ไปรษณีย์ไทย เมินสงครามราคา พร้อมลุย Multiple Niche Market (วิเคราะห์)

ตลาดขนส่งพัสดุการแข่งขันด้านราคา เป็นการแข่งขันที่ง่ายที่สุดที่จะทำตลาดดึงดูดลูกค้าเข้ามาใช้บริการ

แต่การแข่งขันด้านราคาไม่ใช่เกมที่ไปรษณีย์ไทยจะลงเล่น

เพราะในวันนี้การแข่งด้านราคาทำให้ผู้บริโภคเริ่มมีร่องรอยบาดเจ็บจากการแข่งขัน

แต่บาดเจ็บแค่ไหนขึ้นอยู่กับกลยุทธ์ของแต่ละแบรนด์

ดร.ดนันท์ สุภัทรพันธุ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด บอกกับเราในงานแถลงข่าวแคมเปญ “EMS ทุกวัน” พี่ไปรฯ ทุกวัน แคมเปญใหม่ล่าสุดของไปรษณีย์ไทยในต้นปี 2565

 

 

เมื่อไปรษณีย์ไทยไม่ลงเล่นสงครามราคา บนการแข่งขันที่รุนแรงและร้อนระอุ จากคู่แข่งไปรษณีย์เอกชนที่เดินหน้าแข่งขันแย่งชิงลูกค้าแบบไม่มีใครยอมใคร

เพราะผู้แข่งขันทุกคนมองเห็นโอกาสการเติบโตของขนส่งพัสดุจากการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ และพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป

โดยเฉพาะในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ปรับพฤติกรรมคนไทยใช้ชีวิตอยู่บนโลกออนไลน์มากขึ้น

 

และเกมการแข่งขันนี้ทำให้ไปรษณีย์ไทยเสียส่วนแบ่งตลาดให้กับคู่แข่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพราะในหลายปีที่ผ่านมา ไปรษณีย์ไทยมีจำนวนของอัตราการใช้บริการลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

จากข้อมูลย้อนหลัง 3 ปีพบว่า ปริมาณงานที่ไปรษณีย์ไทยให้บริการกับลูกค้าภายในประเทศมีดังนี้

 

ปี 2561  รวม  2,425.24 ล้านชิ้น

แบ่งเป็น

ไปรษณียภัณฑ์ธรรมดา 2,004 ล้านชิ้น

พัสดุไปรษณีย์ 13.47 ล้านชิ้น

บริการพิเศษ 407.77 ล้านชิ้น

 

ปี 2562  รวม  2,261.92 ล้านชิ้น

แบ่งเป็น

ไปรษณียภัณฑ์ธรรมดา 1,865.25 ล้านชิ้น

พัสดุไปรษณีย์ 10.35 ล้านชิ้น

บริการพิเศษ 386.32 ล้านชิ้น

 

ปี 2563  รวม  2,005.14 ล้านชิ้น

แบ่งเป็น

ไปรษณียภัณฑ์ธรรมดา 1,609.42 ล้านชิ้น

พัสดุไปรษณีย์ 7.26 ล้านชิ้น

บริการพิเศษ 388.46 ล้านชิ้น

 

และถ้ามองไปที่รายได้ ไปรษณีย์ไทยประสบกับสภาวะรายได้ที่ลดลงเช่นกัน

ปี 2561 รายได้ 29,728.25 ล้านบาท กำไร 3,826.38 ล้านบาท

ปี 2562 รายได้ 27,405.86 ล้านบาท กำไร 619.39 ล้านบาท

และปี 2563 รายได้ 24,210.95 ล้านบาท กำไร 385.35 ล้านบาท

 

ส่วนปี 2564 ที่เพิ่งจบไป ดร. ดนันท์ กล่าวว่าไปรษณีย์ไทยมีรายได้ประมาณ 22,000 ล้านบาท สำหรับกำไร ยังไม่เป็นที่เปิดเผย และมีส่วนแบ่งตลาดด้านรายได้ 40% ส่วนแบ่งตลาดด้านจำนวนชิ้นงานที่ให้บริการ 57%

 

เรามองว่าไปรษณีย์ไทยมีส่วนแบ่งตลาดด้านชิ้นงานที่ให้บริการสูงมาจากงานให้บริการด้านไปรษณีย์ภัณฑ์ธรรมดา เช่น จดหมาย ซึ่งเป็นชิ้นงานที่คู่แข่งรายอื่น ๆ ไม่ได้โฟกัสในการให้บริการ

 

เมื่อสถานการณ์เป็นเช่นนี้ไปรษณีย์ไทยจะทำอย่างไรที่จะแข่งขันในตลาดขนส่งพัสดุที่เติบโต แต่แข่งขันรุนแรงด้านสงครามราคา

 

1. เข้าลงเล่น Multiple Niche Market แทนสงครามราคา

อย่างที่เราเกริ่นไปข้างต้นว่าเกมกลยุทธ์ของไปรษณีย์ภายใต้ ดร. ดนันท์ คือไม่ไปแข่งขันด้านสงครามราคาเพื่อแย่งชิงลูกค้าในตลาดแมส

แต่จะเน้นไปที่คุณภาพของการให้บริการ และราคาที่ผู้บริโภครับได้

โดยกลยุทธ์ของไปรษณีย์ไทยจะเน้นไปที่การสร้างความแตกต่างจากคู่แข่ง จากการเข้าไปเจาะตลาดที่เป็น Multiple Niche Market ที่มีความต้องการการขนส่งที่แตกต่างกันไป และต้องการผู้ให้บริการที่สามารถตอบโจทย์ความต้องการได้มากกว่าด้านราคา

ดร. ดนันท์ให้เหตุผลว่ามีลูกค้าบางกลุ่มบางเซกเมนต์ทั้งลูกค้าทั่วไปและลูกค้า B2B ให้ความสำคัญกับการดูแลสินค้าภายในพัสดุที่ส่งมากกว่าราคา

 

เช่น การขนส่งขนาดใหญ่ แพ็กเกจจิ้งที่มีรูปร่างพิเศษ การขนส่งยา และอื่น ๆ ที่ไม่ใช่การขนส่งทั่วไป

ที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยมีให้บริการขนส่งขนาดใหญ่ เช่น ถุงกอล์ฟ กระเป๋าเดินทางของนักท่องเที่ยว จักรยาน, บิ๊กไบค์ หรือขนส่งต้นไม้ กล้าไม้ หรือยา ซึ่งการขนส่งในรูปแบบนี้ต้องใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษตั้งแต่ขั้นตอนรับสินค้าจากผู้ใช้บริการต้นทาง ขั้นตอนการคัดแยก ไปจนถึงขั้นตอนการขนส่งถึงผู้รับปลายทาง

ซึ่ง ดร. ดนันท์กล่าวว่าการขนส่งรถ เช่น บิ๊กไบค์ จะต้องใช้ขั้นตอนการคัดแยกและดูแลการส่งที่แตกต่างจากการคัดแยกและส่งพัสดุทั่วไป เนื่องจากบิ๊กไบค์เป็นสินค้าที่ต้องระมัดระวังในการขนส่งเพื่อไม่ให้ตัวรถได้รับความเสียหาย หรือเกิดรอยในการขนส่ง  

การขนส่งต้นไม้ กล้าไม้ ที่ต้องให้ความสำคัญตั้งแต่แพ็กเกจจิ้งที่ห่อหุ้ม และระยะเวลาในการขนส่งเพื่อไม่ให้ต้นไม้ได้รับความเสียหายหรือตายได้

การขนส่งยาถือเป็นหนึ่งใน Niche Market ที่ไปรษณีย์ไทยมองว่ามีโอกาสการเติบโตจากบริการ Telehealth ที่เข้ามาตอบโจทย์การเว้นระยะห่างทางสังคม ให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาได้โดยไม่ต้องเดินทางไปโรงพยาบาล หรือสถานพยาบาลต่าง ๆ

ซึ่งไปรษณีย์ไทยมีบริการส่งยาด้วยความเย็น เพราะยาบางตัวที่ต้องส่งให้คนไข้ต้องรักษาระดับความเย็นเพื่อไม่ให้ยาเสื่อมสภาพ

 

2. ขยายโอกาสมากกว่าขนส่ง

ไปรษณีย์ไทยมีแผนขยายการให้บริการใหม่ ๆ ที่มากกว่าขนส่ง ด้วยการใช้จุดแข็งที่มีอยู่ขยายโอกาสทางการตลาดไปพร้อมกับพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อต่อยอดสู่การบริการใหม่ ๆ

จุดแข็งของไปรษณีย์ไทยที่เห็นได้เด่นชัดคือบุรุษไปรษณีย์ที่มีมากกว่า 20,000 คนทั่วประเทศ ซึ่งบุรุษไปรษณีย์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะมีจุดเด่นคือรู้จักบ้านที่ส่ง หรือผู้รับเป็นอย่างดี จากการทำงานอย่างต่อเนื่องในพื้นที่อย่างยาวนาน

ที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยมีการสร้างรายได้จากบุรุษไปรษณีย์ผ่านบริการใหม่ ๆ ที่นอกเหนือจากบริการเก็บเงินค่าสินค้าปลายทาง เช่น บริการเติมเงินมือถือตามบ้าน และอื่น ๆ

และนำเทคโนโลยีต่อยอดไปยังบริการใหม่ ๆ เพื่อให้บริการในรูปแบบโซลูชั่น เช่น ให้บริการดาต้า และอื่น ๆ กับกลุ่มลูกค้าที่ค้าขายผ่านอีคอมเมิร์ซ

บริการในรูปแบบนี้มาจากการเห็นพฤติกรรมของผู้ขายออนไลน์ที่นิยมเริ่มธุรกิจผ่านอีมาร์เก็ตเพลส และเมื่อธุรกิจสามารถไปได้จะต่อยอดมายังโซเชียลคอมเมิร์ซและช่องทางออนไลน์อื่น ๆ ซึ่งไปรษณีย์จะไปตอบโจทย์ผู้ขายในกลุ่มนี้ เช่น การช่วยประมวลดาต้าลูกค้าของผู้ขายผ่านระบบการเก็บข้อมูลของไปรษณีย์ไทย เพื่อเสนอในรูปแบบโซลูชั่นขนส่งและดาต้า เป็นต้น

 

3. ขยายตลาดไปยังผู้ค้าออนไลน์

ที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยมีสัดส่วนลูกค้าทั่วไป 95% และลูกค้าองค์กร 5% แม้ลูกค้าองค์กรมีสัดส่วนที่ไม่สูงนัก แต่เป็นกลุ่มที่สร้างรายได้ให้กับไปรษณีย์ไทยมากถึง 50%

ส่วนปีนี้ไปรษณีย์ไทยให้ความสำคัญกับลูกค้าที่เป็นผู้ขายสินค้าผ่านอีคอมเมิร์ซมากขึ้น เพราะมองเห็นโอกาสของตลาดอีคอมเมิร์ซที่มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง

ดร. ดนันท์ให้ข้อมูลว่าการเติบโตของตลาดอีคอมเมิร์ซทั้งแบบ B2B, B2C และ C2C จะผลักดันให้ตลาดขนส่งด่วนมีอัตราเติบโต โดยในระหว่างปี 2565 – 2567 เฉลี่ยที่ 11.23 % ต่อปี

แม้ที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยมีการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ผ่านการอบรมวิธีการขายผ่านช่องทางออนไลน์และอื่น ๆ รวมถึงจัดทำอีมาร์เก็ตเพลสของตัวเองเป็นช่องทางในการขายส่งสินค้าที่เป็นของดีประจำจังหวัด ให้กับร้านต่าง ๆ มาก่อนนั้น

เพราะหวังผลว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะเป็นลูกค้าประจำที่ใช้บริการไปรษณีย์ไทย

แต่การเข้าถึงลูกค้าในกลุ่มผู้ขายอีคอมเมิร์ซเท่านี้อาจจะทำให้ไปรษณีย์ไทยไม่สามารถสร้างการเติบโตจากการแข่งขันด้านราคาของคู่แข่งเอกชนได้

ทำให้ล่าสุดไปรษณีย์ไทยออกแคมเปญ “EMS ทุกวัน” พี่ไปรฯ ทุกวัน ออกมาสื่อสารถึงกลุ่มลูกค้าโดยเฉพาะผู้ขายผ่านช่องทางออนไลน์ถึงคุณภาพบริการ EMS ของไปรษณีย์ไทยที่จ่ายตรงเวลา สถานะสิ่งของถูกต้อง ติดต่อผู้รับ ส่งของสำเร็จ เพื่อแย่งชิงลูกค้าจากคู่แข่งขนส่งเอกชน และสร้างรายได้ ส่วนแบ่งตลาดให้กลับมามากขึ้น

 

4. ขายจุดให้บริการและพิคอัพพัสดุ พร้อมแปลงร่างตู้ไปรษณีย์ให้เปลี่ยนไปจากเดิม

ในปีนี้ไปรษณีย์ไทยมีโครงการขยายจุดรับบริการ และจุดพิคอัพพัสดุมากขึ้น ด้วยการจับมือกับพาร์ตเนอร์ที่มีจุดให้บริการอยู่เป็นจำนวนมากแทนการขยายจุดให้บริการด้วยตัวเอง

พร้อมกับควบคุมค่าบริการให้แฟรนไชส์ของไปรษณีย์ไทยมีราคาเท่ากับการใช้บริการผ่านไปรษณีย์ไทยโดยตรง เนื่องจากที่ผ่านมาแฟรนไชส์ของไปรษณีย์ไทยจะมีค่าบริการที่แพงกว่าราคาปกติที่ไปรษณีย์ไทยให้บริการโดยตรง

การขยายจุดให้บริการ ไปรษณีย์ไทย ให้เหตุผลว่ามาจากการมองเห็นพฤติกรรมผู้บริโภคที่ต้องการความสะดวกในการนำส่งพัสดุ

แต่เรามองว่าส่วนหนึ่งยังมาจากคู่แข่งเอกชนการเปิดและขยายสาขา จุดให้บริการ และจุดพิคอัพพัสดุอย่างต่อเนื่อง จุดรับที่มีอยู่ 5-6 หมื่นจุดทั่วประเทศของไปรษณีย์ไทยอาจจะไม่เพียงพอต่อการเข้าถึงผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน

นอกจากนี้ ดร. ดนันท์ยังมีแผนที่จะปรับปรุงแปลงร่างตู้ไปรษณีย์ที่มี 20,000 จุดทั่วประเทศให้เป็นมากกว่าตู้รับจดหมาย ซึ่งการปรับปรุงตู้ไปรษณีย์ไปในทิศทางไหน ดร. ดนันท์ ยังไม่เปิดเผยรายละเอียด

 

5. M&A และการร่วมมือกับพันธมิตร

ดร. ดนันท์ บอกกับเราว่าในปีนี้จะได้เห็นไปรษณีย์ไทยขยายธุรกิจผ่านการทำ M&A และจับมือพันธมิตรเพื่อให้บริการใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง

ในปีที่ผ่านมาไปรษณีย์ไทยมีการจับมือกับ JWD และ Flash Express ให้บริการขนส่งควบคุมอุณหภูมิแบบด่วน ในชื่อ ฟิ้วซ์ โพสต์ จากการมองเห็นโอกาสของตลาดขนส่งควบคุมอุณหภูมิในประเทศไทย ที่มีการเติบโตปีละ 8% และมีมูลค่ามากถึง 34,000 ล้านบาทในปี 2564 หรือคิดเป็นสัดส่วน 5% ของตลาดขนส่งทั้งหมด เป็นต้น

 

เพราะเป้าหมายของไปรษณีย์ไทยในปี 2565 คือ เป็นมากกว่าผู้ให้บริการขนส่ง

I-

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน