แม้สภาพเศรษฐกิจยังในปีที่ผ่านมา ยังคงมีความท้าทายอยู่มาก จากหลายๆปัจจัยที่เกิดขึ้น จนทำให้หลายๆธุรกิจซบเซาลง แต่ภาพเหล่านี้กับไม่ได้เกิดขึ้นกับธุรกิจ “ประกันชีวิต” ที่ยังคงมีอัตราที่เติบโต
แต่ภาพของการเติบโตกลับเป็นเพียงยอดของ “เบี้ยประกันชีวิตรับรวม” เท่านั้นที่ยังคงเห็นมุมที่ “สดใส” แต่ “เบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ” กลับมีอัตราที่ตกลง นั้นสะท้อนให้เห็นว่าผู้บริโภคอาจจะยังไม่มั่นใจที่จะซื้อ “ประกันชีวิต” เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น ?

สะท้อนจากตัวเลขของ “สมาคมประกันชีวิตไทย” ที่ระบุว่า เบี้ยประกันชีวิตรับรวมตั้งแต่เดือนมกราคม – พฤศจิกายน 2558 รวมทั้งสิ้น 482,100.24 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้นจากระยะเดียวกันของปีก่อน 6.39% โดยแยกเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่จำนวน 155,826.45 ล้านบาท อัตราการเติบโตลดลง 0.60% และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไปจำนวน 326,273.79 ล้านบาท อัตราการเติบโตเพิ่มขึ้น 10.09% โดยมีอัตราความคงอยู่ 83% โดยคาดว่าปี 2558 ทั้งปีน่าจะเติบโตอยู่ที่ประมาณ 7 % ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่ตั้งไว้ที่คาดการ์ณไว้เมื่อต้นปีว่าจะเติบโตที่ 13% และเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในรอบ 10 ปี
เหตุผลหลักที่ “เบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ ” มีอัตราการเติบโตของเบี้ยประกันภัยรับที่ลดลงเป็นผลมาจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายนอกประกอบด้วยภาวะเศรษฐกิจโดยรวมที่ชะลอตัวลง การมีอัตราค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น จึงส่งผลให้กำลังซื้อของประชาชนลดลง ขณะเดียวกันยังมีผลต่อการชะลอตัวลงของการปล่อยสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์ ซึ่งส่งผลต่อการชะลอตัวของเบี้ยประกันชีวิตกลุ่มแบบจ่ายเบี้ยครั้งเดียว(MRTA) ส่วนปัจจัยภายในหลักๆ มาจากการปรับเปลี่ยนนโยบายการบริหารการขายของแต่ละบริษัทประกันชีวิต ให้มีความเหมาะสมกับสภาวะการณ์ปัจจุบัน

ส่วนเหตุผลที่ธุรกิจ “ประกันชีวิต” ยังคงเติบโต เกิดจากการที่คนไทยเริ่มที่จะมองเห็นประโยชน์ของ “ประกันชีวิต” ที่มากขึ้น โดยปัจจุบันคนไทยมีอัตราครอบครองกรมธรรม์ประกันชีวิตอยู่ที่ 37-38% ต่อจำนวนประชากรทั้งหมด เมื่ออันตราครอบครองกรมธรรม์ประกันชีวิตที่ยังไม่สูงมาก บริษัทประกันชีวิตต่างๆ จึงยังมองเห็นลู่ทางที่จะเติบโต และงัดกลยุทธ์ไม้เด็ดเพื่อแย่งชิงฐานลูกค้า
สำหรับทิศทางของธุรกิจ “ประกันชีวิต”ในปี 2559 คาดว่า “ประกันชีวิตแบบสะสมทรัพย์” จะยังคงนิยมได้รับความนิยมต่อไปอีก โดยมี “ประกันชีวิตสำหรับสุขภาพ” ตามมาติดๆ จากเทรนด์ของคนในยุคนี้ที่ยังมาสนใจในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น โดยจะเป็นในรูปแบบของการซื้อควบ ที่ไม่ใช่เพียงแค่การคุ้มครองและเบิกจ่ายอย่างเดียว แต่จะให้ความสำคัญของการป้องกันด้วย
นอกจากนี้ “ประกันชีวิตสำหรับผู้สูงวัย” จะเป็นอีกหนึ่งตัวที่กำลังมาแรง จากการที่ประเทศไทยมีอัตราของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปีขึ้นไป มากกว่า 10% ของจำนวนประชากรทั้งหมด ซึ่งในระยะหลังๆ เราจะเห็น “ประกันชีวิตสำหรับผู้สูงวัย” ออกมาอย่างหลากหลายจากบริษัทต่างๆ
อีกเรื่องหนึ่งคือเทรนด์ “ดิจิทัล” ที่จะเข้ามามีบทบาทที่มากขึ้น ในส่วนของประกันชีวิต โดยจะช่วยอำนวยความสะดวกแก่ผู้ซื้อประกัน ซึ่งในช่วงหลังๆ เราจะเห็นหลายๆบริษัท เริ่มรุกเรื่อง “ดิจิทัล” อย่างจริงจัง
“ไทยสมุทรประกันชีวิต” เป้าหมายต่อไปคือ “มนุษย์เงินเดือน”
ในปี 2558 มีรายได้จากเบี้ยประกันชีวิตปีแรก 2,818 ล้านบาท มีรายได้เบี้ยประกันรวม 14,206 ล้านบาท เติบโตลดลงจากปีทีผ่านมา 3.4% ปัจจัยหลักเนื่องมาจากสภาพเศรษฐกิจที่ส่งผลกระทบต่อกลุ่มลูกค้าหลักในช่องทางตัวแทนของบริษัท ซึ่งปัจจุบันช่องทางตัวแทนคิดเป็นสัดส่วน 74% ปี 2559 ได้ตั้งเป้าหมายเบี้ยประกันใหม่ 3,588 ล้านบาท เติบโต 27% เบี้ยประกันรวมอยู่ที่ 14,231 ล้านบาท โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพของตัวแทนอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า มีการวางแผนเพิ่มตัวแทนจำหน่ายอีกจำนวน 6,000 คน จากเดิมที่มีอยู่แล้ว 14,000 คน
พร้อมกันนี้ ยังคงเร่งขยายช่องทางอื่นๆ เพื่อที่จะรองรับและตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในช่องทาง Bancassurance และประกันกลุ่ม สำหรับช่องทาง Internet sale ในปี 2559 ได้ตั้งเป้าหมายเพิ่มยอดขายสูงขึ้น 50% พร้อมกลยุทธ์เชิญชวนลูกค้าให้เลือกซื้อแบบประกันที่เหมาะสมกับความต้องการของตัวเองที่สุด โดยแบบประกันที่หลากหลายสามารถปรับให้เข้ากับ lifestyle ลูกค้ายุคดิจิตอล โดยจะเน้นเจาะกลุุ่มที่มีรายได้ประจำ หรือมนุษย์เงินเดือน ที่ไม่ได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจชะลอตัว กลุ่มคนรุ่นใหม่ในสังคมออนไลน์ที่ตัดสินใจซื้อประกันเอง ไม่ต้องการติดต่อตัวแทน และกลุ่มนักธุรกิจ ผู้มีรายได้สูง
“อลิอันซ์ อยุธยา” ขอเป็นผู้นำใน “ตลาดผลิตภัณฑ์คุ้มครอง”
อลิอันซ์ อยุธยา วางแผนธุรกิจปี 2559 โดยตั้งเป้าเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 6,100 ล้านบาท เบี้ยประกันภัยรับรวม 31,000 ล้านบาท คาดปีนี้เติบโต 20 % โดยวางกลยุทธ์หลักในการทำงานในเมืองไทยประกอบไปด้วย 3 เรื่องหลัก คือ 1. ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง2. มุ่งสู่ดิจิทัล 3.ขับเคลื่อนการเติบโตในไทยและทวีปเอเชีย ด้วยเป้าหมายเพิ่มตัวแทนใหม่ 7,800 คน นอกจากนี้ในเอเชียมี 3 ประเทศเป้าหมายสำคัญคือ จีน ฟิลิปปินส์ และไทย โดยเฉพาะในประเทศไทย ต้องการให้เป็นประเทศศูนย์กลางในการบุกประเทศ CLMV กัมพูชา ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม ด้วย ที่สำคัญ คือวางเป้าหมายมุ่งจะ สู่ความเป็น “ที่หนึ่ง” ในเรื่องผลิตภัณฑ์คุ้มครองชีวิตและสุขภาพของไทย พร้อมเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์คุ้มครองเป็น 33%
เหตุผลสำคัญ ที่ทางบริษัทคิดว่าคนไทยต้องการผลิตภัณฑ์ในเรื่องคุ้มครองเพราะ
1. คนไทยกำลังมีผู้สูงอายุมากขึ้น
2. ค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น 8.7 ในขณะที่ GDP ของประเทศอยู่ที่ 0.7%
3. ค่ารักษาผู้ป่วยนอก เป็นสัดส่วนค่าใช้จ่ายในครอบครัวถึง 40-50%
4. การเพิ่มขึ้นของความเจ็บป่วยจากวิถีวิต ที่เปลี่ยนไป
5. การเพิ่มขึ้นของการเสียชีวิตจากโรคมะเร็ง สูงถึง35 %. ในเมืองไทย
6. อัตราการเข้าถึงประเทศอยู่ในอันดับที่ต่ำกว่า 30 % ซึ่งน้อยกว่าประเทศที่เจริญแล้วอย่างมาก
7. ส่วนใหญ่คนไทยนิยมซื้อประกันแบบออม ซึ่งรายได้ที่ได้คืนมาจะไม่สูงเหมือยเดิม เพราะแนวโน้มดอกเบี้ยตกลงอย่างต่อเนื่อง
“เมืองไทยประกันชีวิต” เป้าหมายต่อไปขอ “1 แสนล้าน”
ในปี 2558 เมืองไทยประกันชีวิต มีเบี้ยประกันชีวิตรับรายใหม่ 37,938 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 8%จากปีก่อน โดยเป็นเบี้ยประกันชีวิตรับปีแรก 26,247 ล้านบาท เติบโตสูงถึง 18%และเบี้ยประกันชีวิตรับปีต่อไป 49,942 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้น 25% จากปีก่อน ส่งผลให้มีเบี้ยประกันชีวิตรับรวม 87,880 ล้านบาท เติบโตเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 17%
สำหรับ ปี 2559 ยังคงเน้นนโยบาย “ยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง” สำหรับกลยุทธ์เจาะตลาดในประเทศจะเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์และไลฟ์สไตล์ของลูกค้า โดยจะเจาะเข้าไปในเซ็กเมนต์ย่อยๆให้มากขึ้น รวมถึงการสร้างเครือข่ายผ่านช่องทางการขาย อาทิ ผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายและช่วยกระตุ้นการขาย โดยมีการจัดตั้ง “Innovation Center”เพื่อติดตามและศึกษาแนวโน้มความเปลี่ยนแปลงที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตขึ้นมาเป็นการเฉพาะ ส่วนกลยุทธ์เจาะตลาดต่างประเทศ มีนโยบายรุกตลาดการประกันชีวิตในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC)ล่าสุดได้ร่วมจัดตั้ง “Sovannaphum Life Assurance PLC” เพื่อดำเนินธุรกิจประกันชีวิตในกัมพูชา หลังจากก่อนหน้านี้ได้เข้าไปดำเนินธุรกิจในเวียดนามและเมียนมาร์
โดยไฮไลท์ที่สำคัญของ เมืองไทยประกันชีวิต ในปี 2559 คือตั้งเป้าเบี้ยประกันรับรวมอยู่ที่ ไม่น้อยกว่า “100,000 ล้านบาท”
