ในอดีตการเติบโตของสินค้า FMCG มีการเติบโตมากกว่า GDP ประเทศ จนกระทั้งปี 2557 เป็นปีแรกที่ตลาดสินค้า FMCG มีอัตราการเติบโตต่ำกว่า GDP และเหตุการณ์นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะประเทศไทย

ในไตรมาสแรกของปีนี้ กันตาร์ เวิร์ลดพาแนล ไทยแลนด์ สำรวจพบว่า คนไทยจับจ่ายสินค้าประเภท FMCG ลดลงอย่างต่อเนื่อง และในปีนี้คาดการณ์เติบโตเพียง 1.8% เท่านั้น ซึ่งการลดลงของการจับจ่ายสินค้า FMCG ในปีนี้มาจาก 5 ปรากฏการณ์ที่สำคัญได้แก่

1. ผู้บริโภคลดประเภทสินค้า และจำนวนการช็อปลง

จากเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ผู้บริโภคกลุ่มเกษตรกรซึ่งผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ของประเทศมีรายได้ลดลงจากภัยแล้ง ทำให้ภาพรวมของการบริโภคทั่วประเทศในไตรมาส1/2559 ได้เปลี่ยนไปจากไตรมาส 1/ 2557 จากการเปรียบเทียบเทียบพบว่าผู้บริโภคมีการเลือกซื้อสินค้า FMCG เฉลี่ยแต่ละครัวเรือนมีสถิติลดลง จาก 43 กลุ่มสินค้าเหลือ 41 กลุ่มสินค้า มีการตัดกลุ่มสินค้าที่ใช้ในครัวเรือนบางประเภทออกและเปลี่ยนไปใช้สินค้าอื่นที่มีราคาต่อหน่วยประหยัดกว่าทดแทน หรือเลิกใช้สินค้าบางกลุ่มสินค้าเพราะมองว่าไม่มีความจำเป็นและลดความถี่ในการออกไปจับจ่ายในช่องทางการขายไฮเปอร์มาร์เก็ต และ ซุปเปอร์มาร์เก็ต จาก 27 ครั้ง ลดลงเหลือ 21 ครั้ง ช่องทางร้านสะดวกซื้อ จาก 37 ครั้ง เหลือ 36 ครั้ง และ ช่องทางร้านค้าโชห่วย จาก 133 เหลือ 127 ครั้ง

ถ้ามองให้ลึกลงไป การซื้อสินค้าที่ลดลงของผู้บริโภคมีสัดส่วนประมาณ 2.3% ของครัวเรือนทั้งหมดในประเทศไทย หรือประมาณ 450,000 ครัวเรือน เท่านั้นแต่ก็ยังมีผู้บริโภค 250,000 ครัวเรือนที่มีทิศทางการบริโภคที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน

2.เม็ดเงินจับจ่ายโชห่วยลดลง แต่ไปเพิ่มที่ไฮเปอร์และซูเปอร์มาร์เก็ต

การใช้จ่ายเงินต่อทริปของการจับจ่ายในช่องทางต่าง ๆ พบว่า คนไทยกลับลดเม็ดเงินในการจับจ่ายที่โชห่วยลงจากครั้งละ 52 บาท เหลือ เหลือ 51 บาท แต่กลับไปเพิ่มเม็ดเงินในช่องทาง ไฮเปอร์มาร์เก็ต และ ซุเปอร์มาร์เก็ตมากขึ้น จาก ครั้งละ 252 บาทเป็น 257 บาท ช่องทาง ร้านสะดวกซื้อ จากครั้งละ 93 บาทเพิ่มขึ้นเป็นครั้งละ 95.- บาท ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากแคมเปญโปรโมชั่นต่างๆ ที่ ไฮเปอร์มาร์เก็ต ซุเปอร์มาร์เก็ต และ ร้านสะดวกซื้อออกมากระตุ้นการซื้อของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง

3. 16% ของ FMCG เติบโต แต่ 40% ของ FMCG ยอดจำหน่ายตก

สินค้าประเภท ชาพร้อมดื่ม ชาสำเร็จรูป ไมโล โอวัลติน , นมพาสเจอร์ไรส์ นมยูเอชที , ครีมเทียมสำหรับกาแฟ, ผลิตภัณฑ์ใบมีดโกน และ โทนเนอร์ สินค้าประเภทซีเรียล หรือ ผลิตภัณฑ์จากธัญพืช เป็นกลุ่มสินค้าที่น่าเป็นห่วงจากอัตราการจำหน่ายที่ตกลงมากถึง 10 – 20 %เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา

ส่วนกลุ่มสินค้า กระดาษเช็ดหน้า (Facial Tissue) ผลิตภัณฑ์กันแดด ครีมล้างหน้า มาสค์ ตลอดจน นมถั่วเหลืองสเตอริไรส์ น้ำดื่มบรรจุขวด และ กาแฟพร้อมดื่มกลับกลายเป็นกลุ่มที่มีการเติบโตในอัตรา 10%+ ขึ้นไป ซึ่งกระดาษเช็ดหน้า (Facial Tissue) ผลิตภัณฑ์กันแดด ครีมล้างหน้า มาสค์ มีเหตุผลการเติบโตนี้มาจากผู้บริโภคกลุ่มผู้หญิงยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลตัวเองให้ดูดีอยู่เสมอ กลุ่มนมถั่วเหลือง น้ำดื่มบรรจุขวด เติบโตเพราะ คนไทยให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพมากขึ้น และเปลี่ยนจากการดื่มเครื่องดื่มชาเขียวมาเป็นน้ำดื่มบรรจุขวดและนมถั่วเหลืองแทน ส่วนกลุ่ม กาแฟพร้อมดื่มเติบโตจากความสะดวกสบายในการดื่ม ประหยัดเวลาในการชงกาแฟเพื่อดื่มเอง

4. ตัดสินใจทดลองสินค้าจากไซส์ใหญ่

นักการตลาดบางคนมองว่าสินค้าไซส์เล็กจะดึงดูดให้ผู้บริโภคทดลองใช้มากกว่าไซส์ใหญ่ ซึ่งความจริงแล้วไม่มีใช่เสมอไป จากที่ผู้บริโภคมองเรื่องความคุ้มค่ามากกว่าทำให้การตัดสินใจทดลองใช้สินค้าได้เกิดขึ้นกับสินค้าไซส์ใหญ่มากกว่าไซส์เล็ก เช่น หมวดผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผม ที่ผู้บริโภคเลือกซื้อไซส์ใหญ่เพื่อทดลองใช้แทนไซส์เล็กจากเหตุผลเทื่อเปรียบเทียบราคาต่อลิตรไซส์ใหญ่มีราคาที่ถูกกว่า

5.ผู้บริโภคซื้อขนมและเครื่องดื่มรับประทานนอกบ้าน 350 ล้านบาทต่อวัน

ผู้บริโภค 14 ล้านครัวเรือนที่บริโภคขนมและเครื่องดื่มนอกบ้าน โดยจับจ่ายเฉลี่ยต่อครั้ง 25 บาท หรือคิดเป็นมูลค่ารวม 350 บาทต่อวัน โดยปัจจัยในการเลือกซื้อมาจากหาซื้อง่าย มีความสะดวกสบายเป็นหลัก