใจและรู้จักไลฟ์สไตล์ลูกค้าแต่ละกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี ตรงนี้เองที่ทำให้เอไอเอสได้เปรียบทั้งในมุมของการพัฒนาสินค้าและบริการ รวมถึงการดูแลลูกค้าแบบเฉพาะเจาะจง (Personalization) เพื่อส่งมอบบริการที่เหนือกว่า

“การเป็น The Best Network เอไอเอสไม่ได้มองแค่เรื่องประโยชน์เพียงอย่างเดียว แต่เราต้องสร้างความสุขให้กับคนไทยด้วย ผ่านนวัตกรรมและศักยภาพที่เรามี เช่น การจัดงานจัดเคานต์ดาวน์ ผ่าน ‘5G Virtual Concert’ เรารู้ว่าในสถานการณ์ที่เครียดมาตลอดทั้งปีผู้คนต้องการผ่อนคลายต้องการความสุข หรือการเป็นพาร์ตเนอร์กับ Disney+ Hotstar มอบโปรโมชันพิเศษให้กับลูกค้า ตลอดจนการถ่ายทอดมหกรรมกีฬาโอลิมปิกและพาราลิมปิก เหล่านี้คือ สิทธิพิเศษที่สร้างความสุขให้คนไทย”

พูดคุยกันมาถึงตรงนี้ สิ่งหนึ่งที่สังเกตได้คือ แม้จะเป็นองค์กรใหญ่แต่เอไอเอสกลับสามารถปรับตัวได้เร็ว เคลื่อนไหวได้ไว ขัดแย้งกับความเข้าใจของใครหลายคนที่มักคิดว่าองค์กรขนาดใหญ่มักจะเคลื่อนตัวช้าเสมอ

ศิวลี ให้ความเห็นกับเรื่องนี้ว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นคือความท้าทายและเอไอเอสได้เรียนรู้ข้อคิดต่าง ๆ คือ

New Normal ได้สร้างความสามารถและสิ่งใหม่ ๆ เช่น การรังสรรค์ นวัตกรรมการถ่ายโฆษณาที่บ้านอย่าง AIS 5G SHOOTING BOX มาสร้างสรรค์ผลงานในช่วงเวลาที่ทุกคนต้องกักตัวอยู่บ้าน

ในทุกสถานการณ์ย่อมมีโอกาสอยู่เสมอ อย่างสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา นับเป็นโอกาสที่เอไอเอสได้ดึงศักยภาพที่มีมาเป็นส่วนหนึ่งในการช่วยอำนวยความสะดวก หรือช่วยให้หลาย ๆ ธุรกิจได้ไปต่อ

คิดแล้วทำ เรียนรู้เร็ว และปรับตัวให้ไว ตรงนี้ทำให้เอไอเอสตอบรับความต้องการผู้บริโภคได้อย่างรวดเร็วอยู่เสมอ

อย่ากลัวในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ศิวลี บอกถ้าเอไอเอสกลัวในสิ่งที่ไม่เคยทำ กลัวที่จะคิดต่างหรือทำใหม่ การถ่ายทำโฆษณาผ่าน AIS 5G SHOOTING BOX หรือการทำ V–Avenue.Co ก็จะไม่เกิด แม้จะมีข้อจำกัดแต่ไม่ได้หมายความว่าเราทำไม่ได้

“เอไอเอสจะไม่หยุดพัฒนาสิ่งใหม่ ๆ ให้กับลูกค้า ทั้งคุณภาพเครือข่ายที่พร้อมใช้งานทุกสถานการณ์ สินค้าและบริการที่ตอบโจทย์ นวัตกรรมใหม่ ๆ ที่ไม่ว่าในอนาคตจะลูกค้าต้องการอะไรหรือเกิดเหตุการณ์ใดเราจะไปอยู่ตรงนั้นและพร้อมให้บริการเสมอ” ศิวลี กล่าวทิ้งท้าย

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน