การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จว่ายากแล้ว แต่ทำให้สำเร็จและช่วยเหลือชุมชนด้วย ยากยิ่งกว่า

เพราะภาพที่คนส่วนใหญ่คิดคือ การทำธุรกิจต้องคือการหาเงิน การช่วยเหลือชุมชนคือการใช้เงิน มันหักล้างซึ่งกันและกัน มันจะเป็นไปได้อย่างไร? มาหาคำตอบจาก CEO และผู้คร่ำหวอดใน Social Enterprise กัน

[เรียงจากซ้ายไปขวา]
ซ้าย : Sarinee Achavanuntakul, Founder and MD of Sal Forest
กลาง : Arch Wongchindawest, Founder & CEO of SocialGiver.com and Thai Publica’s Contributor
ขวา : Kathryn Finney, Founder and Managing Director of Digital Undivided
(US Eisenhower Fellow 2016)

 

Q: ธุรกิจเพื่อสังคมที่ดีต้องเป็นอย่างไร?
ธุรกิจที่ดีนั้นอย่างแรกคือต้องดูแลตัวเองให้ได้ก่อนทั้งการจัดการภายในองค์กร รายจ่ายของพนักงาน และโครงสร้างธุรกิจ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าการทำเพื่อสังคมต้องเริ่มทำหลังจากสร้างธุรกิจจนยิ่งใหญ่มหาศาล หลายแบรนด์ก็มีโมเดลธุรกิจที่ช่วยเหลือชุมชนตั้งแต่สินค้าชิ้นแรก เช่น เมื่อซื้อสินค้า 1 ชิ้น แบรนด์จะมอบรองเท้าให้เด็ก 1 คู่ เป็นต้น

องค์ประกอบต้องครบ ECOSYSTEMS “ผู้บริโภค แบรนด์ ชุมชน”

 

Q: จุดเริ่มต้นของธุรกิจ Social Enterprise ของแต่ละคน?
Social Giver นั้นเริ่มมาจากความคิดที่ว่า ปกติผู้คนใช้เงิน 1% ไปกับการบริจาค แต่ใช้มากกว่า 15% ไปกับเรื่องไลฟ์สไตล์ ทำไมไม่ทำสองเรื่องให้เป็นเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าเป็นโมเดลการทำเพื่อสังคมแบบเก่า จะเป็น Zero Sum Game คือ “มีคนได้ มีคนเสีย”

จึงเกิดเป็นโมเดลธุรกิจที่เปิดโอกาสให้คนทำบุญได้จากการซื้อ Voucher สินค้าประเภทร้านอาหาร โรงแรม และไลฟ์สไตล์ ที่เปิดโอกาสให้โรงแรมสามารถนำห้องที่ว่างในแต่ละวันมาขายได้ ก็เป็นโมเดล Win-Win ของธุรกิจเพื่อสังคมเหมือนกัน

ส่วน Thai Publica เกิดจากการที่สื่อทั่วไปกับโฆษณาเกี่ยวข้องกันมากเกินไปทำให้ บทบาทของสื่อที่แท้จริงไม่ชัดเจนทำให้ Thai Publica จึงเป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และรายงานข่าวแบบสอบสวนเจาะลึก ซึ่งก็เป็นการทำเพื่อสังคมแบบหนึ่ง แต่ก็ต้องมีรายจ่ายสำหรับนักเขียน และค่าดำเนินงาน ดังนั้น Thai Publica ก็ต้องมีรายได้เพิ่มจากการสัมมนา การบริจาค เป็นต้น

 

Q: การคิดค่า Premium ของธุรกิจเพื่อสังคม
ธุรกิจเพื่อสังคม จำเป็นต้องมีการชาร์จค่า Premium เพื่อนำรายได้นั้นมาหมุนเวียนธุรกิจให้อยู่ได้ ฉะนั้นต้องหาช่องทางการสร้างรายได้ให้ได้ แบรนด์ Whole Foods ขายสินค้าเกษตรปลอดสารพิษที่ราคาค่อนข้างสูง แต่กลุ่มผู้บริโภคของพวกเขาเป็นกลุ่มคนที่มีรายได้และอยากช่วยสังคม ดังนั้นพวกเขาจึงขายราคาสูงได้ ในขณะที่ร้านขายผักบางร้านก็คิดราคาถูกเนื่องจากรับสินค้ามาถูก ไม่มีต้นทุนการตลาด แค่ขายของเฉพาะในท้องถิ่นก็อยู่ได้ เป็นต้น

บางครั้งธุรกิจก็สามารถคิดค่าพรีเมียมจากแบรนด์ หรือ Supplier ก็ได้ เพียงแต่ต้องชี้ให้เห็นว่า สิ่งที่พวกเขามอบให้สามารถส่งผลดีต่อแบรนด์ได้จริงๆ เช่น เป็นการตลาด ภาพลักษณ์ให้แบรนด์

 

สุดท้ายแล้ว การมอง Demand และ Supply ของทั้งตลาดเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

Demand ในที่นี้ก็คือความต้องการซื้อสินค้าและความต้องการบริจาค
Supply ก็คือความต้องการขายสินค้า และความต้องการการบริจาค สิ่งเหล่านี้ต้องสอดคล้องกันให้ได้

 

ขอยกตัวอย่างธุรกิจเพื่อสังคมที่น่าสนใจสัก 2 ตัวอย่าง

1.Trader Joes คือร้านสะดวกซื้อที่ก่อตั้งในช่วงปี 1950 จุดประสงค์ของร้านง่ายๆคือ ของดี+ราคาถูก=คุ่มค่า!! ดังนั้นพวกเขาจึงเฟ้นหา Supplier ที่ราคาไม่แพง รวมถึงการทำสัญญาล่วงหน้าเพื่อให้ได้ราคาที่ดี อีกทั้งทุก Products บน Shelf ของพวกเขาเป็นสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การไม่มีค่าโฆษณา ค่าการตลาด ทำให้ราคาต่ำกว่าท้องตลาด สมแล้วกับชื่อ Trader Joes

นอกจากนั้นอดีตผู้ก่อตั้งร้าน ยังเปิดร้านขายของเพิ่มชื่อว่า Daily Table ที่เน้นขายของที่ใกล้หมดอายุในราคาถูกอีกด้วย เปลี่ยน Waste ให้เป็น Value อย่างแท้จริง

2.แบรนด์อย่าง Whole Foods ก็เป็นอีกแบรนด์ที่ทำ Social Enterprise ได้น่าสนใจ ไม่ใช่แค่ขายแต่ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พวกเขายังช่วยเกษตรที่ยากจนให้มีงาน มีรายได้ที่มั่นคง รวมถึงให้กู้ยืมเงินในเรทที่ต่ำ และยังช่วยเหลือชุมชนที่พวกเขาไปทำธุรกิจอีกด้วย

 

ที่มา : งานสัมมนา จาก TDRI : Solving Tough Problems through Innovative Social Busine