จากวิกฤตโควิด-19 สร้างผลกระทบอย่างหนักกับ “ธุรกิจโรงภาพยนตร์” โดยเฉพาะจากมาตรการป้องกันการแพร่ระบาด และถูกสั่งปิด “จอดำ” ไปหลายระลอก จนอาจพูดได้ว่า “ธุรกิจถูกแช่แข็ง” ก็ไม่ผิดนัก

อย่างไรก็ดี สิ่งที่น่าสนใจคือการขับเคลื่อนของ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” หรือ MAJOR ในฐานะเจ้าตลาด ที่สามารถฟื้นตัวกลับมาได้แบบ V-shape ซึ่งไม่เพียงแค่ในส่วนของเมเจอร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเหมือนหัวลากนำพาธุรกิจโรงภาพยนตร์ในระดับมหภาคให้เดินหน้าต่อไปได้อย่างยอดเยี่ยม พร้อมก้าวสู่ช่วงเวลาฟ้าหลังฝนอันงดงามจากสัญญาณเชิงบวกมากมาย

Marketeer พาไปเจาะลึกถึงทิศทางและกลยุทธ์การเดินหน้าธุรกิจ สู่ภาคต่อตอนใหม่ของ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์” ไขปริศนาว่าทำไมถึงฟื้นธุรกิจได้แบบก้าวกระโดด

ตลาดโรงหนัง พุ่งทะยานหลังปลดล็อก

ในสายตาของแฟนหนัง โรงภาพยนตร์ยังคงเป็น First Window ที่สามารถมอบประสบการณ์ในการชมภาพยนตร์ที่ดีที่สุดเสมอ จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นยอดขายตั๋วหนังฟอร์มยักษ์หลายเรื่องที่เข้าโรงในช่วงไตรมาสแรกปี 2565 เติบโตจากปี 2564 มากกว่า 3 เท่าตัว พร้อมแนวโน้มที่จะฟื้นตัวขึ้นต่อเนื่องตลอดทั้งปี จากไลน์อัปหนังฟอร์มยักษ์ที่เข้าฉายอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม ปี 2565 ภาพรวมอุตสาหกรรมมีการใช้เม็ดเงินลงโฆษณาไปกับโรงภาพยนตร์ประมาณ 1,736 ล้านบาท เติบโตขึ้น 43.71% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งถือว่าเป็นประเภทสื่อที่มีอัตราการฟื้นตัวและการเติบโตของเม็ดเงินโฆษณาสูงที่สุด สะท้อนให้เห็นว่า แบรนด์สินค้าต่าง ๆ เริ่มกลับมาสนใจทำกิจกรรมทางการตลาดร่วมกับโรงภาพยนตร์

จากสัญญาณเชิงบวกแบบนี้ทำให้บรรดาผู้ประกอบการโรงหนังทั้งหลาย พร้อมใจเดินหน้าด้วยกลยุทธ์เชิงรุก ขยับตัวลงทุนด้านต่าง ๆ มากขึ้น เพื่อหวังดึงดูดคอหนังให้กลับมาร่วมรันวงการอีกครั้ง

เช่นเดียวกับเมเจอร์ที่มองว่าปีนี้เป็นปีแห่งการ Turnaround จึงเดินหน้าลงทุนขยายรูปแบบโรงภาพยนตร์ใหม่ในหลาย ๆ สาขาเพื่อรองรับไลฟ์สไตล์ที่หลากหลายมากยิ่งขึ้น รวมไปถึงเปิดสาขาใหม่ เช่น ล่าสุดได้เปิดสาขา “จันทบุรี ซีนีเพล็กซ์” ที่เซ็นทรัล จันทบุรี ไปเมื่อ 26 พฤษภาคม 2565 ซึ่งเมเจอร์ใช้จุดแข็งอย่างการมีสาขาเยอะที่สุดเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทยมาต่อยอดในธุรกิจเชิงพื้นที่ให้บริการได้อย่างยอดเยี่ยม รวมถึงรีโนเวตโฉมใหม่ “เมเจอร์ ซีนีเพล็กซ์ สุขุมวิท-เอกมัย” เรียบร้อยเมื่อ 28 พฤษภาคม 2565 ที่ผ่านมา

อีกสิ่งที่น่าสนใจคือ การเป็นเจ้าภาพงาน CineAsia 2022” ในวันที่ 5-8 ธันวาคม 2565 ที่ Icon Siam ซึ่งเป็นงานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ระดับนานาชาติ ที่เป็น Soft Power ก่อให้เกิดธุรกิจต่อเนื่อง ส่งต่อประโยชน์ให้กับหลากหลายภาคส่วน เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและความมุ่งมั่นที่จะเดินนำหน้าเพื่อนำพาอุตสาหกรรมให้ฟื้นฟูและเติบโตไปด้วยกันของเมเจอร์ได้อย่างชัดเจน

ลงทุนอัปเกรด IMAX เป็น IMAX Laser
พร้อมเพิ่มโรง ScreenX PLF สาขาใหม่

ในส่วนของระบบการฉายภาพยนตร์ เมเจอร์ลงทุนนำนวัตกรรมสุดล้ำมาสู่ประเทศไทย เพื่อส่งมอบความสุขให้ผู้ชมได้สัมผัสประสบการณ์การดูหนังแบบตื่นเต้นเร้าใจเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น หลากหลายสมจริงเสมือนเข้าไปอยู่ในเหตุการณ์ของภาพยนตร์เรื่องนั้น ๆ

โดยอัปเกรดระบบการฉายภาพยนตร์ IMAX แบบเดิม ให้เป็น “IMAX Laser” ระบบการฉายภาพยนตร์ที่ก้าวล้ำสมัยที่สุด ผสมผสานการเครื่องฉายเลเซอร์ระดับ 4K ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะที่ไม่เหมือนใคร ด้วยความละเอียดที่เพิ่มขึ้น โทนสีลึกกว่า และช่วงสีที่กว้างที่สุด ทำให้ผู้ชมสามารถมองเห็นภาพขนาดใหญ่และได้ยินเสียงที่ชัดเจนเหมือนกันทุกที่นั่ง เพื่อมอบประสบการณ์การชมภาพยนตร์ระดับพรีเมียมให้กับผู้ชมในประเทศไทย ซึ่งการฉายด้วยระบบ IMAX Laser” จะเริ่มต้นใน 3 สาขา ประกอบด้วย สาขา ไอคอน ซีเนคอนิค, พารากอน ซีนีเพล็กซ์ และ IMAX สาขาใหม่ที่ “เมกา ซีนีเพล็กซ์”  ศูนย์การค้าเมกาบางนา รวมไปถึงเดินหน้าทยอยอัปเกรดเครื่องฉายในโรงภาพยนตร์ปกติให้เป็น ระบบ Laserplex เพื่อยกระดับความสุขให้กับคอหนังทุกคน

นอกจากนี้ ยังเปิด “โรงภาพยนตร์ ScreenX PLF” แห่งใหม่ ในรูปแบบ Premium Large Format ที่พารากอน ซีนีเพล็กซ์ เป็นสาขาที่ 2 ซึ่งเป็นหน้าจอ ScreenX ที่นี่จะมีขนาดใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมความใหญ่ของโรงภาพยนตร์ที่สามารถรองรับผู้ชมได้มากถึง 336 ที่นั่ง (โรงภาพยนตร์ ScreenX สาขาแรก ที่โรงภาพยนตร์ควอเทียร์ ซีเนอาร์ต)

ซึ่งโรงภาพยนตร์ ScreenX PLF จะเป็นรูปแบบโรงภาพยนตร์แบบแรกของโลกที่ใช้ระบบการฉาย 3 ทิศทางด้วยเครื่องฉายหลายตัว (Multi-Projection System) ด้วยการฉายภาพที่หน้าจอด้านหน้า และฉายลงบนจอเต็มกำแพงด้านข้างซ้ายและขวา เพื่อให้มุมมองภาพ 270 องศา หน้าจอกว้างถึง 20 เมตร เพื่อดึงผู้ชมให้ดื่มด่ำไปกับฉากเสมือนจริงด้วยคุณภาพความละเอียดระดับโรงภาพยนตร์ ทำให้ผู้ชมเห็นภาพที่ใหญ่และกว้างขึ้น สมจริงยิ่งขึ้น

ไลน์อัปหนังฟอร์มยักษ์ตลอดปี แม่เหล็กดึงดูดรายได้ชั้นดี

กลับมาในเรื่องของแนวโน้มผลประกอบการที่จะกลับมามีกำไรในทุกไตรมาสนั้น ปัจจัยสำคัญที่มีส่วนอย่างมาก คือ หนังฟอร์มยักษ์จากต่างประเทศที่เข้าฉาย ล้วนทำรายได้ถล่มทลายทั้งสิ้น ไม่ว่าจะเป็น The Batman, Fantastic Beasts : The Secrets of Dumbledore หรือ “Doctor Strange 2” ที่โดย Box Office เปิดเผยว่าภาพยนตร์เรื่องนี้สามารถทำรายได้รวมใน 2 สัปดาห์แรก ไปกว่า 291.86 ล้านดอลลาร์ (10,200 ล้านบาท) ในสหรัฐอเมริกา และทำรายได้รวมทั่วโลก อยู่ที่ 688 ล้านดอลลาร์ (23,900 ล้านบาท) ส่วนในประเทศไทย ขณะนี้ทำรายได้รวมทั่วประเทศกว่า 400 ล้านบาท

อาจนับรวมไปถึง Top Gun : Maverick” ภาคต่อหนังดังยุค 80 ที่ขณะนี้ทำรายได้ในประเทศไทยไปกว่า 100 ล้านบาท ตามติดมาด้วยไลน์อัปหนังฟอร์มยักษ์ที่คอหนังต่างเฝ้ารอ ไม่ว่าจะเป็น “Jurassic World Dominion” (เข้าฉายเมื่อ 8 มิ.ย.) รวมถึง “Thor: Love and Thunder” (6 ก.ค.) “Black Panther : Wakanda Forever” (10 พ.ย.) และ “Avatar The Way Of Water” (15 ธ.ค.)  ที่รอจ่อคิวเข้าฉาย ล้วนเป็นแม่เหล็กดึงดูดรายได้ พร้อมช่วงชิงบัลลังก์หนังทำเงินสูงที่สุดแห่งปีทั้งสิ้น

ทรานส์ฟอร์มให้เป็นมากกว่าแค่โรงภาพยนตร์
ขยายช่องทางลงทุน ส่งป๊อบคอร์นลุย
7-Eleven

ที่ผ่านมา เมเจอร์ เดินหน้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลมาอย่างต่อเนื่อง โดยพัฒนานวัตกรรมมาเป็นเครื่องมือหลักในการเชื่อมกับผู้บริโภค เพื่อเจาะตลาดแบบ Personalization และนำเสนอบริการที่เข้าใจและตรงใจลูกค้ามากที่สุด

รวมไปถึงการทรานส์ฟอร์มตัวเองให้เป็น “ไลฟ์สไตล์แบรนด์” ผ่านการขยายช่องทางไปในธุรกิจต่าง ๆ นอกเหนือจากโรงภาพยนตร์มาตลอด

โดยเฉพาะการสร้าง “ป๊อปคอร์น คัลเจอร์” ผ่านการขยายช่องทางการขายป๊อปคอร์นออกไปนอกโรงภาพยนตร์ แตกไลน์เป็นป๊อปคอร์นกึ่งสำเร็จรูป ที่สามารถซื้อไปเก็บไว้รับประทานได้ตามต้องการ รวมถึงการออกรสชาติใหม่ ๆ เพื่อปลุกกระแสต่อเนื่อง

เมื่อ ป๊อปคอร์น คือความคลาสสิกในการเข้าถึงผู้บริโภค เมเจอร์ทำรายได้จากส่วนนี้ได้สูงถึง 30% เมื่อเทียบกับรายได้การขายตั๋วหนัง (ย้อนไปตอนเข้าตลาดหลักทรัพย์ใหม่ ๆ อยู่ที่ประมาณ 8-9% เท่านั้น)

อีกความเคลื่อนไหวสำคัญคือการ นำป๊อปคอร์นเข้ามาวางจำหน่ายใน 7-Eleven 12,000 สาขา จากสาขาทั้งหมดที่มีอยู่ราว 13,000 สาขา (เริ่มจำหน่ายใน Q3 ปี 2565) และแผนขยายช่องทางไปในห้างสรรพสินค้า ซูเปอร์มาร์เก็ต รวมถึงฟู้ดเดลิเวอรี่ และช่องทางออนไลน์ “Major Mall” ใน Shopee

นอกจากนี้ เมเจอร์ยังเข้าไปลงทุนใน บริษัท เวิร์คพอยท์ เอ็นเทอร์เทนเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ WORK ผู้ผลิตคอนเทนต์บันเทิงรายใหญ่ (ลงทุน 523 ล้านบาท สัดส่วนถือหุ้น 4.22%) และ บริษัท เถ้าแก่น้อย ฟู๊ดแอนด์มาร์เก็ตติ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ TKN ที่มีจุดแข็งในเรื่องช่องทางการจัดจำหน่ายอาหารรับประทานเล่น (ลงทุน 540 ล้านบาท  สัดส่วนถือหุ้น 4.94%)

จุดแข็งที่แตกต่างของทั้งสององค์กร ล้วนเป็นแรงบวกที่เสริมกำลังให้กับเมเจอร์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งจากทิศทางที่เกิด เร็ว ๆ นี้คงได้เห็นความร่วมมือเพื่อการต่อยอดธุรกิจที่มากขึ้น และแตกแขนงออกไปจากเดิมอย่างแน่นอน

สรุป

ธุรกิจโรงภาพยนตร์กำลังกลับสู่ช่วงขาขึ้นแบบมีนัย พร้อมสัญญาณบวกที่ส่งผลให้แนวโน้มผลประกอบการสามารถกลับมามีกำไรได้ในทุกไตรมาส ซึ่งการข้ามผ่านวิกฤตในช่วงที่ผ่านมาได้อย่างแข็งแกร่ง เป็นสิ่งที่ “เมเจอร์” พิสูจน์ให้เห็นถึงความเฉียบขาดในการวางกลยุทธ์ที่พร้อมรับมือกับทุกการเปลี่ยนแปลงได้อย่างยอดเยี่ยม

เช่นเดียวกับการบริหารความเสี่ยงโดยแตกไลน์การลงทุนออกไปในแขนงต่าง ๆ เพื่อเตรียมรับมือกับความไม่แน่นอนของไลฟ์สไตล์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่พร้อมเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา เป็นอีกหนึ่งหมากเสริมความแข็งแกร่งที่เมเจอร์เดินได้อย่างแยบยลจริง ๆ



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน