Alex Atallah และ David Finzer 2 ผู้บริหารหนุ่มไฟแรงที่พา OpenSea จากบริษัทที่ตั้งอยู่ชั้นใต้ดินของบ้านและมีผู้ใช้งานเพียงหลักพันทะยานสู่การเป็นแพลทฟอร์มซื้อขาย NFT อันดับ 1 ด้วยยอด Active User กว่าล้านคนขึ้นแท่นบริษัทที่มีมูลค่านับหมื่นล้านเหรียญฯ ที่มาที่ไปของเรื่องราวทั้งหมดจะเป็นอย่างไรวันนี้ Marketeer จะพาไปหาคำตอบ

เริ่มต้นกันที่ใครที่ยังไม่รู้จัก NFT เราจะพาคุณผู้อ่านไปรู้จัก NFT ในแบบสั้นๆ อ่านไม่ถึงครึ่งนาทีเข้าใจได้กันก่อนก่อนที่จะพาไปทำความรู้จักกับ 2 ผู้ก่อตั้งแพลทฟอร์มเว็บไซต์ซื้อขาย NFT ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอย่าง OpenSea

NFT คืออะไร?

NFT ย่อมาจาก Non-Fungible Token คือ โทเคนดิจิทัลที่ทำงานบนบล็อกเชน โดยโทเคนแต่ละอันจะมีความเป็นเอกลักษณ์และมีหนึ่งเดียวหลักการทำงานคือ เราสามารถเอาสินทรัพย์เฉพาะตัวออกมาแปลงเป็นโทเคนดิจิทัลได้ อาทิเช่นภาพวาด ภาพถ่าย โดยผู้ซื้อและผู้ขายและทำธุรกรรมผ่านแพลทฟอร์มแลกเปลี่ยน(Exchange) ที่ปกติเราจะเคยได้ยินเฉพาะการซื้อขายแลกเปลี่ยนสกุลเงินดิจิทัลหรือ คริปโตเคอเรนซี่ แต่สิ่งนี้เป็นอีกบทบาทหนึ่งของ Exchange ที่เราอยากชวนคุณมาทำความรู้จัก และนี่จึงเป็นที่มาของ The people ในบทความนี้

จุดกำเนิดของ Opensea

ย้อนกลับไปในปี 2018 ในชั้นใต้ดินของบ้านหลังหนึ่งในเมืองโคโรราโดประเทศสหรัฐอเมริกา สตาร์ทอัพแห่งหนึ่งที่มีพนักงานเพียง 5 คนได้ให้กำเนิดแพลทฟอร์มซื้อขาย NFT นามว่า Opensea

มีนาคม 2020 หลังก่อตั้งบริษัทได้ 26 เดือน Opensea มีผู้ใช้งานเพียงแค่ 4,000 คนต่อวัน และมีมูลค่าธุรกรรมเพียง 1.1 ล้านเหรียญฯต่อเดือนเท่านั้น นี่ยังไม่พูดถึงรายได้ของบริษัทที่ในช่วงแรกมีรายรับเข้ามา 28,000 เหรียญฯต่อเดือน Alex Atallah หนึ่งในผู้ร่วมกก่อตั้งถึงกับบอกว่านี่เหมือนกับการ “ตายทั้งเป็น”

แต่เหมือนโชคชะตาฟ้าเป็นใจเมื่อคู่แข่งทางตรงที่มีดีกรีดีกว่าทั้งในเรื่องเงินทุนและทรัพยากรอย่าง “Rare Bits” ได้ปิดตัวลง นาทีนั้น Alex Atallah และ David Finzer รู้ในทันทีว่า ถ้าพวกเขาเลือกที่จะสู้ก็มีโอกาสที่โตหลายเท่า หรือ ถ้าจะถอยตามคู่แข่งไปก็อาจจะเป็นการตัดสินใจที่ดีกว่าเพราะขนาดคู่แข่งมีดีกว่าตั้งหลายขุมยังไปไม่รอดเลยแล้วกับ Opensea ที่รายได้ยังลูกผีลูกคนจะไปรอดได้อย่างไร

แต่โชคดีที่วันนั้นพวกเขาเลือกที่จะเชื่อในสัญชาตญาณที่บอกว่าต้องไปต่อ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเดินทางของแพลทฟอร์ม NFT Exchange แห่งยุค  “Opensea”

ที่มาของไอเดียพันล้าน

David Finzer เกิดในครอบครัวที่คุณพ่อเป็นวิศวกรซอฟแวร์ และคุณแม่เป็นนักฟิสิกส์ ชีวิตของ David  ไม่ได้สวยหรูนักถึงแม้ว่าคุณพ่อคุณแม่จะเก่งมากๆ

ในช่วงมหาวิทยาลัยเขาถูกปฏิเสธจากมหาวิทยาระดับโลกทั้ง Havard, Standford ,Princeton รวมถึง Yale จนสุดท้ายได้มาลงเอยกับมหาวิทยาลัย Brown ชีวิตในวัยทำงาน David เริ่มต้นชีวิตการทำงานด้วยการเป็นวิศวกรซอฟแวร์ตามรอยคุณพ่อ ที่ Pinterest แพลทฟอร์มไอเดียงานครีเอทีฟชื่อดัง

จากนั้นในปี 2015 เขาได้ร่วมก่อตั้งสตาร์ทอัพแรกในชีวิตชื่อว่า Claimdog แพลทฟอร์มที่ช่วยผู้คนในการขอเงินคืนภาษีจากภาครัฐรวมไปถึงสินทรัพย์ต่างๆที่ภาคธุรกิจหรือภาครัฐค้างจ่ายเจ้าหนี้ที่เป็นคนทั่วไป โดยต่อมา David ให้ขายกิจการนี้ต่อให้กับ Credit Karma ในปี 2016

Alex Atallah เกิดที่โคโรราโด สหรัฐอเมริกา เขาเป็นลูกชายของคุณพ่อที่เป็นผู้อพยพชาวโคลัมเบีย และคุณแม่เป็นชาวอเมริกัน หลังเรียนจบจากมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด Alex ทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ก่อนที่จะรวมทีมกับ David Finzer ก่อตั้งสตาร์ทอัพ

ซึ่งในปี 2018 พวกเขาได้เข้าร่วมโครงการ Y Combinator startup accelerator โดยเข้าประกวดด้วยไอเดียธุรกิจที่จะจ่ายเงินให้กับผู้ที่แชร์สัญญาณไวไฟ (WiFi Hotspots Sharing)ตามจุดต่างๆ เป็นสกุลเงินคริปโต แต่ตอนนั้นไอเดียของพวกเขาไม่ได้เข้าวินเพราะ CryptoKitties แพลทฟอร์มเกมสะสมการ์ดแมวสุดน่ารักชนะไปด้วยไอเดียที่แมสมากกว่า

จุดนั้นเองทำให้ทั้ง Alex และ David มองเห็นช่องทางทำเงินจากการสะสมผลงานศิลปะ ทั้งคู่มองว่าถ้า Cryptokitties ทำได้ก็แปลว่าผู้คนก็ไม่สนใจที่จะแค่ซื้อขายแลกเปลี่ยนเหรียญอย่างเดียวแล้ว แต่ผู้คนก็ให้ความสำคัญกับความชอบและงานอดิเรกอีกด้วยและนั่นเป็นจุดกำเนิดของ Opensea

สิ่งที่จุดกระแส NFT

สิ่งที่ Opensea ทำนั้นถ้าว่ากันตามตรงไม่ได้เป็นไม้ขีดไฟก้านแรกที่จุดกระแส NFT

แต่ Nifty Gateway ซึ่งเป็น Marketplace ซื้อขาย NFT อีกเจ้าต่างหากที่ช่วยปลุกกระแสขึ้นมาอีกครั้ง

โดยเริ่มมาจากในช่วงเดือนมีนาคม 2021 ผลงาน NFT ที่มีชื่อว่า “Everdays:The First 5000 Days” ของศิลปินนามว่า Beeple ถูกประมูลไปในราคา 6 ล้านเหรียญฯ (2,297,424,000 บาท) ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผลงานศิลปะที่มียอดการประมูลสูงที่สุดตลอดกาลของศิลปินที่ยังมีชีวิตอยู่

จุดนี้เองทำให้ศิลปินทั้งมือใหม่ มือเก๋า มือสมัครเล่น มืออาชีพ นักสะสม นักเก็งกำไรต่างพากันหันมาเริ่มสร้างผลงานของตนเองไม่ก็ประมูลมาทำการ resell ต่อแล้วส่งเข้าไปเป็น NFT กันมากมายเกิดให้เป็นกระแสแบบ  Hype สุดๆ

แน่นอนว่า OpenSea ก็ได้รับอานิสงก์จากกระแสนี้ไปเต็มๆ เพราะว่าใครๆก็เป็นศิลปินได้ ใครๆก็มีผลงานที่สามารถทำเงินอย่างมากมาย โดยเฉพาะในเคสของ OpenSea ที่สามารถทำรายได้ไปแล้วกว่า 350 ล้านเหรียญฯ หรือกว่า 11,670 ล้านบาท แถมยังสามารถระดมทุนจาก Andreessen Horowitz ซึ่งเป็น Venture Capital ใน Silicon Valley ไปกว่า 100 ล้านเหรียญฯ ทำให้มูลค่าบริษัทตอนนั้นขยับมาอยู่ที่ 15,000 ล้านเหรียญฯทันที

สิงหาคมปีเดียวกันด้วยกระแสที่มาแรงแบบฉุดไม่อยู่ของ NFT ทั้งจากฝั่งภาพวาดและฝั่งเกมบวกกับแรง FOMO(Fear Of Missing Out หรืออาการกลัวการพลาดเรื่องราวที่กำลังเป็นกระแส)  ของมวลชน ณ ขณะนั้นทำให้วอลุ่มซื้อขาย NFT บน OpenSea พุ่งไปถึง 10 เท่าที่ 34,000 ล้านเหรียญ และทำรายได้จากส่วนแบ่งค่าธรรมเนียมไปกว่า 85 ล้านเหรียญในเวลาเพียงแค่เดือนเดียว

ปัจจุบัน OpenSea มีผู้ใช้งานประมาณ 1.8 ล้านคน และมูลค่าธรรมกรรมโดยเฉลี่ยที่ 2,000 ล้านเหรียญฯต่อเดือน และมีจำนวนพนักงานแล้วกว่า 70 คน(จากช่วงแรกมีเพียง 5คน) ถือครองส่วนแบ่งอันดับ 1 ในตลาดซื้อขาย NFT

นอกจากความสำเร็จในภาพของบริษัทแล้วทั้ง Atallah และ Finzer ยังขยับเข้าใกล้กับการเป็น “เศรษฐีคริปโต” หน้าใหม่จากการระดมทุนรอบใหม่มูลค่ากว่า 10,000 ล้านเหรียญฯ พร้อมสัดส่วนในความเป็นเจ้าของอีก 19%

ความอ่อนน้อมถ่อมตนคือกลยุทธ์ของความสำเร็จ

จากบทสัมภาษณ์โดยทีมงานนิตยสาร Forbes ผู้สัมภาษณ์พบว่าทั้ง Atallah และ Finzer เป็นคนที่สุภาพอ่อนน้อมและยังติดดินไม่ต่างจากวันแรกที่ OpenSea ยังไม่ดังขนาดนี้

กูรูหลายคนอยากให้ทั้งคู่หันมาทำแพลทฟอร์มที่มีความเฉพาะเจาะจงด้านใดด้านหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ เกม หรือ ดนตรี แต่พวกเขาเลือกที่จะแพลทฟอร์มที่ผสานทั้ง 3 ทางเลือกไว้ในที่เดียวกัน ด้วยเหตุผลที่ว่าไม่สามารถพยากรณ์ได้ว่า Category ไหนจะปัง ณ ช่วงเวลาหนึ่งๆ

David Finzer บอกว่าความสำเร็จของ OpenSea เป็นเรื่องที่ “เข้าใจได้ไม่ยากและไม่มีอะไรซับซ้อน” เพราะว่าการเกิดขึ้นของ OpenSea นั้น “อยู่ถูกที่และถูกเวลา” และพวกเขารับฟังเสียงความต้องการของลูกค้าอยู่เสมอ

ความต้องการของลูกค้าที่ว่านั้นคืออะไร? Finzer บอกว่า OpenSea นั้นรันอยู่บนบล็อกเชนของ Ethereum และทุกการซื้อและขายจะใช้คริปโตเคอเรนซี่ทั้งหมด ผู้ขายสามารถเลือกได้ว่าจะขายแบบกำหนดราคาขายขาด หรือ จะใช้การประมูลก็ได้

นอกจากนี้ศิลปินผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะก็ยังสามารถที่จะกำหนดเปอร์เซ็นของราคาขายต่อได้ด้วยนี่คือจุดเด่นอีกอย่างที่ OpenSea นำเสนอในฝั่งของเจ้าของผลงาน

ความเสี่ยงที่ยังมองไม่เห็น

แม้ OpenSea จะประสบความสำเร็จอย่างมากจากการเปิดให้ผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะได้มาเจอกับผู้ชื่นชอบสะสมผลงานที่มีชิ้นเดียวในโลก แต่อุปสรรคที่ Divid Finzer ยอมรับว่าจัดการได้ยากนั่นคือเรื่องของการ “โกง” ของผู้ขายผลงานศิลปะ รวมถึงการเข้ามาของคู่แข่งรายใหม่

การเป็นตลาดเสรีของ OpenSea เปรียบเสมือนดาบ 2 คมที่ในด้านหนึ่งก็ดึงดูดผู้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะหน้าใหม่ๆได้ไม่ยากเพราะไม่ต้องไปวุ่นวายในการยืนยันตัวตน แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นการเปิดโอกาสให้มิจฉาชีพเข้ามาหาผลประโยชน์จากช่องโหว่ของกฏระเบียบกติกา ทั้งขายของปลอม สแกม และฉ้อโกงผู้ซื้อ

ตัวอย่างที่ง่ายที่สุดก็คือมิจฉาชีพสามารถที่จะก็อปปี้ผลงานศิลปะของศิลปินสักคนแล้วเอาเข้ามาขายใน OpenSea แล้วบอกว่านี่คือผลงานของตนและมีแค่ชิ้นเดียวในโลก นี่คือความเสี่ยงที่ใหญ่หลวงสำหรับแพลทฟอร์มที่ต้องการความน่าเชื่อถือของระบบการตรวจสอบ

Finzer บอกว่า ทีมงาน OpenSea กำลังทำงานกันอย่างหนักเพื่อพัฒนาระบบ AI ที่สามารถตรวจจับผลงานที่ลอกเลียนแบบ นอกจากนี้ยังว่าจ้างทีมงานผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบผลงานศิลปะเข้ามาทำงานในจุดนี้อีกด้วย

ความท้าทายสำคัญจากยักษ์ใหญ่อย่าง Coinbase

ในเดือนตุลาคมที่ผ่านมา Coinbase ซึ่งเป็นแพลทฟอร์มเทรดคริปโตอันดับ 1 ของอเมริกาและยังเป็นฐานทุนใหญ่ของ OpenSea ประกาศว่าจะทำแพลทฟอร์ม NFT แบบ Peer-to-Peer(รายย่อยซื้อขายกันเอง) เป็นของตัวเอง ซึ่งก็ทำได้ดีเสียด้วยเพราะในไม่กี่สัปดาห์ภายหลังประกาศโปรเจคนี้ก็มีผู้มาลงทะเบียนอยู่ใน Waiting List มากกว่า 2.5 ล้านแอคเคาน์

แถม Brian Armstrong ซีอีโอของ Coinbase ยังประกาศว่านี่จะเป็นธุรกิจใหม่และใหญ่กว่าเดิม(ที่ทำได้เพียงซื้อขายคริปโตฯ) ซึ่งแแน่นอนว่านี่คือความท้าทายครั้งใหญ่ของ OpenSea  เลยก็ว่าได้

สรุปส่งท้าย

ดูเหมือนว่ากระแสแห่ง NFT จะดูเป็นฟองสบู่ที่ใครๆก็อยากรวยเร็วจากการขายผลงานศิลปะของตัวเองแม้กระทั่งคนที่ไม่ได้เป็นศิลปินเองก็ตาม

มีคำถามหนึ่งที่ถูกยิงไปที่ David Finzer ไว้อย่างน่าสนใจว่า

OpenSea จะทำอย่างไรถ้าฟองสบู่นี้แตก? Alex ตอบไว้อย่างน่าสนใจว่า “พวกเรามีเสื้อกันหนาวไว้เพียงพอสำหรับการเอาตัวรอดจากฤดูหนาว”`นี่เป็นการอุปมาอุปไมยที่แฝงไปด้วยความหมายสุดลึกล้ำ

เสื้อกันหนาวในที่นี้อาจหมายถึงแนวทางในการป้องกันความเสี่ยงจากการล่มสลายของกระแส NFT แต่ก็นั่นแหละขนาดแพลทฟอร์มใหญ่ระดับโลกยังมีแนวทางป้องกันของตนเองที่ดีกว่าเราแน่ๆ แล้วผู้เล่นรายย่อยอย่างเราจะไม่หาแนวทางป้องกันตัวเองไม่ให้บาดเจ็บจากการลงทุนก็คงจะกระไรอยู่


ที่มา : forbes.com

 

 

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน