คำถามคลาสสิกที่ Founder ต้องเจอในการทำ Start Up คือ จะทำคนเดียว หรือ จะหา Co-Founder ดี? บางคนให้ความเห็นว่าการมี Founder คนเดียว ไม่รอดแน่ ๆ แม้แต่ VC หรือ Incubator บางที่ไม่ยอมลงทุนกับ Start Up ที่มี Founder เพียงคนเดียว แต่การมี Co-Founder คือหนทางแห่งความสำเร็จจริงหรือ

มีข้อมูลมากมายสนับสนุนให้มี Founder หลายคน จากวิจัยพบว่า 80% ของบริษัทมูลค่าพันล้านดอลลาร์ที่ก่อตั้งในปี 2005 มีผู้ก่อตั้ง 2 คน หรือมากกว่า แต่แน่นอนละ อีก 20% ของบริษัทพันล้านที่ประสบความสำเร็จมาจาก Founder เพียงคนเดียวล่ะ?

บริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Google, Facebook, หรือ AirBNB และอีกมากมายก่อตั้งโดยทีมหลายคน แต่บริษัทอย่าง Amazon, Dell, Ebay, Tumblr และอีกมากมายประสบความสำเร็จได้จากผู้ก่อตั้งเพียงคนเดียว เราได้ทำงานวิจัยว่าอะไรเป็นปัจจัยที่ทำให้บริษัทที่เป็นผู้ก่อตั้งคนเดียวประสบความสำเร็จ เราพบว่าผู้ก่อตั้งคนเดียว หรือ Solo Founder ทั้งหลายนั้นแม้จะโดดเดี่ยว แต่ก็ไม่เดียวดาย

จากการสัมภาษณ์ผู้ก่อตั้งคนเดียวจำนวน 100 คน เราพบว่า แม้ผู้ก่อตั้งคนเดียวจะไม่มี Co-Founder ที่ถือหุ้น และมีสิทธิ์ในการโหวต แต่พวกเขามี Co-Creator เราพบว่าเพื่อน พนักงาน หรือพาร์ตเนอร์ทั้งหลายมีส่วนช่วยอย่างมากในการก่อร่างสร้างตัว และช่วยให้ Founder ประสบความสำเร็จ

พนักงาน

สำหรับผู้ก่อตั้งที่มีเงินทุนอยู่แล้ว ไม่ว่าจากเงินเก็บ หรือเงินจากการขายธุรกิจก่อนหน้า สามารถจ้างพนักงานมาเคียงบ่าเคียงไหล่ หรือเรียกว่าเป็น Co-Creator ก็ได้ ผู้ก่อตั้งจ่ายเงินเดือนพนักงาน และสามารถจ้างคนที่มีความสามารถมาช่วยเริ่มต้นธุรกิจโดยที่ไม่ต้องเสียหุ้นจำนวนมากมาย (นี่ยังไม่รวมถึงความดราม่า และปัญหาทะเลาะเบาะแว้งระหว่าง Founder ด้วยกันเองอีก) จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการรายหนึ่งที่มีเงินทุนจากการขายธุรกิจก่อนหน้า สามารถมีเงินทุนในการจ้างพนักงานมาร่วมสร้างธุรกิจ แทนที่จะหา Co-Founder

เช่นกัน Pierre Omidyar ผู้ก่อตั้ง eBay ด้วยเงินจำนวน 1 ล้านจากการขายดอลลาร์ธุรกิจก่อนหน้าให้แก่ Microsoft ทำให้เขามีเงินจ้าง Chris Agarpao และJeff Skroll ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัทซึ่งช่วยให้บริษัทของเขาประสบความสำเร็จ เช่นกันกับ Eric Yuan ผู้ก่อตั้ง Zoom เขาใช้เงินตัวเองจ้างวิศวกร คอมพิวเตอร์กว่า 40 ชีวิต จาก WebEx บริษัทเก่าของเขานั่นเอง

พันธมิตร

แน่นอนไม่ใช่ Founder ทุกคนที่จะมีเงินจ้างพนักงานตั้งแต่เริ่มก่อตั้งบริษัท หากไม่มีเงินทุนพอที่จะจ้างพนักงาน ลองหาพันธมิตรที่จะ win-win ไปด้วยกันดูสิ อย่าง Founder จาก EdTech รายหนึ่ง ที่ชำนาญเรื่อง Technical มาก แต่พอเป็นฝั่งขายกลับไม่มีประสบการณ์ หรือ Connection ใด ๆ ที่จะจับกลุ่มเป้าหมายอย่างโรงเรียนท้องถิ่นเลย ในตอนแรกเขาคิดที่จะหา Co-Founder เพื่อมาเติมเต็ม Skill ด้านการขายที่เขาไม่มี แต่แล้วเขากลับได้อีกแนวคิดในการหาพันธมิตรจากบริษัทที่ขายสินค้าเข้าโรงเรียนอยู่แล้ว โดยตัดกำไรให้ เพื่อให้ช่วยขายของ และทำการตลาดสินค้าของเขา ทีนี้เขาก็มีทางออกที่มีแขนขาด้านการขาย โดยไม่ต้องเสียหุ้นแม้แต่หุ้นเดียว

อีกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด คือ Sara Blakely ผู้ก่อตั้ง Spanx ซึ่งขายสินค้ากระชับทรวดทรงกว่า 50 ประเทศทั่วโลก ฝันของเธอคงไม่มีโอกาสเกิดขึ้นเลย ถ้าวันนั้น Sam Kaplan เจ้าของโรงงานผลิตเสื้อผ้า Highland Mills ไม่ร่วมมือกับเธอ การจับมือกันกับ Sam ทำให้เธอยังเป็นเจ้าของ Spanx 100% ในขณะที่มูลค่าของบริษัทเธอเพิ่มขึ้นทุกวัน

ผู้ให้การสนับสนุน

สุดท้ายแล้ว Founder ทั้งหลายนั้นพึ่งพาแรงสนับสนุนมากมาย ไม่ว่าจะจากบุคคล หรือบริษัทที่ช่วยในเรื่องเงินทุน และ Connection หรือคำแนะนำ โดยไม่คาดหวังว่าจะได้เงิน หรือหุ้น เป็นการตอบแทน ยกตัวอย่างผู้ก่อตั้งคนหนึ่ง ที่ต้องการใช้เครื่องมือราคาแสนแพงในการเริ่มธุรกิจ ในตอนแรกเขาคิดว่าจะต้องหานักลงทุนกระเป๋าหนัก หรือ Co-Founder ที่มีทุนทรัพย์มาช่วยผลักดัน แต่แล้วกลับเป็นเพื่อนของเขาเองที่ให้ยืมเครื่องมือ แม้แต่ให้พนักงานในบริษัทของเขามาช่วยงานในช่วงเริ่มต้น จนกระทั่ง Founder คนนั้นเริ่มมีรายได้เข้ามา ยืนด้วยลำแข้งตัวเองได้ มีเงินซื้อเครื่องมือ และจ้างพนักงานเป็นของตัวเอง

แต่ก็นั่นแหละ ไม่ใช่ทุกคนจะมีเพื่อนสนิทที่รวย แถม ใจดีเสมอไป แต่มีเรื่องหนึ่งที่เรียกว่าเป็นประวัติศาสตร์ของ Founder คนเดียวเลยก็ว่าได้ นั่นคือ Henry Ford ผู้มีเพื่อนเป็น ช่างเหล็ก วิศวกร หรือแม้แต่หัวหน้าของเขาในเวลานั้น ซึ่งคือ Thomas Edison!!! ที่ทุ่มเทเวลา และทรัพยากรต่าง ๆ ช่วยให้เขาได้สร้าง Prototype รถยนต์คันแรกได้สำเร็จ คล้าย ๆ กับ Mint บริษัทให้คำแนะนำด้านการเงินระดับโลก ซึ่งก่อตั้งโดย Aaron Patzer เขาสามารถโน้มน้าวให้ Blogger ดัง ๆ พูดถึงสินค้าของเขาแบบฟรี ๆ ไปเลย

พนักงานรุ่นแรก, พันธมิตร หรือผู้สนับสนุนอาจจะไม่ได้รับ Credit เท่า ๆ กับ Founder แต่ Co-Creator ทั้งหลายถือเป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งให้บริษัทเหล่านี้เติบโตไปได้ นึกถึงบริษัทที่มี Brand มูลค่ามากที่สุด Brand หนึ่งของโลกอย่าง Amazon ดูสิ ใช่!! Jeff Bezos ก่อตั้ง Amazon เพียงคนเดียว แต่เขาไม่ได้สร้าง Amazon เพียงคนเดียวหรอกนะ เขามีพนักงานรุ่นแรกอย่าง Paul Davis ที่ช่วยดูระบบหลังบ้านของบริษัททั้งหมด หรือ Tom Schonhoff ที่ช่วยสร้าง Customer Service ทั้งทีมจากไม่มีอะไรเลย หรือ Shel Kaphan ที่ Jeff มักกล่าวถึงว่าเป็นคนสำคัญที่สุดของประวัติศาสตร์การสร้าง Amazon

Co-Creator เหล่านี้สามารถให้ทั้งทรัพยากร Connection และ Idea ดี ๆ อย่างที่ Co-Founder อย่างเป็นทางการให้ได้ โดยที่ไม่ต้องเสียอำนาจการตัดสินใจ หรือ เรื่องดราม่าที่มักเกิดขึ้นระหว่าง Co-Founder ด้วยกันเอง ซึ่งนี่ถือเป็นข้อได้เปรียบข้อใหญ่ของการทำ Start Up คนเดียว สุดท้ายแล้ว หากมีเหตุต้องแยกทาง จะเดินจาก Co-Creator ที่ไม่ได้มีหุ้น หรือสิทธิ์เสียงอะไร ง่ายกว่า แยกทางจาก Co-Founder ที่มีทั้งหุ้นและสิทธิ์เสียงเต็มเปี่ยม อย่าง Mark Zuckerberg เมื่อต้องแยกทางกับ Co-Founder อย่าง Eduardo Saverin ต้องทนกับการฟ้องร้องอันยาวนาน และจบลงด้วยการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ Eduardo หลายพันล้านดอลลาร์เลยทีเดียว การทะเลาะเบาะแว้งระหว่างผู้ก่อตั้งด้วยกันมีบ่อยกว่าที่คิด จากงานวิจัยพบว่าเมื่อผู้ก่อตั้งมีปัญหาไม่ลงรอยกัน 43% จบลงด้วยการบังคับซื้อขายหุ้นของบริษัท แน่นอนการมี Co-Founder เป็นตัวช่วยอย่างมหาศาลให้บริษัทเติบโต แต่ก็ไม่ใช่เป็นทางเดียวเช่นกัน ถ้าผู้ก่อตั้งมี Co-Creator ที่ดีก็จะช่วยให้บริษัทไปได้ไกลเช่นกัน

ที่มา : hbr.org



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน