สำหรับประเทศสิงคโปร์แล้ว ข้าวมันไก่ ถือว่าเป็นเมนูพิเศษ หรืออาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารประจำชาติก็ว่าได้ ข้าวมันไก่นั้นอร่อยและเรียบง่ายที่ไม่ว่าใครก็สามารถรับประทานได้

อย่างไรก็ตาม เรื่องที่เราอาจไม่รู้ก็คือซัปพลายไก่สดของประเทศสิงคโปร์ส่วนใหญ่นั้นมาจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย และเมื่อไม่นานมานี้รัฐบาลมาเลเซียก็ได้ตัดสินใจระงับการส่งออกไก่มายังประเทศสิงคโปร์เนื่องจากปริมาณไก่ที่ใช้บริโภคภายในประเทศมีอยู่ไม่เพียงพอ

นายกรัฐมนตรีของมาเลเซีย Ismail Sabri Yaakob ประกาศว่า มาเลเซียจะระงับการส่งออกไก่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 เป็นต้นไปเพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนไก่ภายในประเทศ ซึ่งเรื่องนี้ถือว่าใหญ่มากสำหรับสิงคโปร์ที่มีสัดส่วนการนำเข้าไก่จากมาเลเซียถึงครึ่งหนึ่งของปริมาณไก่ที่ใช้บริโภคทั้งหมดในประเทศ

หรือต่อไปที่เราเคยได้ยินความขึ้นชื่อลือชาของข้าวมันไก่สิงคโปร์ อาจจะกลายเป็นเรื่องในอดีตไปเสียแล้ว

ไก่ สำคัญกับสิงคโปร์ยังไง

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีอาหารประจำชาติคือ ‘ข้าวมันไก่’ ซึ่งปริมาณไก่ที่คนสิงคโปร์ทั้งประเทศบริโภคกว่า 1 ใน 3 นำเข้ามาจากมาเลเซีย ซึ่งมาเลเซียถือเป็นแหล่งนำเข้าไก่สดที่สำคัญมาก ๆ ของสิงคโปร์

ถ้าสมมุติว่าสิงคโปร์ไม่สามารถนำเข้าไก่สดจากประเทศมาเลเซียได้ก็จะยังเหลือไก่แช่แข็งที่นำเข้าจากประเทศบราซิล ซึ่งถือเป็น 48 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณไก่ที่ใช้บริโภคในประเทศทั้งหมด ตามมาด้วยการนำเข้าจากประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 8% และประเทศอื่น ๆ รวมกันอีก 10%

บริษัทนำเข้าสินค้าประเภทอาหารสดของสิงคโปร์ บอกว่า การห้ามส่งออกไก่ของมาเลเซียอาจทำให้เกิดภาวะขาดแคลนไก่สดแบบฉับพลัน และกระตุ้นผู้บริโภคหันไปบริโภคไก่สดแช่แข็งไม่ก็เนื้อสัตว์ประเภทอื่น ๆ แทน หนังสือพิมพ์ The Straits Times คาดการณ์ว่า ราคาของไก่สดอาจพุ่งไปมากกว่า 30% นั่นจะทำให้อาหารที่ใช้ไก่เป็นวัตถุดิบหลักปรับตัวขึ้นตามไปด้วย

เรื่องนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร

แม้ว่าสิงคโปร์จะเป็นประเทศที่ติดอันดับประเทศที่ร่ำรวยที่สุดในเอเชีย แต่ประเทศแห่งนี้ก็ยังคงต้องพึ่งพาการนำเข้าสินค้าหลาย ๆ ชนิดจากต่างประเทศ อาทิ เช่น พลังงาน อาหาร และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น ๆ เนื่องจากประเทศสิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดเล็กไม่สามารถทำการเพาะปลูกหรือเลี้ยงสัตว์ได้อย่างประเทศที่มีลักษณะเป็นแผ่นดินใหญ่

นับตั้งแต่มีสงครามรัสเซีย-ยูเครน ราคาอาหารทั่วโลกปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก รวมไปถึงเรื่องของสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง และการระบาดของโรคระบาดในสัตว์ที่ทำให้การทำปศุสัตว์นั้นได้ปริมาณที่ไม่ตรงตามต้องการ ซึ่งปรากฎการณ์ดังกล่าวนั้นทำให้ประเทศใหญ่ในเอเชียอย่างอินโดนีเซียและอินเดียประกาศมาตรการปกป้องซัปพลายอาหารของประเทศของตนด้วยการระงับการส่งออกอาหาร เพื่อเลี้ยงปากท้องของคนในประเทศให้เพียงพอเสียก่อน

มาเลเซีย เป็นอีกหนึ่งประเทศที่ประกาศมาตรการป้องกันการขาดแคลนอาหารตามหลังอินเดียและอินโดฯ มาติด ๆ ซึ่งนายกรัฐมนตรีของมาเลเซียเพิ่งประกาศห้ามส่งออกไก่ในปริมาณกว่า 3.6 ล้านตัวต่อเดือนไปยังสิงคโปร์ในเดือนมิถุนายนที่กำลังจะมาถึง เพื่อแก้ปัญหาการขาดแคลนอาหารและราคาอาหารที่พุ่งสูงขึ้น

การที่สิงคโปร์กำลังจะเข้าสู่ภาวะขาดแคลนไก่ เพื่อบริโภคไม่ใช่ครั้งแรกและไม่ใช่ประเทศแรกที่ต้องเผชิญกับวิกฤตนี้ เพราะก่อนหน้านี้ในเดือนมกราคม ที่ผ่านมา ร้านเชนไก่ทอดชื่อดังของโลกอย่าง KFC ในประเทศออสเตรเลียและ McDonald ในญี่ปุ่น ก็เพิ่งออกมายอมรับว่ากำลังเผชิญกับการขาดแคลนวัตถุดิบหลักในเมนูขายดีเช่นกัน

ทำไมมาเลย์ถึงระงับการส่งออกไก่

23 พฤษภาคม 2022  นายกรัฐมนตรีมาเลเซียประกาศสั่งห้ามส่งออกไก่ ตามมติในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่าด้วยเรื่องการแก้ปัญหาการขาดแคลนปริมาณไก่ที่ใช้บริโภคภายในประเทศซึ่งเป็นปัญหาที่ลุกลามมาตั้งแต่ไตรมาสที่ 4 ของปี 2021 ซึ่งคณะรัฐบาลของมาเลเซียได้รับแรงกดดันจากประชาชนให้ทำอะไรสักอย่างเพื่อแก้ปัญหานี้ จึงเป็นที่มาของมติดังกล่าว

ดังนั้น จึงไม่แปลกที่รัฐบาลจึงจำเป็นที่จะต้องดูแลเรื่องปัจจัยการบริโภคของประชาชนในประเทศมาก่อนเป็นอันดับแรก นายกรัฐมนตรีของมาเลย์ระบุว่า การระงับการส่งออกไก่ในครั้งนี้คิดเป็นปริมาณไก่กว่า 3.6 ล้านตัวต่อเดือน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์

ประเทศมาเลเซียจะระงับการส่งออกไปจนกว่าราคาและซัปพลายไก่ในประเทศจะกลับเข้าสู่สภาวะปกติ นาย Ismail Sabri นายกรัฐมนตรีของมาเลเซียเคยกล่าวในการปราศรัยต่อประชาชนชาวมาเลเซียหลังจากที่ได้รับการเลือกตั้งเมื่อเดือนสิงหาคมปีที่แล้วเอาไว้ว่า

“ผมขอพูดจากใจจริงเลยว่า การตัดสินใจในครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากพี่น้องประชาชนชาวมาเลเซีย และการกระทำในครั้งนี้ของรัฐบาลก็เป็นไปเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประชาชน ซึ่งตอนนี้กำลังได้รับความเดือดร้อนจากการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารและค่าครองชีพ ตลอดจนปริมาณของสินค้าบริโภคที่กำลังเข้าสู่ภาวะขาดแคลน”

มาเลเซียเองกำลังเผชิญกับวิกฤตราคาอาหารปรับตัวสูงขึ้นจนกระทบต่อการดำรงชีพของประชาชน โดยราคาไก่ในประเทศมาเลเซียในเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาอยู่ที่ตัวละ 8.90 ริงกิต หรือประมาณ 70 บาทไทย และรัฐบาลได้อัดฉีดเงินสนับสนุนให้แก่เกษตรกรที่ทำฟาร์มไก่กว่า 729.24 ล้านริงกิต หรือประมาณ 166 ล้านดอลลาร์ เพื่อจูงใจให้เกษตรกรยังคงเลี้ยงไก่ มิเช่นนั้นประเทศอาจเข้าสู่ภาวะเสี่ยงต่อการขาดแคลนสัตว์เศรษฐกิจเพื่อบริโภคอย่างจริงจัง

ปกติแล้วอาหารสำหรับเลี้ยงไก่ ได้แก่ ข้าวเปลือกและถั่วเหลือง ซึ่งมาเลเซียก็นำเข้าอาหารสัตว์ประเภทนี้เช่นกัน แต่ตอนนี้รัฐบาลมาเลเซียก็อยู่ในระหว่างพิจารณาทางเลือกอื่น ๆ นอกจากการนำเข้าเช่นกัน เพราะไม่เพียงแต่อาหารคนเท่านั้นที่อยู่ในภาวะขาดแคลน แต่อาหารสัตว์ก็ขาดแคลนไม่แพ้กัน

เรื่องหนึ่งที่ต้องรู้ก็คือ ปกติแล้วการเลี้ยงไก่ถ้าหากใช้อาหารสัตว์คุณภาพต่ำ ไก่ก็จะเจริญเติบโตช้ากว่าปกติซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั้งสาย เกษตรกรรายหนึ่งของมาเลเซียชื่อว่า Syaizul เขามีอาชีพทำฟาร์มไก่บอกว่า ก่อนหน้านี้ฟาร์มของเขาสามารถจับไก่ขายได้ประมาณครั้งละ 45,000 ตัว ปีหนึ่งทำได้ 7 รอบ แต่ปีนี้คาดว่าจะสามารถเพาะเลี้ยงไก่ได้เพียง 5 ครั้งเท่านั้น

Syaizul รู้สึกว่าต้นทุนในการเลี้ยงไก่เพิ่มสูงขึ้นตั้งแต่มีโควิด เขาแสดงความเห็นว่า ยิ่งถ้ารัฐบาลแบนการส่งออกไก่ไปยังสิงคโปร์สถานการณ์จะยิ่งแย่ลงกว่าเดิม

“ผมไม่รู้ว่าผมจะเลี้ยงไก่ไปอีกกี่ปี 5 ปี หรือ 10 ปี ถ้าเป็นแบบนั้นผมคงมีหนี้ท่วมหัวแน่ ๆ บางทีผมน่าไปทำงานที่ปั๊มน้ำมันหรืออะไรที่ดีกว่านี้ ที่ปวดหัวน้อยกว่าการทำฟาร์มไก่”

ทางเลือกอื่น

หลังจากประเทศมาเลเซียประกาศจะระงับการส่งออกไก่จำนวนมหาศาลไปยังสิงคโปร์ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2022 เป็นต้นไป ทำให้ทางสิงคโปร์เองซึ่งถือเป็นประเทศที่มีการบริโภคไก่เป็นจำนวนมากต้องหาทางออกให้กับเรื่องนี้ โดยผู้นำเข้าเนื้อไก่จากประเทศสิงคโปร์ได้มีการมุ่งเป้ามาติดต่อกับซัปพลายเออร์ในไทยเนื่องจากเป็นแหล่งผลิตเนื้อสัตว์ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในเอเชีย

ประเทศไทยก็ถือเป็นอีกประเทศที่มีบริษัทที่ทำการการค้าสัตว์เศรษฐกิจและส่งออกในระดับโลกอยู่หลายบริษัท ไม่ว่าจะเป็นเครือเจริญโภคภัณฑ์ เบทาโกร สหฟาร์ม GFPT และรายย่อยอื่น ๆ อีก

CS Tay บริษัทนำเข้าอาหารสดจากสิงคโปร์เป็นผู้นำเข้าอาหารสดรายเดียวที่ได้รับอนุญาตให้นำเข้าและจัดจำหน่ายอาหารสดประเภทไก่สดชำแหละเสร็จ ที่นำเข้ามาจากประเทศไทย

Marc Tay ผู้บริหารของ CS Tay บอกว่า ปัจจุบันเขานำเข้าไก่ชำแหละจากประเทศไทยเพิ่มขึ้นกว่า 10 เท่า ซึ่งมากกว่าครั้งไหน ๆ ที่เคยนำเข้ามา และเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเขาก็เพิ่งนำเข้าไก่บรรจุแพ็กเข้ามากว่า 75,000 แพ็กเลยทีเดียว  ซึ่งไก่ชำแหละบรรจุแพ็ก (Chilled Chicken) เป็นไก่ที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการในการแช่แข็ง ทำให้ได้รสชาติเหมือนไก่สดที่เพิ่งชำแหละ

นาย Tay บอกกับสำนักข่าว SMDN ว่าตอนนี้บริษัทเขานำเข้าไก่ชำแหละบรรจุแพ็กแบรนด์ S-Pure (สินค้าในเครือเบทาโกร) และส่งออกไปยังประเทศสิงคโปร์ตั้งแต่เมื่อเดือนกรกฎาคมปีที่แล้ว (2021) Tay บอกว่า แบรนด์ S-Pure เป็นที่รู้จักในประเทศไทยและฮ่องกง มีชื่อเสียงในเรื่องความปลอดภัยและมีคุณภาพสูง และตัวเขาเองก็ได้ทำการติดต่อกับทางเครือเบทาโกรมาเป็นระยะเวลานานแล้ว

สิงคโปร์เพิ่งจะมาอนุญาตให้นำเข้าไก่จากไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายนปี 2020 และเมื่อ Tay ได้ยินข่าวว่ามาเลเซียจะระงับการส่งออกไก่ไปยังสิงคโปร์ เขารีบติดต่อบริษัทซัปพลายเออร์ในไทยทันที

ในช่วงแรกบริษัท CS Tay สามารถนำเข้าไก่แพ็กจากไทยได้เพียง 8,000 แพ็กเท่านั้นในช่วงแรก แต่ตอนนี้สามารถนำเข้าไก่ได้มากถึง 75,000 แพ็กแล้ว ซึ่งถือว่าเพิ่มสูงขึ้นจากช่วงแรกมากถึง 10 เท่าเลยทีเดียว

ตอนนี้ไก่บรรจุแพ็กมีวางจำหน่ายที่ห้าง Isetan ในสิงคโปร์และห้างชั้นนำบางแห่งแล้ว แต่ Tay คาดว่าหากคำสั่งประกาศระงับการส่งออกไก่จากมาเลเซียมีผลอย่างเป็นทางการคงจะได้เห็นไก่ไทยวางจำหน่ายอยู่ตามห้างสรรพสินค้าทุกแห่งของประเทศสิงคโปร์

ความมั่นคงทางอาหารในอนาคตของสิงคโปร์

สิงคโปร์เป็นประเทศที่พึ่งพาการนำเข้าอาหารจากต่างประเทศเพื่อหล่อเลี้ยงประชากรมากกว่า 5.4 ล้านคน ซึ่งการพึ่งพาคนอื่นมาก ๆ ย่อมมีผลเสียที่คาดเดาได้ไม่ยาก และในช่วงที่ซัปพลายเชนทั่วโลกกำลังปั่นป่วนแบบนี้ ความมั่นคงทางอาหารของสิงคโปร์นั้นยิ่งเปราะบางสุด ๆ

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่เล็กกว่ารัฐนิวยอร์กของสหรัฐอเมริกา 10 เท่าและสามารถผลิตอาหารได้น้อยกว่า 1 ใน 10 ส่วนของความต้องการของคนทั้งประเทศ ดังนั้นสิงคโปร์จึงต้องนำเข้าอาหารแทบทุกอย่างตั้งแต่สัตว์บกยันสัตว์น้ำ ไม่ว่าจะเป็น ผัก ข้าว มันฝรั่ง โดยเฉพาะ ไก่ ที่นำเข้ามาเป็นสัดส่วนที่มากเป็นพิเศษ เพราะคนสิงคโปร์นิยมรับประทานไก่เป็นอาหารหลัก

นายกรัฐมนตรี Lee Hsien Loong ของสิงคโปร์ทราบถึงปัญหาภาวะการขาดแคลนอาหารดี และบอกว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นกับสิงคโปร์นั้นเป็นเรื่องที่น่าเศร้าใจเป็นอย่างมาก  “เวลานี้เป็นคิวของไก่ที่กำลังประสบปัญหาการขาดแคลน แต่ต่อไปอาจจะเป็นอะไรก็ได้ เราต้องเตรียมตัวรับมือ”

อินเดียเป็นประเทศแรกในเอเชียที่เริ่มใช้มาตรการในการป้องกันปัญหาการขาดแคลนอาหารโดยได้เพิ่มมาตรการในการจำกัดการส่งออกข้าวสาลีและน้ำตาล รวมถึงประเทศไทยและเวียดนามที่กำลังหารือกันเพื่อปรับเพิ่มราคาขายข้าวตามมา

ที่จริงแล้วสิงคโปร์เริ่มรับรู้ได้ถึงสัญญาณเตือนภัยในเรื่องของการสุ่มเสี่ยงที่จะขาดแคลนอาหารมาเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว ดังนั้นในช่วงปี 2019 พวกเขาจึงได้ริเริ่มโปรเจกต์หนึ่งขึ้นมา ชื่อว่า “30 by 30” ซึ่งจะเป็นการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้เพื่อผลิตวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับการบริโภคของคนในประเทศ 30 ชนิด ภายในปี 2030 ส่วนหนึ่งก็เพื่อหวังลดการนำเข้าที่ต้องพึ่งพาประเทศอื่นในด้านอาหาร

โปรเจกต์ดังกล่าวยังคงอยู่ในช่วงแรกของการพัฒนาเท่านั้น โครงการนี้มีความสำคัญมาก ดังนั้นจึงได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโดยอัดฉีดเม็ดเงินเป็นจำนวนมหาศาลให้กับฟาร์มและสถาบันวิจัยเพื่อใช้สำหรับพัฒนาโครงการที่จะสามารถทำให้สิงคโปร์มีทรัพยากรทางด้านอาหารเพียงพอสำหรับเลี้ยงคนทั้งประเทศ

พูดถึงในแง่ทรัพยากรที่ประเทศสิงคโปร์มี  สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีฟาร์มปลาทะเลที่จดทะเบียนกับรัฐอยู่ทั้งสิ้น 110 ฟาร์ม นอกจากนี้ รัฐบาลเองก็ส่งเสริมให้ประชาชนปลูกผักกินเองที่บ้าน โดยการที่รัฐบาลแจกเมล็ดพันธุ์ผักกว่า 860,000 แพ็กสู่บ้านทุกหลังตั้งแต่ปี 2020 เพื่อให้ประชาชนมีผักไว้รับประทานเองที่บ้านและลดการนำเข้าผักสดจากต่างประเทศ

Sonia Akter นักวิจัยด้านการเกษตรและอาหารจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติ Lee Kuan Yew บอกว่า “ถ้าสิงคโปร์สามารถทำให้โปรเจกต์นี้สำเร็จเป็นจริงขึ้นมาได้ 30% ที่ว่านี้จะทำให้ประเทศสิงคโปร์มีเกราะกำบังที่มากเพียงพอที่จะต่อสู้กับภาวะขาดแคลนอาหารและเหมือนกับที่นายกรัฐมนตรี Lee กล่าวไว้ว่า ถ้าคุณไม่สามารถซื้อไก่จากประเทศหนึ่งได้ คุณก็ไปซื้อจากอีกประเทศ”

Paul Teng ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงทางอาหารจากมหาวิทยาลเทคโนโลยี Nanyang กล่าวว่า “ในเรื่องความมั่งคั่งของประเทศสิงคโปร์ยิ่งไม่ต้องห่วงเลยเพราะสิงคโปร์เป็นหนึ่งประเทศที่มี GDP ต่อหัวของประขากรสูงที่สุดในโลก (พูดง่าย ๆ ก็คือประชากรมีรายได้สูงนั่นเอง) เราสามารถสู้กับเรื่องของราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นได้อย่างไม่มีปัญหา เรามีซัปพลายเออร์ที่จะส่งอาหารให้เรากว่า 170 เจ้า และนั่นหมายความว่าถ้ามีเจ้าไหนหยุดขายอาหารให้เรา เราก็แค่ไปซื้อกับเจ้าอื่น”

จากสถิติระบุว่าครอบครัวชาวสิงคโปร์เป็นชนชาติที่ใช้เงินไปกับเรื่องกินน้อยที่สุดในโลก ถ้านับเรื่องรายได้ของครอบครัวของคนสิงคโปร์ที่สูงมากอยู่แล้ว พวกเขาใช้เงินไปกับเรื่องอาหารเพียงแค่ 10% ของรายได้เท่านั้น และเมื่อเทียบกับฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย แล้ว 2 ประเทศนี้ใช้เงินไปกับค่าอาหารกว่า 30-50% ของรายได้ต่อครอบครัวเลยทีเดียว

ถึงแม้ว่าประชากรชาวสิงคโปร์จะมีเงินมากพอที่จะรับมือกับราคาอาหารที่สูงขึ้น แต่ในเรื่องของการสร้างภูมิคุ้มกันในด้านความมั่นคงทางอาหารก็นับว่าเป็นเรื่องที่จำเป็น ซึ่งหนึ่งในวิธีการที่รวดเร็วและได้ผลดีคือการพยายามเจรจากับซัปพลายเออร์หลาย ๆ เจ้าเพื่อป้องกันการพึ่งพาเจ้าใดเจ้าหนึ่งมากเกินไป

Paul Teng บอกว่า “ถึงแม้ว่ารัฐจะทำโครงการ 30 by 30 สำเร็จแต่ต้องไม่ลืมว่า เรายังเหลืออีก 70% ให้ต้องห่วงและใน 70% นั้นคือ 180 ประเทศที่เราต้องซื้ออาหารจากพวกเขา”

Denise Cheok นักเศรษฐศาสตร์จาก Moody Analytics ให้ความเห็นว่า “โครงการนี้เป็นเครื่องป้องกันแรงกระแทกจากผลกระทบจากการขาดแคลนซัปพลายด้านอาหารที่ดี แต่มันก็ไม่สามารถบรรเทาผลกระทบทั้งหมดได้ การแก้ปัญหาการขาดแคลนซัปพลายทางด้านอาหารจะช่วยลดราคาอาหารลงมา ซึ่งจะช่วยบรรเทาเรื่องค่าครองชีพให้กับชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้ต่ำ โดยเฉพาะในช่วงการระบาดของโควิดที่ผ่านมาที่พวกเขาได้รับผลกระทบจากการมีอาหารไม่เพียงพอที่จะรับประทาน”

นับแค่เดือนเมษายนที่ผ่านมา ราคาอาหารก็พุ่งขึ้นไปกว่า 4.1% เมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม ซึ่งการเพิ่มขึ้นของราคาอาหารในระดับที่เร็วมากเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2009 นอกจากเรื่องไก่ที่กำลังน่าเป็นห่วงแล้วในเรื่องของ ‘ข้าว’ ก็น่าห่วงไม่แพ้กัน นักวิจัยรายงานว่า สิงคโปร์จำเป็นต้องเพิ่มปริมาณข้าวสำรองให้เพียงพอต่อการมีข้าวไว้รับประทาน เพราะตอนนี้ในโกดังเก็บข้าวของรัฐบาลมีข้าวเหลือสำหรับการบริโภคเพียงพออีกเพียง 3 เดือนเท่านั้น

นี่อาจเป็นการซ้ำเติมปัญหาใหญ่ที่กำลังรอปะทุใส่ประเทศสิงคโปร์ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้าก็ว่าได้ เพราะตอนนี้มีรายงานว่าปัญหาเรื่องซัปพลายไก่แช่แข็งก็อยู่ได้อีกเพียง 4 เดือน และทางตัวแทนจำหน่ายกำลังมองหาทางเพิ่มสต๊อกสินค้าให้เพียงพอไปจนถึงสิ้นปี

Paul Teng แนะว่า จริง ๆ แล้วทุกชาติในเอเชียควรจะหันมาร่วมมือร่วมใจกันในการจัดตั้งโครงการความร่วมมือในด้านการสำรองปริมาณวัตถุดิบอาหารที่จำเป็นต่อการบริโภค ให้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน ซึ่งปัจจุบันอย่างกลุ่มประเทศมีความร่วมมือทางเศรษฐกิจในเอเชีย หรือ Asian Bloc ซึ่งประกอบด้วย เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน ได้จับมือกันก่อตั้ง ธนาคารข้าว ซึ่งมีไว้เพื่อสำรองข้าวไว้บริโภคในยามที่เกิดภาวะฉุกเฉิน (ปัจจุบันธนาคารข้าวดังกล่าวมีปริมาณข้าวสำรองจำนวน 787,000 ตัน)

อีกวิธีสำหรับสิงคโปร์ ก็คือ การทำ Contract Farming กับเกษตรกรที่อยู่ในต่างประเทศ เพื่อให้ผลิตสินค้าเกษตรส่งให้กับสิงคโปร์ได้โดยตรง Akter บอกว่า นี่คือวิธีการที่ดีที่สุดที่จะทลายข้อจำกัดทางด้านพื้นที่เพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ที่สิงคโปร์ไม่สามารถทำได้ และอำนาจในการควบคุมปริมาณวัตถุดิบก็จะอยู่ในมือสิงคโปร์ได้ดีกว่าการติดต่อกับซัปพลายเออร์เจ้าใดเจ้าหนึ่ง หรือประเทศใดประเทศหนึ่ง

Teng เสริมว่า ฟาร์มที่จะทำสัญญาส่งมอบวัตถุให้กับทางสิงคโปร์ได้นั้นจะต้องตั้งอยู่ในประเทศที่สามารถผลิตวัตถุดิบได้จนเหลือกินเหลือใช้และไม่เดือดร้อนเรื่องปริมาณอาหารสำรอง ซึ่งจะสำคัญมากตรงที่ประเทศนั้นมีแนวโน้มสูงที่จะไม่ออกกฎกีดกันการส่งออกวัตถุดิบ อย่างออสเตรเลียหรือนิวซีแลนด์ ก็ไม่เห็นเค้าลางว่าจะมีการออกกฎเรื่องการป้องกันการขาดแคลนอาหารแต่อย่างใด


อ้างอิง

mothership.sg

scmp.com

reuters.com

washingtonpost.com

straitstimes.com



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน