“สตาร์ทอัพ” คลื่นลูกใหม่ของเศรษฐกิจไทย
หากจะพูดถึง “สตาร์ทอัพ” เชื่อว่า ณ วันนี้คนส่วนใหญ่ย่อมจะรู้จัก เนื่องจากเป็นเทรนด์มาแรงสำหรับคนรุ่นใหม่หรือคนรุ่นใหญ่ ที่อยากมีธุรกิจเป็นของตัว ซึ่งรัฐบาลยุคนี้ได้ให้คำนิยามของ ธุรกิจสตาร์ทอัพ คือ “ฐานเศรษฐกิจใหม่” แห่งอนาคตของไทย เนื่องจากมีผู้สนใจจำนวนมาก เริ่มต้นได้ง่าย ต้นทุนเริ่มต้นไม่สูงมากนัก มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาเป็นหลักในการสร้างธุรกิจ โดยสามารถคิดค้น และออกแบบ ให้สามารถซ้ำ และขยายตัวได้อย่างไม่มีข้อจำกัดแม้กระทั่งทั่วโลก โดยมี 3 องค์ประกอบที่จะทำให้สตาร์ทอัพมีการเติบโต
- ผู้ประกอบการใหม่มีความคิดที่สร้างสรรค์ มีนวัตกรรมที่ตรงกับช่องว่างและความต้องการของตลาด
- ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ ICT ซึ่งเอื้ออำนวยให้สามารถเข้าถึงตลาดได้ทั่วโลก ครอบคลุมในเรื่องของการเชื่อมโยง ทั้งผู้ให้บริการและผู้รับบริการ ไปจนถึงการชำระเงินที่มีความปลอดภัย และ สะดวกรวดเร็วทั้ง 2 ฝ่าย
- เงินทุนประเภทกิจการเงินร่วมลงทุน หรือ VC (Venture Capital) ที่ผู้ลงทุนเข้ามารับความเสี่ยงทางธุรกิจร่วมกันสตารย์อัพเอง
เม็ดเงินลงทุนยังคงพุ่งทยาน
อีกเหตุผลที่ทำให้สตาร์ทอัพมีความน่าสนใจมากขึ้น คือเม็ดเงินการลงทุนยังคงพุ่งทยานอย่างต่อเนื่อง โดย มีการประเมินว่า การลงทุนในสตาร์ทอัพของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในปี 2559 จะเพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 1.5 – 2 เท่าตัว ดังนั้นเมื่อมีการประเมินถึงเม็ดเงินที่จะมาลงทุนในสตาร์ทอัพของไทยในปีนี้ โดยใช้ตัวเลขนี้มาเป็นตัวอ้างอิง จึงน่าจะอยู่ที่ระดับ 80 ล้านเหรียญสหรัฐได้ไม่ยาก จากตัวเลขของปีก่อนที่อยู่ประมาณ 40 ล้านเหรียญสหรัฐ ด้วย 2 เหตุผล คือ 1.เทรนด์ที่กำลังมาแรง 2. คุณภาพของสตารย์อัพไทยที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ซึ่งเมื่อย้อนกลับไปในยุคก่อนหน้านี้ของสตาร์ทอัพจะพบว่า เป็นยุคของ อีคอมเมิร์ซ รีเทล ตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จและเห็นได้ชัดเจนคือ “TARAD.com” และ “ลาซาด้า (Lazada)” แต่ในช่วง 1-2 ปีนี้มา “ฟินเทค” หรือ ไฟแนนเชียล เทคโนโลยี (Financial Technology) กำลังมาแรง จะเห็นได้จาก การขยับตัวของ 2 แบงค์ยักษ์ใหญ่ที่ได้จัดตั้งบริษัทขึ้นมาใหม่ เพื่อดูเกี่ยวกับฟินเทคโดยเฉพาะ อย่างธนาคารกสิกรไทย ที่ได้ตั้ง บริษัท กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป (KASIKORN Business-Technology Group หรือ KBTG) และธนาคารไทยพาณิชย์ ที่จัดตั้งบริษัท ดิจิทัล เวนเจอร์ส จำกัด
นอกจากนี้ยังมีเทรนด์อื่นๆอีกไม่ว่าจะเป็น HealthTech ที่จะมาตอบกระแสรักสุขภาพของคนคนรุ่นใหม่ การแพทย์ที่ก้าวหน้าขึ้น และเตรียมพร้อมสำหรับการสู่สังคมสูอายุในระยะเวลาอีก 10 ปีนับจากนี้ไป หรือ VR Technology เทคโนโลยีเสมือนจริง ที่เติบโตจากการมาถึงของเทคโนโลยี 4G และเทคโนโลยี สเตรีมมิ่ง

2 เหตุผลที่สตาร์ทอัพยังขาด
สมโภชน์ จันทรสมบูรณ์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมธุรกิจ dtac Accelerate ได้ให้ 2 เหตุผลที่ทำให้สตาร์ทอัพบางส่วนยังไม่เข้าตา VC คือ
- Product market fit การเป็นสตาร์ทอัพที่ดีต้องเกิดการการที่คุณต้องการแก้ไขปัญหาบางอย่าง ไม่ใช่วันหนึ่งคุณลุกขึ้นมาแล้วอยากเป็นสตาร์ทอัพแล้วจะทำได้เลย ที่สำคัญปัญหานั้นจะต้องเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับคนหมู่มากด้วย ธุรกิจจึงจะประสบความสำเร็จ
- ทีมเวิร์ค หลายๆคนมองว่าตัวเองคือ One Man Show ที่อยากประสบความสำเร็จด้วยตัวคนเดียว แต่ความจริงแล้วสตาร์พอัพที่จะประสบความสำเร็จได้ต้องมีทีมที่ครบ ซึ่งประกอบไปด้วย 3 H คือ Hustler : CEO ต้องเป็นนักขาย นักพูด และ กระตือรือร้น ในสิ่งที่ตัวเองกำลังทำ, Hacker : มีผู้เชียวชาญด้านคอมพิวเตอร์ หรือ IT Solution, Hipster : Art มีความคิดหัวด้านศิลปะและที่สำคัญคือต้องเก่งทางด้าน “การตลาด” ด้วย

ปัจจุบัน จุดสูงสุดของ สตาร์ทอัพ คือการ Exit ที่สามารถทำได้ทั้ง 3 วิธี คือ
- การเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์
- การขายบริษัท
- M&A (Mergers and Acquisitions) คือ การควบรวมกิจการ ซึ่งล่าสุดดีลที่กำลังโด่งดัง คือ Alibaba Group ตัดสินใจซื้อหุ้น Lazada อย่างเป็นทางการ ด้วยเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ
ที่มา : รวบรวมจากงาน Startup Thailand 2016, พฤษภาคม 2559
