กำลังเป็นประเด็นร้อนสำหรับ โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ หรือ หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร แลนด์มาร์กใหม่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา กับหลายประเด็นที่ยังค้างคาใจเพราะยังไม่รู้ความจริง
วันนี้ Marketeer จึงสืบหาข้อเท็จจริงมานำเสนอให้ได้รู้กัน
1.เงินทุนก่อสร้างมูลค่า 4,621 ล้านบาท ไม่ใช่เงินงบประมาณของรัฐบาลแต่อย่างใด
‘หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร’ โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ เป็นการผนึกกำลังจากหลายภาคส่วน ทั้งภาคเอกชน ภาควิชาชีพ ภาครัฐ และภาคประชาสังคม โดยมีวัตถุประสงค์คือ เพื่อสร้างสัญลักษณ์แห่งความรักความสมัครสมานสามัคคีและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของคนในชาติ
ซึ่งโครงการแสงแห่งความภาคภูมิ ริเริ่มและขับเคลื่อนดำเนินโครงการตั้งแต่ พ.ศ. 2557 โดยความตั้งใจของภาคเอกชนที่จะสร้างสัญลักษณ์แห่งความรักความสมัครสมานสามัคคีและความภาคภูมิใจในความเป็นไทยของคนในชาติ เกิดเป็นความร่วมมือของ 2 มูลนิธิ คือ มูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร ได้ริเริ่มทำการศึกษาร่วมกับนักวิชาการในด้านต่างๆ หลายวงการ มามากกว่า 3 ปี
โดยเงินทุนในการก่อสร้างโครงการมูลค่า 4,621 ล้านบาท จะไม่ใช่เงินงบประมาณของรัฐบาลแต่อย่างใด แต่จะเป็นเงินที่ได้รับการสนับสนุนจากองค์กรภาคเอกชนกว่า 50 สถาบัน ที่มีปณิธานร่วมกัน
2.หอชมเมืองกรุงเทพมหานคร ไม่มีพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และพื้นที่เพื่อการค้าขายแต่อย่างใด
ทุกพื้นที่ในหอชมเมือง จะไม่มีพื้นที่เพื่อการพาณิชย์และพื้นที่เพื่อการค้าขายแต่อย่างใด โดยพื้นที่ทั้งหมดจะถูกจัดสรรให้เป็นพื้นที่จัดแสดงเรื่องราวและสิ่งดีงามล้ำค่าความภาคภูมิใจของประเทศไทย รวมทั้งเปิดโอกาสให้เป็นพื้นที่ที่ชุมชน และภาคประชาสังคมสามารถทำกิจกรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงามของไทย
โดยเนื้อหาในหอชมเมืองจะประกอบไปด้วย 3 ส่วนหลักได้แก่ หอปณิธานความดี, พิพิธภัณฑ์แห่งความภาคภูมิไทยและ หอพระราชกรณียกิจ เพื่อส่งเสริมให้ประชาชนคนไทยเกิดความรักชาติและภาคภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนส่งเสริมให้ตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งดีๆ ที่มีอยู่ในชาติและร่วมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระมหากษัตริย์ไทย
3.เช่าที่ดินกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นระยะเวลา 30 ปี ในราคาตลาดตามปกติ
โครงการแสงแห่งความภาคภูมิ ตั้งอยู่บนที่ดิน ริมฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยา เขตคลองสาน (ฝั่งธนบุรี ไม่อยู่ในเขตเกาะรัตนโกสินทร์) ซึ่งเป็นที่ดินเช่าจากกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง เป็นระยะเวลา 30 ปี โดยเป็นการเช่าในราคาตลาดตามปกติ
และเมื่อก่อสร้างแล้วเสร็จหอชมเมืองแห่งนี้จะเป็นสมบัติของชาติ ซึ่งบริหารจัดการโดย 2 มูลนิธิ คือ มูลนิธิเสริมสร้างเอกลักษณ์ของชาติ และมูลนิธิหอชมเมืองกรุงเทพมหานคร โดยจะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการเพิ่มเติมทั้งจากภาครัฐ เอกชน และประชาสังคม เข้ามาร่วมกำกับและดำเนินการ
รายได้จากการขายบัตรเข้าชมจะถูกนำไปใช้ในการดูแลรักษาและดำเนินการจัดแสดงต่างๆ ภายในโครงการ ซึ่งหากเหลือจะนำไปดำเนินการเชิงสังคมหรือไปใช้เพื่อ สาธารณกุศลต่างๆ เท่านั้นโดยไม่สามารถนำมาแบ่งปันกัน


4.สูง 459 เมตร แรงบันดาลใจการออกแบบมาจากการจุดเทียนชัยถวายพระพร
สถาปัตยกรรมหอชมเมืองมีความสูง 459 เมตร งรวมกันเป็นเลข “9” ซึ่งหมายถึงความเจริญก้าวหน้า โดยแรงบันดาลใจการออกแบบมาจากการจุดเทียนชัยถวายพระพร ประดุจเทียนชัยแห่งสยามซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งการร่วมแรงร่วมใจของคนไทย จุดประกายให้ประเทศไทยสว่างไสว
และเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่มีการระดมสถาปนิกและวิศวกรแถวหน้าของประเทศไทย รวมทั้งนักวิชาการ และผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ ทำการออกแบบร่วมกัน
โดยบริษัทชั้นนำที่ร่วมผนึกกำลังกันศึกษาและออกแบบ ประกอบไปด้วย
- บริษัท สถาปนิก A49 จำกัด บริษัท ดีไซน์ 103 อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด
- บริษัท เออร์เบิ้น อาร์คิเต็คส์ จำกัด
- บริษัท สำนักงานสถาปนิกกรุงเทพ จำกัด
- บริษัท อีอีซี เอ็นจิเนียริ่ง เน็ทเวอร์ค จำกัด
- บริษัท ซีด้า จำกัด
- บริษัท เค.ซี.เอส. แอนด์ แอสโซซิเอทส์ จำกัด
- และอีกมากมายหลายสถาบัน
รวมทั้งบริษัท Ove Arup Limited ผู้เชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมอาคารสูงพิเศษ ที่มาให้คำปรึกษาด้านการก่อสร้าง Skyscraper ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นในประเทศไทยมาก่อน ร่วมกับบริษัทวิศวกรรมแถวหน้าของประเทศไทย
โดยเริ่มงานตั้งแต่สิงหาคม พ.ศ. 2558 และแบบก่อสร้างได้ผ่านการอนุมัติของคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ตั้งแต่เดือน กรกฎาคม 2559
ภาพจาก: Facebook Thailand Skyline
