รายได้สยามพิวรรธน์ ทำไมยังโต แม้เจอสารพัดวิกฤต (วิเคราะห์)

กลุ่มสยามพิวรรธน์เจ้าของและผู้บริหาร สยามพารากอน สยามเซ็นเตอร์ สยามดิสคัฟเวอรี่ หนึ่งในพันธมิตรเจ้าของไอคอนสยาม และสยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ

ได้ออกมาประกาศถึงความสำเร็จของผลประกอบการรวมของทั้งกลุ่มที่เติบโตเกินเป้าไปมากกว่า 15% ในไตรมาส 4/2564

ยอดขายลักชัวรีแบรนด์ (luxury brands) เติบโตแบบก้าวกระโดดตลอดระยะเวลา 2 ปี  ทั้งใน สยามพารากอน ไอคอนสยาม และ สยามพรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ

ส่วนไอคอนสยาม ทุบสถิติยอดขายไตรมาส 4/2564 สูงสุดเป็นประวัติการณ์ นับตั้งแต่เปิดศูนย์ฯ ครบ 3 ปี

นั่นหมายถึงว่า แม้ไม่มีนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ไอคอนสยามสามารถสร้างฐานลูกค้าประจำที่เป็นคนไทยจำนวนมาก รวมทั้งมีกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงอย่างเห็นได้ชัด

ในขณะที่ยุทธศาสตร์ของ ONESIAM SuperApp หนุนยอดช้อปกลุ่มลูกค้าสมาชิก ให้เติบโตทะลุเป้า ยอดขายปี 2564 เพิ่มขึ้นกว่า 45%

เป็นความสามารถในการฝ่าวิกฤต และสร้างการเติบโตสู่อนาคตได้อีกครั้ง

ภายใต้การนำทัพของ ชฎาทิพ จูตระกูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทสยามพิวรรธน์ จำกัด

ต้องบันทึกไว้ว่าองค์กรแห่งนี้ได้ฝ่าวิกฤตมาแล้วหลายครั้ง

วิกฤตไม่เคยฉุด รายได้สยามพิวรรธน์

วิกฤตแรกขององค์กรแห่งนี้เกิดขึ้นเมื่อปี 2528-2530 เมื่อครั้งสยามเซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าแห่งแรกของบริษัท ต้องเจอกับคู่แข่งยักษ์ใหญ่อย่างมาบุญครอง ที่เปิดตัวในย่านปทุมวัน เมื่อปี 2528 และหลังจากนั้นอีก 2-3 ปี เวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ (เซ็นทรัลเวิลด์) ก็ตามมาประกบตรงหัวมุมถนนราชดำริ

ทำอย่างไรให้สยามเซ็นเตอร์ ศูนย์การค้าเล็ก ๆ อยู่รอด คือปัญหาและความท้าทายของผู้บริหารในช่วงเวลานั้น

ในขณะที่ห้างบางแห่งอย่างเช่น เดอะมอลล์ราชดำริ ยังต้องยอมปิดตัวเอง ถอยไปตั้งหลักในย่านชานเมืองแทน

การสู้กับเวิลด์เทรดเซ็นเตอร์ที่ใหญ่กว่าหลายเท่า สยามพิวรรธน์เลือกที่จะรีโนเวตสยามเซ็นเตอร์ใหม่หมดและปรับเปลี่ยนร้านค้ากว่า 50% โดยหาร้านค้าใหม่ ๆ จากต่างประเทศมาเปิดเป็นสาขาแรก ในคอนเซ็ปต์ที่ล้ำสมัยมาก เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็น trend setters จริง ๆ

สร้างบรรยากาศและประสบการณ์ที่แตกต่างสำเร็จภายใน 8 เดือน แล้วเริ่มก่อสร้างโครงการสยามดิสคัฟเวอรี่ซึ่งมีอาคารสำนักงานอีก 30 ชั้นอยู่ด้วย

จนกระทั่งสยามดิสคัฟเวอรี่ เปิดตัวเมื่อเดือนเมษายน 2540

ยิ้มได้เพียงแค่ 3 เดือน

ในวันที่  2 กรกฎาคม 2540 ประเทศไทยประกาศลอยตัวค่าเงินบาท และวิกฤตต้มยำกุ้งก็อุบัติขึ้น เป็นปีแห่งฝันร้ายที่นักธุรกิจเมืองไทยจำได้ดี

ผู้ประกอบการรายอื่น ๆ อาจจะได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำซึ่งหนักมากอยู่แล้ว

ยังจำกันได้ว่าในสมัยนั้น สยามพิวรรธน์ต้องเจอแบบดับเบิลวิกฤต เมื่อโครงการรถไฟฟ้าบีทีเอสที่ล่าช้ามาหลายปี เริ่มเดินเครื่องต่อโดยเข้ามาวางทางเดินรถและสถานีใหญ่หน้าสยามเซ็นเตอร์และสยามดิสคัฟเวอรี่ จนรถติดมหาศาล และลูกค้าหายไปจำนวนมาก

ท่ามกลางวิกฤตทางเศรษฐกิจ เเละการก่อสร้างรถไฟฟ้า

ในปี 2542 สยามพิวรรธน์ตัดสินใจเลิกกิจการโรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนนตอลและสร้างโครงการใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเก่า “Siam Paragon-The Pride of Bangkok” โดยใช้เวลาก่อสร้างเพียง 2 ปี 11 เดือน

เป็นปรากฏการณ์ทางด้านการพัฒนาที่ดินขนาดใหญ่ครั้งแรกที่เกิดขึ้นในเมืองไทย หลังจากถูกพายุเศรษฐกิจกระหน่ำซัดตั้งแต่ปี 2540 เเละเป็นศูนย์การค้าเดียวที่เปิดดำเนินการได้ทันกับเศรษฐกิจขาขึ้นของประเทศไทยเมื่อปี 2545

โดยมีลักชัวรีแบรนด์ เข้ามาลงทุนเปิดมากมายเป็นประวัติการณ์ ทำให้รายได้ของสยามพิวรรธน์เติบโตขึ้น 300% ภายใน 3 ปีหลังเปิดสยามพารากอน

ปี 2553 เกิดเหตุการณ์ประท้วงทางการเมือง ใจกลางกรุงเทพฯ จนสยามพารากอนต้องปิดศูนย์ฯ นานถึง 3 เดือน

หลังจากนั้นสยามพิวรรธน์ต้องต่อสู้กับความผันผวนทางการเมืองมานานนับ 10 ปี  พร้อม ๆ กับการประคับประคองบรรดาร้านค้าในสถานการณ์ต่าง ๆ ทั้งลดค่าเช่า ปรับเปลี่ยนรูปเเบบร้านค้า ทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย เพื่อความอยู่รอด

รวมทั้งตัดสินใจรีโนเวตสยามดิสคัฟเวอรี่ด้วยคอนเซ็ปต์แปลกใหม่เพื่อเขย่าวงการค้าปลีกอีกครั้ง

รายได้ของกลุ่มสยามพิวรรธน์เติบโตต่อเนื่องระหว่างปี 2551-2561 ถึง 370%

ไม่เคยหยุดคิดปฏิวัติรีเทล

สยามพิวรรธน์แถลงข่าวการลงทุนพัฒนาอภิมหาโครงการ “เมืองไอคอนสยาม” เพียง 6 สัปดาห์หลังจากมีรัฐประหารเมื่อปี 2557

ด้วยงบลงทุน 54,000 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ของการลงทุนในประเทศไทยในช่วงเวลานั้น

โดยคาดหวังอย่างมากว่าจะเป็น Destination ที่จะสร้างประสบการณ์ใหม่ ๆ ให้กับนักท่องเที่ยวจากทั่วโลก

 9 พฤศจิกายน 2561 เปิดตัวเมืองไอคอนสยาม

ผ่านไปได้เพียงเเค่ 1 ปี ต้นปี 2563 ก็เกิดวิกฤตโควิด-19 หลายประเทศปิดเมือง ปิดประเทศ ห้ามเดินทาง รวมทั้งประเทศไทย

ชฎาทิพ จูตระกูล เคยให้สัมภาษณ์กับ Marketeer เมื่อประมาณกลางปี 2563 หลังวิกฤตโควิด-19 ซัดกระหน่ำเมืองไทยรอบแรกว่า

“เจอวิกฤตมาหลายครั้งแต่ครั้งนี้หนักสุด หนักมาก ประสบการณ์ทำงานและความสำเร็จต่าง ๆ กว่า 30 ปี ต้องพับเก็บและคิดใหม่หมด ที่สำคัญต้องเร็ว ในช่วงเวลาเกิดวิกฤต Speed is the King จริง ๆ”

เเต่ในปี 2563 นั้นสยามพิวรรธน์ก็ไม่หยุดลงทุน เป็น Retail Developer รายเดียวที่กล้าเปิดธุรกิจใหม่คือ “สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพฯ” ซึ่งเป็น luxury outlet แห่งแรกของประเทศไทย

แล้วทำไม สยามพิวรรธน์ จึงฝ่าวิกฤตมาได้ 

ตลอดเวลา 63 ปี ของการทำธุรกิจจะพบว่า Key Strength สำคัญขององค์กรเกิดจากสยามพิวรรธน์ยึดมั่นใน Value  8 ข้อคือ

  1. สยามพิวรรธน์เป็นผู้พัฒนาธุรกิจค้าปลีกและอสังหาริมทรัพย์ชั้นนำระดับโลก และเป็นที่รู้จักในฐานะผู้นำความคิดที่นำเสนอโครงการรูปแบบแปลกใหม่ไม่ซ้ำใครและสร้างบรรทัดฐานใหม่ให้แก่ธุรกิจค้าปลีกของประเทศเสมอมา
  2. ผู้ถือหุ้นของสยามพิวรรธน์มาจากสถาบันที่มีชื่อเสียงเป็นที่น่ายกย่อง และมีศักยภาพทางการเงินที่แข็งแกร่ง
  3. ทั่วโลกให้การยอมรับและได้รับความสนใจจากนักลงทุนนานาประเทศ
  4. โครงการที่เป็นจุดหมายปลายทางระดับโลกการันตีด้วยรางวัลและการรับรองจากสถาบันทั้งระดับชาติและระดับนานาชาติ
  5. มีฐานลูกค้ามีระดับและกำลังซื้อสูงทั้งในประเทศและต่างประเทศ
  6. มีความสัมพันธ์ที่แข็งแกร่งกับผู้ประกอบการค้าปลีกไทยและต่างประเทศมายาวนาน
  7. ผนึกศักยภาพกับคู่ค้าและพันธมิตรทางธุรกิจที่พร้อมจะก้าวไปด้วยกัน เพื่อร่วมปฏิวัติวงการและนำเสนอความแปลกใหม่ก่อนใคร อีกทั้งสนับสนุนซึ่งกันและกันเพื่อความสำเร็จร่วมกันอย่างยั่งยืน
  8. ทีมผู้บริหารและพนักงานของสยามพิวรรธน์มากด้วยประสบการณ์และประวัติการทำงานมาอย่างยาวนาน

Value ทั้ง 8 เมื่อผนึกรวมกับประสบการณ์ที่สะสมไว้จากวิกฤตต่าง ๆ พร้อม ๆ กับการเรียนรู้ในการเปลี่ยนแปลงตัวเอง และปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ตลอดเวลา และต้องเร็วกว่าคนอื่นเสมอ คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้สยามพิวรรธน์ประสบความสำเร็จเกินคาดในปี 2564

Key Strength ของสยามพิวรรธน์คือ Adaptability

จากโมเดลเดิม ๆ ในการทำธุรกิจของ Property Developer  ด้วยการเปิด Physical Shopping Mall เน้นสินค้าที่หลากหลาย มีเเคมเปญโปรโมชั่นเเรง ๆ ไม่ใช่คำตอบที่ถูกต้องอีกต่อไป

การปรับเปลี่ยนจาก Property Developer ไปเป็น Platform Developer นั้นสยามพิวรรธน์คิดและทำได้สำเร็จ ภายใน 13 เดือนของช่วงวิกฤตโควิด เเละถือกำเนิด ONESIAM SuperApp ซึ่งเป็น new growth engine อันทรงพลังที่รวบรวมฐานลูกค้าใหม่จากพันธมิตรใน ecosystem 13 อุตสาหกรรม 100 ราย ผนวกกับฐานลูกค้าเดิมใน 4 ศูนย์การค้าของสยามพิวรรธน์ที่มีอยู่แล้วทั่วประเทศไทยและทั่วโลกเข้าด้วยกัน

เป็นสูตรสำเร็จของการขยายฐานลูกค้าที่เร็วที่สุด และเพิ่มโอกาสในการสร้างฐานลูกค้าที่เป็น global citizen  พร้อมเชื่อมต่อโลก online-offline ได้เต็มที่

โดยผู้บริหารของสยามพิวรรธน์ยังยืนยันว่า ONESIAM SuperApp สามารถผลักดันให้ยอดซื้อในส่วนของกลุ่มลูกค้าสมาชิกเพิ่มขึ้นกว่า 45% จากปี 2563

สิ่งที่น่าจับตามองและสะท้อนถึง Speed ในการปรับตัวเพื่อเตรียมเข้าสู่โลกในอนาคตอีกอย่าง เช่น ในปี 2565 นี้ลูกค้าไอคอนสยามที่เป็นสมาชิก VIZ Card จะได้ใช้ VIZ Coin ผ่าน ONESIAM SuperApp ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระตุ้นการใช้จ่ายให้เติบโตถึง 15-20%

นอกจากจุดเเข็งในเรื่องการปรับตัวเเล้ว  วิสัยทัศน์ของผู้บริหารที่ไม่เคยหยุดลงทุนเมื่อเกิดวิกฤต เช่น การเปิดตัวโครงการสยามพารากอน ช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งยังไม่ฟื้นตัว การเปิดตัว “เมืองไอคอนสยาม” หลังเหตุการณ์รัฐประหาร หรือการเปิด “สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ” ท่ามกลางโควิด-19

เป็นการเดินเกมการทำธุรกิจที่ไม่เหมือนใครเเละยังเป็นโครงการที่ช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนรายอื่น ๆ ทั้งชาวไทยเเละต่างประเทศได้อย่างดี

ชฎาทิพเองเคยให้สัมภาษณ์ว่า

“ในทุกวิกฤตสยามพิวรรธน์จะลงทุนใหม่เสมอ ด้วยความเชื่อมั่นว่า หากสามารถบริหารความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ได้ และลงมือทำให้สำเร็จอย่างรวดเร็ว ถือว่าเป็นผู้ชนะ”

ล่าสุด ท่ามกลางโควิด-19  ลักชัวรีแบรนด์หลายรายได้ขยายพื้นที่ของร้านในสยามพารากอน และแบรนด์ดัง ๆ ได้ร่วมเปิดพื้นที่เป็น “Pop-up Store” ในไอคอนสยามด้วย เพื่อขายลิมิเต็ดคอลเลกชั่นพิเศษ

ในขณะที่สยาม พรีเมี่ยม เอาท์เล็ต กรุงเทพ ก็มีการออกข่าวว่าอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการขยายพื้นที่เฟส 2

รวมทั้งประกาศจะเดินหน้าขยายระบบนิเวศธุรกิจพรีเมียมระดับโลก (ecosystem) อย่างเต็มกำลัง 

และหากแผนเปิดประเทศเกิดขึ้นได้จริงในปีนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวที่เข้ามาจะยิ่งสร้างรายได้ของทั้งกลุ่มให้เพิ่มขึ้น

การเผชิญกับปัญหาเเละความท้าทายต่าง ๆ ในแต่ละครั้งเหมือนการทำข้อสอบที่สยามพิวรรธน์ต้องผ่านให้ได้

วิกฤตโควิด-19 ที่ว่ายากที่สุดยังผ่านมาแล้ว  เหตุการณ์อื่น ๆ ที่อาจจะตามมาก็คงไม่น่ายากในการตั้งรับและหาทางออกเช่นกันได้   

อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ 
Website : Marketeeronline.co / Facebook : www.facebook.com/marketeeronline

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน