แต่ท่ามกลางกระแสการช้อปกระจาย และตลาด e-Commerce ที่โตอย่างรวดเร็ว ทำไมเมื่อเปิดรายได้และผลกำไรของบริษัทขนส่งเอกชนกลับโชว์ผลขาดทุนอยู่

J&T

2562 รายได้รวม 1,106.19 ล้านบาท  ขาดทุน -1,373.91  ล้านบาท

2563 รายได้รวม 5,050.27 ล้านบาท  ขาดทุน  -106.47  ล้านบาท

2564 รายได้รวม 7,306.57 ล้านบาท   ขาดทุน  -821.80  ล้านบาท

Ninja

2562 รายได้รวม 493.63 ล้านบาท   ขาดทุน -586.34  ล้านบาท

2563 รายได้รวม 755.81 ล้านบาท    ขาดทุน -392.44  ล้านบาท

2564 รายได้รวม 1,325.45 ล้านบาท  ขาดทุน -338.05  ล้านบาท

Kerry

2562 รายได้รวม 19,894.60 ล้านบาท  กำไร 1,328.55  ล้านบาท

2563 รายได้รวม 19,037.18 ล้านบาท   กำไร 1,337.61  ล้านบาท

2564 รายได้รวม 19,261.69 ล้านบาท   กำไร      31.29  ล้านบาท

Flash

2562 รายได้รวม 2,122.85ล้านบาท  ขาดทุน -1,665.58  ล้านบาท

2563 รายได้รวม 9,738.87ล้านบาท  ขาดทุน  -716.30  ล้านบาท จำนวนส่งพัสดุ 300 ล้านชิ้น

2564 รายได้รวม 10,700 ล้านบาท (ยังไม่ได้เปิดเผยข้อมูลบนเว็บไซต์กรมพัฒนาธุรกิจการค้า เเต่จากข่าวประชาสัมพันธ์ ระบุว่า บริษัทมีรายได้รวม 10,700 ลบ.) จำนวนส่งพัสดุ 600 ล้านชิ้น เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

 

จากข้อมูลบริษัทที่ยกมา จะเห็นว่ารายได้รวมและผลกำไร เช่น J&T ในปี 2562 อยู่ที่ -1,373.91 ลบ. แต่ในปี 63 กำไรเพิ่มขึ้น 92.25% แต่ในปี 64 กลับมา -821.80 ลบ. แม้จะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นทุกปีก็ตาม ส่วนขนส่ง Kerry แม้จะไม่ติดลบในช่วงสามปีย้อนหลังนี้ แต่กำไรก็ไม่ได้กระเตื้องนัก แถมในปี 64 กำไรยังลดลงไปถึง -97.66 เนื่องจากการปรับราคาต่อพัสดุเชิงรุกและการเจาะกลุ่มตลาดจัดส่งราคาประหยัด ส่วนของบริษัท Ninja แม้จะมีรายได้รวมเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แต่กำไรก็ไม่ขยับเช่นกัน แต่อย่างของ Flash เอง มีกำไรติดลบ เพราะเป็นสตาร์ตอัปที่เพิ่งเกิดมาได้ไม่นาน ยังอยู่ในช่วงใช้เงินไปกับการลงทุน ประกอบกับโปรโมชั่นราคาสร้างฐานลูกค้า ทำให้ในช่วงแรกอาจยังไม่ได้มีเลขกำไรสวย ๆ แต่ก็ยังเติบโตได้อีกไกลเพราะมีทุนใหญ่เป็นข้อได้เปรียบ

โดยภาพรวม แม้ธุรกิจ e-commerce จะเติบโตอย่างรวดเร็ว จำนวนปริมาณการขนส่งพัสดุก็เพิ่มมากขึ้น แต่ธุรกิจขนส่งพัสดุกลับกำไรไม่กระเตื้อง ร่วงบ้าง จนถึงติดลบ สาเหตุหลักก็คือ

การห้ำหั่นราคาอย่างดุเดือด

หลังจากที่แต่ละบริษัทเริ่มชูจุดเด่นความรวดเร็ว รับประกันการรับของภายใน 1-2 วันบ้าง เหมือน ๆ กันหมด เพราะการจัดส่งพัสดุในอดีตอาจจะต้องใช้เวลานานถึง 3 วัน และมีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ด้วย แต่เมื่อแต่ละรายใช้กลยุทธ์เดียวกัน ยากที่จะหาความแตกต่าง ลำดับต่อมาบริษัทจึงต้องสร้างจุดจูงใจใหม่ ๆ แก่ลูกค้า ทั้งการดึงพรีเซนเตอร์ซึ่งเป็นดารานักแสดงระดับตัวแม่ตัวพ่อมาสร้างภาพจำให้แบรนด์ รวมถึงหันมาแข่งกันเรื่องของ “ราคา” กันอย่างหนักหน่วง เพื่อแข่งกันเป็นเจ้าตลาด

จากเมื่อก่อนราคาส่งด่วนเริ่มต้นที่ 30 บาท ก็เริ่มปรับลดลงมาเหลือ 25 บาทบ้าง 23 บาทบ้าง จนถึง 15 บาทก็มี ยกตัวอย่างบริษัท Kerry ที่มีโปรโมชั่น ‘ส่งคุ้ม ถึงพรุ่งนี้ ต้องเคอรี่นะ ค่าส่งเริ่มต้นแค่ 19 บาท’ จะเห็นว่าโปรโมชั่นดึงมาทั้งจุดเด่นเรื่องความเร็วและราคา หรือ J&T ที่ออกโปรโมชั่น ‘โปรส่งด่วนเริ่มต้นแค่ 15 บาท’ งัดมาทั้งความเร็วและความถูก

ซึ่งมีท่าทีว่าการแข่งขันเรื่องราคานี้น่าจะไม่จบลงง่าย ๆ ด้วยความที่ตลาดไม่มีความแตกต่างกันมาก จึงต้องอาศัยราคาเพื่อสร้างความต่างดึงดูดลูกค้า ประกอบกับกลุ่มลูกค้าขนส่งแบบประหยัดก็มีเปอร์เซ็นต์เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม ในการแข่งขันราคาที่ดุเดือดนี้ หากไม่มีเงินทุนที่หนาก็ต้องล้มหายตายจากไปแน่นอน ทุกคนก็เริ่มหาทางออกใหม่ให้แก่บริษัทตัวเองที่ไม่ต้องลงเล่นในเรื่องราคา อย่าง Flash ก็สร้างความแตกต่างให้ตัวเองเรื่องบริการ Door to Door Services รับพัสดุถึงหน้าบ้านคุณแบบ 365 วัน ไม่มีวันหยุด หรือส่วนของ Ninjavan ก็เลือกไม่ลงเล่นในตลาดราคา แต่หันมาสร้างแบรนด์สื่อสารผ่านวิดีโอ คอนเทนต์เป็นหลัก เพื่อให้เข้าถึงผู้บริโภคมากขึ้น โดยดึงเอา Pain Point ของผู้บริโภคเกี่ยวกับความกังวลเรื่องพัสดุ มาสร้างความแตกต่างให้แก่แบรนด์ สะท้อนภาพความใส่ใจในพัสดุของแบรนด์ และนำเอาพรีเซ็นเตอร์อย่าง “วู้ดดี้” มาช่วยสร้างความน่าเชื่อถืออีกแรง

ในตอนนี้เองทุกแบรนด์ก็เริ่มหาทางอยู่รอดให้แก่ตนเองกันใหม่ เพื่อให้ธุรกิจยังคงดำเนินต่อไปได้ ผู้คนจดจำ และสร้างกำไรในเร็ววัน

 



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer

เพิ่มเพื่อน