MINT เปิดผลประกอบการปี 2025 กำไร 9,700 ล้านบาท เติบโต 16% ประกาศเดินหน้าสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนด้วยโมเดล Asset-light ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมรวม 850 แห่ง และร้านอาหาร 4,150 สาขา ภายในระยะ 3 ปีข้างหน้า หรือ ปี 2026 – 2028 พร้อมรุกหนักธุรกิจ Branded Residences 

บริษัท ไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ MINT ผู้นำในการดำเนินธุรกิจระดับสากลที่มุ่งเน้นในสองธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจโรงแรมที่มีพอร์ตโฟลิโอ 636 แห่ง ใน 63 ประเทศ และธุรกิจร้านอาหาร 2,746 สาขา ใน 26 ประเทศ 

รายงานผลการดำเนินงานงวดเต็มปี 2025 ด้วยกำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 9,700 ล้านบาท เติบโต 16% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ขณะที่รายได้รวม 165,804 ล้านบาท เติบโต 0.27% 

ในปี 2025 ที่ผ่านมา MINT สามารถทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมท่ามกลางความท้าทายจากปัจจัยภายนอกรอบด้าน ทั้งปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ ภัยธรรมชาติ และความผันผวนทางเศรษฐกิจ จากการได้รับแรงหนุนของความต้องการด้านการเดินทางทั่วโลกที่ยังคงเติบโตในตลาดหลัก กลยุทธ์ด้านราคาที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารเงินทุนที่ช่วยแปลงรายได้เป็นกำไรที่มีคุณภาพสูง 

คุณดิลลิป ราชากาเรีย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มของ MINT ให้ข้อมูลภาพรวมแผนงานบริษัท

พอร์ตธุรกิจโรงแรม ในปี 2025 ไมเนอร์ โฮเทลส์ ได้เปิดตัวแบรนด์ใหม่ถึง 4 แบรนด์ ได้แก่ NH Hotels, Minor Reserve Collection, Colbert Collection และ iStay พร้อมทั้งเปิดและรีแบรนด์โรงแรมใหม่ 23 แห่ง และทำสถิติลงนามสัญญาบริหารและแฟรนไชส์ใหม่สูงสุดถึง 40 สัญญา

แผนงานระยะ 3 ปี หรือ ปี 2026-2028 ตั้งเป้าขยายพอร์ตโฟลิโอโรงแรมให้แตะระดับ 850 แห่งทั่วโลก เฉพาะในปี 2026 ตั้งเป้าเปิดโรงแรมใหม่เกือบ 50 แห่ง และคาดว่าจะเซ็นสัญญาใหม่เพิ่มอีกกว่า 90 สัญญา 

โดยจะโฟกัสตลาดที่มีศักยภาพการเติบโตสูงและใช้โมเดลรับจ้างบริหาร เช่น อินเดีย ตั้งเป้าเปิดใหม่ 25-50 โรงแรม ภายใน 5-7 ปี ประเทศจีน, ญี่ปุ่น ตั้งเป้าเปิดใหม่กว่า 20 โรงแรม ภายใน 10 ปี ตลอดจนการเปิดโรงแรมใหม่ในตลาดยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา

ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพื่อขาย เป็นอีกธุรกิจที่ MINT เข้าไปเพื่อขยายกลไกการเติบโตให้บริษัทผ่านธุรกิจ Branded Residences หรือโครงการที่อยู่อาศัยที่มีแบรนด์บริหาร ซึ่งเป็นกลุ่มธุรกิจที่ให้อัตราผลตอบแทนจากการลงทุนสูง

ปัจจุบันมีโครงการ Branded Residences ที่บริษัทลงทุนเองและเตรียมรับรู้รายได้ในปี 2026 อย่างโครงการ Kiara Reserve ที่ภูเก็ต มูลค่า 3,000 ล้านบาท รวมถึงวิลล่าที่ Anantara Ubud บาหลี และ Four Seasons เกาะสมุย

นอกจากนี้ MINT ยังเน้นโมเดลรับจ้างบริหาร Branded Residences ในต่างประเทศเพื่อรับค่าธรรมเนียมโดยไม่ต้องลงทุนเอง เช่น โครงการที่ไมอามี่, บาห์เรน, โอมาน และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซึ่งจะเป็นอีกหนึ่งแหล่งรายได้สำคัญในอนาคต

ธุรกิจร้านอาหาร ปัจจุบัน ไมเนอร์ ฟู้ด เป็นเจ้าตลาดในหลายหมวดหมู่ โดยในปี 2025 ที่ผ่านมาได้ขยายเพิ่ม 139 สาขา 

แผนงานระยะ 3 ปี หรือ ปี 2026-2028 ตั้งเป้าขยายสาขารวมให้ถึง 4,150 สาขา ผ่านกลยุทธ์ 3 เสาหลัก

1.การพัฒนานวัตกรรมเมนูและรูปแบบร้านค้าใหม่ ๆ เช่น โมเดลตู้คีออสของ Dairy Queen ที่ขยายตัวได้เร็ว, The Pizza Company Express และแบรนด์ใหม่อย่างร้านหมูกรอบ Krob Krob Station ที่ชั้น G เซ็นทรัลปิ่นเกล้า และ ร้านอาหารติ่มซำ Dim Sum Club ในสิงโปร์

2.การขยายสาขาทั้งในประเทศและเจาะตลาดต่างประเทศที่เป็น New Growth Engine โดยเฉพาะอินโดนีเซีย, อินเดีย ผ่านแบรนด์ Sanook Kitchen และ Scoop Wonder 

3.การใช้ AI และเทคโนโลยีมาวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า เพิ่มยอดขายผ่านช่องทางของตนเอง และจัดการระบบปฏิบัติการหลังบ้านของทางร้านให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

หัวใจสำคัญของแผนงานระยะ 3 ปี หรือ ปี 2026-2028 ของ MINT คือการเปลี่ยนผ่านโครงสร้างรายได้สู่โมเดล Asset-light และแฟรนไชส์ อย่างเต็มรูปแบบ

กลุ่มโรงแรม ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนโรงแรมแบบ Asset-Light หรือรับจ้างบริหารจาก 34% ในปี 2025 ให้เพิ่มเป็น 51% ภายในปี 2028 และโรงแรมแบบลงทุนเองอยู่ที่ 49%

กลุ่มร้านอาหาร ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนร้านอาหารแฟรนไชส์ จาก 49% ในปี 2025 ให้ขยับขึ้นเป็น 56% ภายในปี 2028 และร้านที่ลงทุนเองอยู่ที่ 44%

สำหรับงบลงทุนในปี 2026 ทาง MINT ตั้งไว้ที่ประมาณ 15,000 – 16,000 ล้านบาท โดยจะนำไปใช้สำหรับ การบำรุงรักษาและปรับปรุงโรงแรม สัดส่วน 65% ของเงินลงทุน, การพัฒนาธุรกิจ Branded Residences 10%, การเพิ่มประสิทธิภาพและการปรับเปลี่ยนสู่ดิจิทัล 10%, การขยายและปรับปรุงร้านอาหาร 10%, การขยายโรงแรม 4%, ธุรกิจไลฟ์สไตล์ 1%      

ทั้งนี้ ในระยะ 3 ปี หรือ ปี 2026-2028 ทาง MINT ตั้งเป้าการเติบโตของรายได้ในระดับราว 6-8% ต่อปี และตั้งเป้าการเติบโตของกำไรในระดับ 15-20% ต่อปี 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังมองปัจจัยเสี่ยงหลักในการทำธุรกิจที่ต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในหลายภูมิภาค และความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน โดยเฉพาะค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและการส่งออก รวมถึงความสามารถในการแข่งขันของประเทศ 

ซึ่ง MINT ก็ได้วางแผนรับมือผ่านการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจในแต่ละภูมิภาค และมีความยืดหยุ่นสูงจากพอร์ตโฟลิโอที่กระจายอยู่ทั่วโลก