แม้ตั้งมาได้เพียงไม่กี่ปีแต่แพลตฟอร์มเงินดิจิทัลที่มีฐานอยู่ในสิงคโปร์ก็โตแบบก้าวกระโดด จนล่าสุดเล่นใหญ่ทำดีลยักษ์กับทีมบาสเกตบอลดัง

Staples Centers สนามของ LA Lakers ในสหรัฐฯ จะเปลี่ยนชื่อเป็น Crypto.com Arena ตามชื่อบริษัทแพลตฟอร์มซื้อขายคริปโตในสิงคโปร์ที่ทุ่มเงิน 700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 22,000 ล้านบาท) ทำสัญญา 20 ปีกับ AEG บริษัทธุรกิจบันเทิงสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเจ้าของสนาม

 

ดีลนี้จะมีผลในเกมที่ LA Lakers จะเปิดบ้านรับการมาเยือน Brooklyn Nets ในวันคริสต์มาสนี้ โดย Dan Beckerman – CEO ของ AEG กล่าวว่านี่ถือเป็นดีลแห่งอนาคต

และการจับมือครั้งสำคัญของบริษัทใหญ่ในธุรกิจบันเทิงและกีฬากับแวดวงคริปโต พร้อมกันนี้ยังถือเป็นการแสดงให้เห็นวิสัยทัศน์ด้านนวัตกรรมของทั้งสองบริษัทอีกด้วย

แม้ยังไม่ได้ออกแถลงการณ์ใด ๆ แต่ดีลนี้ก็ส่งผลดีกับ Crypto.com แล้ว โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่ดีลนี้เกิดขึ้นราคา CRO เหรียญคริปโตของ Crypto.com ขึ้นมา 24% ทำให้เป็นเหรียญคริปโตที่มีราคาสูงสุดในอันดับที่ 18

นอกจากมูลค่าดีลที่ทำให้เป็นหนึ่งในดีลคว้าสิทธิ์ชื่อสนามใหญ่สุดในวงการกีฬาสหรัฐฯ แล้ว ซึ่งแน่นอนว่า Crypto.com สามารถนำไปใช้เป็นประโยชน์ในการประชาสัมพันธ์ ดีลนี้ยังย้ำถึงการรุกวงการกีฬาของ Crypto.com อีกด้วย

เพราะก่อนหน้านี้เคยเปิดดีลกับ Paris Saint-Germain สโมสรฟุตบอลใหญ่ในฝรั่งเศส Serie A  ลีกฟุตบอลระดับสูงสุดในอิตาลี และการแข่งรถ Formula One มาแล้ว

สำหรับ Crypto.com เพิ่งก่อตั้งเมื่อปี 2016 แต่ก็เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยปี 2019 มีผู้ใช้แพลตฟอร์มแตะ 1 ล้าน และในปัจจุบันที่คริปโตกลายเป็นการลงทุนรูปแบบใหม่ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลก ท่ามกลางราคาคริปโตหลายสกุลที่เพิ่มขึ้น

และสามารถชิงพื้นที่สื่อทางธุรกิจ-การลงทุนได้อย่างต่อเนื่อง ผู้ใช้แพลตฟอร์ม Crypto.com ก็เพิ่มขึ้นเป็น 10 ล้านคน

ส่วน CRO สร้างขึ้นในปี 2018 แม้ยังไม่เป็นที่รู้จักเหมือนคริปโตสกุลดัง ๆ เช่น Bitcoin Ethereum หรือ Shiba Inu แต่นักลงทุนก็ CRO จับตามอง เพราะราคาในปัจจุบันโตจากช่วงก่อตั้งมหาศาล

Staples Center เป็นหนึ่งในสนามกีฬาชื่อดังของสหรัฐฯ สร้างด้วยงบก่อสร้าง 583 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 19,000 ล้านบาท) มีพื้นที่ทั้งหมด 88,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ย่านใจกลางนครลอสแองเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย ของสหรัฐ เปิดใช้ครั้งแรกในปี 1999 โดยนอกจากเป็นสนาม

ของ  LA Lakers แล้ว และแข่งบาสเกตบอลแล้ว ยังใช้สถานที่จัดงานใหญ่ ๆ ในอุตสาหกรรมบันเทิงสหรัฐฯ เช่น คอนเสิร์ตของศิลปินดัง ๆ และงานประกาศรางวัล Grammy อยู่หลายครั้ง

สำหรับดีลคว้าสิทธิ์ใช้ชื่อสนามใหญ่ ๆ ในวงการบาสเกตบอลสหรัฐฯ ก่อนหน้านี้ คือ ดีลมูลค่า 300 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 9,700 ล้านบาท) เมื่อปี 2016 เปลี่ยนชื่อสนาม Golden State Warriors ของทีมชื่อเดียวกันเป็น Chase Center ตาม JP Morgan Chase สถาบันการเงินใหญ่ โดยเป็นดีลที่กินเวลา 20 ปี

และดีลเมื่อกันยายนที่ผ่านมา มูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 16,300 ล้านบาท) เปลี่ยนชื่อสนามทีม LA Clippers ที่กำลังอยู่ในระหว่างก่อสร้างเป็น Intuit Dome ตามบริษัทซอฟต์แวร์ Intuit โดยเป็นดีลที่กินเวลา 23 ปี

ทั้งนี้ บริษัทในตลาดคริปโตเริ่มเข้ามาลงทุนวงการกีฬาสหรัฐฯ ตั้งแต่หลังสถานการณ์โควิดทุเลา ซึ่งถือเป็นดีลแบบ Win Win เพราะฝ่ายบริษัทในตลาดคริปโตก็ได้พื้นที่ประชาสัมพันธ์ และนำกำไรก้อนใหญ่จากความเฟื่องฟูช่วงโควิดไปต่อยอดลงทุน

ขณะที่ฝ่ายลีกหรือทีมกีฬาสหรัฐฯ ก็ได้เงินมาชดเชยรายได้ที่หายไปก้อนใหญ่จากช่วงโควิด โดยสถานการณ์ดังกล่าวนำมาสู่การซื้อสปอนเซอร์ทั้งใน MLB ลีกเบสบอลระดับสูงสุด และลีกแข่งโดรนในนิวยอร์กของบริษัทในตลาดคริปโต

แน่นอนว่าเทรนด์นี้ขยายมาถึงมาวงการบาสเกตบอลด้วย โดยกรกฎาคมที่ผ่านมา StormX เปิดดีลขอเป็นสปอนเซอร์กับทีม Portland Trail Blazers คว้าพื้นที่โฆษณาทั้งบนชุดแข่งและในสนามของทีม ซึ่งถือเป็นดีลลักษณะนี้ครั้งแรกใน NBA

คาดว่ากันว่า StormX จะจ่ายให้ Portland Trail Blazers อยู่ที่ปีละ 10 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 330 ล้านบาท) และ StormX ยังมีแผนสร้าง NFT ให้แฟน ๆ ของทีมนี้อีกด้วย

และย้อนไปเมื่อมีนาคมปีเดียวกันทีม Miami Heat ก็เปลี่ยนชื่อสนามเป็น FTX Arena ตามบริษัทแพลตฟอร์มคริปโตที่มีฐานอยู่ในบาฮามา ภายใต้ดีลมูลค่า 135 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 4,400 ล้านบาท) ซึ่งจะกินเวลา 19 ปี/cnbc, wikipedia



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน