ต้องบอกว่า “สถาบันศัลยกรรมความงาม” ถือเป็นตลาดที่เติบโตแบบติดสปริงบอร์ดเลยทีเดียว เพราะจากในปี 2012 ที่มีมูลค่า 19,500 ล้านบาท แต่ล่าสุดในปี 2015 แม้จะต้องพบเจอมรสุมปัญหาเศรษฐกิจตกต่ำ แต่มูลค่าตลาดนี้กลับสวนทางไม่ “หยุดนิ่ง” ด้วยมูลค่าสูงถึง 30,000 ล้านบาท พร้อมกับยังสามารถเติบโตมากกว่า 20%
เมื่ออยากดูดี…เศรษฐกิจย่ำแย่ “ไม่ใช่ปัญหา”
ถึงแม้ที่ผ่านมา “ตลาดศัลยกรรมความงาม” จะพบเจอโจทย์อันท้าท้ายนั้นคือบริการ “ราคาแพง ลูกค้าเจ็บตัว” อีกทั้งสารพัดข่าวตามสื่อออนไลน์และทีวี ถึงผลงานศัลยกรรมที่ผิดพลาดจนทำให้ลูกค้าเสียโฉม แต่ในเมื่อ “ความสวยความหล่อเป็นอะไรที่คนไทยไขว่คว้า” อุปสรรคทั้งหมดเลยไม่ใช่ปัญหาอีกต่อไป
“ไม่ว่าเศรษฐกิจเป็นอย่างไรแต่ความสวย – หล่อ คนไทยยอมจ่ายหมด เพราะตลาดนี้เป็นเรื่องของความพึงพอใจล้วนๆ และที่สำคัญสังคมไทยในยุคนี้ให้ความสำคัญกับรูปร่างหน้าตากันมากขึ้นกว่าในอดีตอย่างเห็นได้ชัดเจน”
“จนปัจจุบันหลายคนเชื่อว่าการทำศัลยกรรมเป็นการลงทุนให้แก่ตัวเอง เพื่อเพิ่มโอกาสในการได้งานเงินเดือนดี รวมไปถึงการเสริมให้บุคลิกภาพตัวเองดูดีขึ้นในการทำงาน” อลิสา อินเทเสนี ประธานกรรมการบริหาร ไพร์ม เมดิกา กรุ๊ป ผู้ให้บริการเสริมความงามครบวงจร บอกถึงเหตุผลที่ทำให้ตลาดศัลยกรรมความงามในเมืองไทย ยังสามารถเติบโตในช่วงเศรษฐกิจใส่เกียร์ถอยหลังอย่างต่อเนื่อง
Social Network พลังกระตุ้นไปสู่โลกศัลยกรรม
สิ่งเร้าที่กระตุ้นให้ผู้บริโภคชาวไทยลุกขึ้นมาทำศัลยกรรมนอกจากความเชื่อในการเพิ่มโอกาสในการสร้างรายได้ให้แก่ตัวเองแล้วนั้น ต้องบอกว่าการมาของสื่อ Social Network ทั้ง Facebook,Instagram รวมไปถึงเทรนด์ถ่ายภาพ Selfie ที่กลายเป็นวัฒนธรรมไปแล้วในโลกของ Social Network ถือเป็นสารกระตุ้นที่เร่งเร้าชั้นดีเลยทีเดียว
“การเติบโตของสื่อ Social Network มีผลต่อตลาดศัลยกรรมความงามเป็นอย่างมาก เพราะพอเห็นคนทำกันสวยขึ้นดูดีขึ้น แล้วเกิดคำถามว่าทำไมฉันจะไมทำ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กรุ่นใหม่ๆ การเสพสื่อ Social Network มีผลเป็นอย่างมากให้เขาตัดสินใจทำศัลยกรรมเร็วขึ้น”
แน่นอนเมื่อต้องออกสื่อใครๆ ก็อยากให้ตัวเองดูดี โดยวิธีการที่รวดเร็วที่สุด เห็นผลทันตาก็คงไม่พ้นต้องไปสู่การศัลยกรรมความงาม ที่น่าสนใจมากกว่านั้นคือเทรนด์การทำศัลยกรรมของคนไทยนั้นมีความชัดเจนในแบบฉบับของตัวเอง
“ในอดีตคนเกาหลีจากแต่เดิมชอบทำศัลยกรรมที่มีรูปแบบคล้ายๆกัน เหมือนเป็นสูตรสำเร็จว่าทำจมูกต้องทรงนี้ ใบหน้าต้องเรียวประมาณนี้ แต่เวลานี้เริ่มพัฒนาอยากให้ดูเป็นธรรมชาติมากขึ้นคือทำศัลยกรรมมาแต่อยากให้ดูเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้ทำมา ส่วนคนไทยตรงกันข้ามคืออยากให้ส่วนที่ตัวเองทำศัลยกรรมมาดูโดดเด่นให้คนรู้ว่าฉันไปทำศัลยกรรมมา”
“หมอกระเป๋า” แม้จะ ดราม่าแต่ก็ยัง Hot
อีกหนึ่งความน่าสนใจของตลาดศัลยกรรมความงามมูลค่ากว่า 30,000 ล้านบาทในปีนี้คือนอกจากจะมีแนวโน้มความน่าจะเป็นสูงที่ตลาดจะเติบโตเพิ่มขึ้นถึง 20 % แล้วนั้น คือการได้พบเห็น “หมอกระเป๋า” ที่เป็น กลุ่มคนที่ศึกษาวิธีการต่างๆ จากในออนไลน์และเห็นเครื่องไม้เครื่องมือจนคุ้นตาเพราะเคยใช้บริการจากสถาบันความงามชื่อดังอยู่บ่อยครั้ง จากนั้นก็พัฒนาจากการเป็น “ลูกค้า” มาสู่การเป็น “หมอกระเป๋า” ด้วยการไปหาซื้อเครื่องมือและสารต่างๆ รับจ้างฉีดโบท็อกซ์หรือฟิลเลอร์ให้แก่คนอื่นๆ เพียงแค่ติดต่อทาง Facebook หรือทาง Line แม้จะเกิดข่าว “ดราม่า ออนไลน์” ถึงผลงานผิดพลาดของกลุ่ม “หมอกระเป๋า” ในการทำศัลยกรรมอยู่บ่อยครั้ง แต่ก็ไม่ได้ทำให้กระแสความนิยมของ “หมอกระเป๋า” ลดลงแม้แต่น้อย เพราะด้วย “จุดขาย” ราคาถูกเข้าถึงง่ายมีบริการ Delivery บริการฉีดโบท็อกซ์และฟิลเลอร์ถึงบ้านเลยทีเดียว
แต่ไม่ว่าจะเป็น “หมอกระเป๋า” หรือ “สถาบันความงาม” จุดตัดที่จะบิวด์ให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการนั้นคือการ “รีวิวในออนไลน์” รวมถึงข้อมูลต่างๆ ของลูกค้าที่เคยใช้บริการมาบอกกล่าวในกระทู้เว็บบอร์ดต่างๆ
“คนจะสนใจรีวิวผลงานที่หมอคนนั้นๆ ผ่านทางออนไลน์ ว่าผลงานของแต่ละหมอเป็นยังไง จนสร้างเทรนด์การบอกต่อปากต่อปาก และที่เห็นบ่อยสุดคือผลงานผิดพลาดของกลุ่มหมอกระเป๋าที่ใช้กลยุทธ์ทางด้านราคา ในขณะที่กลุ่มสถาบันความงามไม่สามารถเล่นโปรโมชั่นให้ราคาใกล้เคียงกับกลุ่มหมอกระเป๋า แต่จะ Educate ผู้บริโภคในตลาดถึงคุณภาพและความปลอดภัยที่มีมากกว่า”
ความน่าเชื่อถือเหนือกว่า “ราคา”
เมื่อผลงานศัลยกรรมของหมอคือ “แม่เหล็ก” ที่จะใช้เป็นแรงดึงดูดลูกค้าให้เข้ามาใช้บริการ ทำให้ได้เห็นเกมแย่งชิง “หมอศัลยกรรมชื่อดัง” กันอย่างอุตลุดของโรงพยาบาลและสถาบันความงามต่างๆ แน่นอน “ค่าตัว” ของหมอศัลยกรรมชื่อดังย่อมสูงลิบ ขณะเดียวกันกลุ่มสถาบันความงามเอง ยังต้องใช้โปรโมชั่นราคาขับเคลื่อน โดยเฉพาะในช่วงเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ “ราคา”มีผลต่อการตัดสินใจอย่างแน่นอน
“การแข่งขันกับราคาคือต้องให้ลูกค้าสามารถจ่ายได้ แต่การมีคุณหมอชื่อดังก็ต้องแบกรับต้นทุนสูง เพราะฉะนั้นต้องสร้างสมดุลย์การใช้โปรโมชั่นไม่ใช่ราคาถูกแล้วคนจะใช้บริการเสมอไป เพราะเราเชื่อว่าคนในยุคนี้ฉลาดเลือกทำศัลยกรรม ยอมจ่ายแพงกว่าอีกนิดหนึ่งเพื่อให้ได้ความปลอดภัยมั่นใจกว่า”
และเมื่อ…ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วย ความอยากสวยอยากหล่อของผู้บริโภคที่ไม่มีที่สิ้นสุดบวกกับเกมโปรโมชั่นที่ยังร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง จึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมายที่ตลาดศัลยกรรมความงามจะเติบโตมากกว่า 20% ในปี 2016

