มีคนเคยบอกเอาไว้ว่า ‘คำว่าเด็กไม่ใช่ข้อจำกัดในการทำธุรกิจอีกต่อไป’ พอยิ่งได้มาฟังเรื่องราวของ ‘เจแปน ภาณุพรรณ จันทนะวงษ์’ ก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งทำให้คำพูดดังกล่าวมีน้ำหนักมากขึ้นไปอีก

เพราะเขาได้กลายเป็นเจ้าของธุรกิจ Production House ตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ปี 2 เท่านั้น จนถึงปัจจุบันที่มีอายุ 26 ปี เด็กหนุ่มคนนี้คือผู้ที่อยู่เบื้องหลังโฆษณาแบรนด์ดังมากมาย ทำ MV ให้กับศิลปินแนวหน้าของประเทศ รวมไปถึงหนังสั้นที่เยอะจนนับแทบไม่ถ้วน

พูดมาถึงตรงนี้แล้ว หลายคนอาจจะสงสัยว่า เขาเรียนไปทำงานไปได้ยังไง หรือสามารถ Pitch ใจลูกค้าเจ้าใหญ่ ๆ ทั้งที่ไม่ได้เป็นคนที่มีคอนเน็คชั่นเป็นทุนเดิมได้อย่างไรกัน ?

จุดเริ่มต้นของการทำธุรกิจ Production House

ด้วยความเป็นคนที่มีความสนใจเรื่องของการทำงานเบื้องหลังเป็นทุนเดิม เจแปนจึงตัดสินใจเรียนต่อมหาวิทยาลัย ในคณะเทศศาสตร์ ทางด้านฟิล์มที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ

เข้าไปปี 1 ก็เหมือนเฟรชชี่ที่ทำกิจกรรมมหาวิทยาลัยทั่วไป จนกระทั่งถึงปี 2 ที่รู้สึกร้อนวิชา อยากจะทำอะไรสักอย่างกับสิ่งที่ได้เรียนมา เขาจึงรวมกลุ่มทำหนังสั้นกับเพื่อน ๆ ส่งประกวดบ้าง ส่งอาจารย์บ้าง

จนกระทั่ง ‘กระตั้ว’ เพื่อนในกลุ่มอีกคน ได้มีโอกาสไปเกาหลีแล้วทำคลิปล้อเลียน Teaser หนังกวนมึนโฮ ที่ใช้ชื่อว่า ‘เกย์มึนโฮ’ ขึ้นมา หลังจากปล่อยไปในโลกออนไลน์ได้ไม่นาน ก็มี Feedback กลับมาอย่างล้นหลาม เจแปนเลยคิดว่า งาน Parody หรืองานล้อเลียนเนี่ยแหละ น่าจะเป็นจุดขายของพวกเขาได้

หลังจากนั้นมาเขาก็ทำคลิปล้อเลียน Teaser หนังออกมาเรื่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ไอฟาย ฟัคกิ้ง เยิ้มรู หรือ ฟรีแล้วว์ ห้ามช่วย ห้ามฟรี ห้ามหนีหมอ จนแนว Parody กลายเป็น Signature ของบุฟเฟ่ต์ที่ใคร ๆ ต่างก็จดจำได้

โดยเจแปนเล่าให้ Marketeer ฟังว่า เวลาจะทำ Parody ต้องเอาฟุทเทจมานั่งเทียบกันแบบซีนต่อซีน สมมติไดอาล็อกในซีนนี้มี 5 คำ เวลานำมาล้อเลียนก็ต้องดัดแปลงคำพูดให้ได้ 5 คำเป๊ะ ๆ ด้วย

ซึ่งหากวิเคราะห์กันดี ๆ นี่เป็นอีกหนึ่งกลยุทธ์ในการเกาะกระแส ที่ชาญฉลาดไม่น้อยเลยทีเดียว

ทำตัวเองให้เป็นที่รู้จัก แล้วเดี๋ยว Connection จะตามมาเอง

ถ้าไม่มี Connection ก็จงสร้างมันขึ้นมาเอง กับเจแปนและทีมบุฟเฟ่ต์ก็เช่นกัน พวกเขาเริ่มมาจากการเป็นนักศึกษาโนเนมที่ไม่มีใครรู้จัก แต่ก็สามารถสร้างชื่อเสียงให้กับตัวเองผ่านผลงานล้อเลียนต่าง ๆ ได้ และก็มีลูกค้าหลายเจ้าเช่นกันที่ติดต่อมาหาพวกเขาจากคลิปเหล่านี้

ซึ่งหลังจากมีงานหลั่งไหลเข้ามา พวกเขาก็ยังไม่หยุดที่จะสร้างคอนเทนต์ของตัวเองต่อไป อีกทั้งยังทำคลิปวิดีโอสนุก ๆ ออกมาให้เราได้เห็นผ่านแฟนเพจ Buffet Production อยู่เรื่อย ๆ

ตรงนี้เจแปนบอกกับเราว่า มันเป็นเหมือนการสร้างแบรนด์ ถึงบางคลิปยอดวิวจะแค่หลักหมื่นหลักแสน แต่หนึ่งในนั้นก็อาจจะเป็นลูกค้าของบุฟเฟ่ต์ก็ได้

ซึ่งแบรนด์ของพวกเขาก็คือแบรนด์แห่ง ‘ความเป็นเพื่อน’ นั่นเอง

จากห้างหุ้นส่วนจำกัด สู่การเป็นบริษัทอย่างเต็มรูปแบบ

หลังมีลูกค้าจ้างเข้ามาเรื่อย ๆ เขาเริ่มคิดอยากจะเปลี่ยน Buffet Production ให้กลายเป็นบริษัทอย่างเต็มรูปแบบ แต่การจะทำบริษัทเพื่อการพาณิชย์ มันต้องมีรายละเอียดอะไรอีกหลาย ๆ อย่างมากมาย ในตอนนั้นเขาจึงถามความสมัครใจของทุกคนในทีมก่อนว่าจะลงเรือไปด้วยกันต่อไหม

ซึ่งก็มีหลาย ๆ คน ตัดสินใจที่จะร่วมหัวจมท้ายไปกับเขา และก็มีบางคนที่ตัดสินใจไปเลือกเส้นทางของตัวเอง

มาถึงตรงนี้เจแปนบอกกับเราว่า “คนที่ไม่ได้ไปต่อกับผม ผมก็ไม่โกรธนะ ยินดีกับเขามาก ๆ ด้วยซ้ำ แต่สุดท้ายพอเขาไปได้ดี เวลามีงานอะไร เขาก็จะนึกถึงพวกผม กลับกลายมาเป็นคอนเน็คชั่นให้กันซะอีก”

เมื่อเปลี่ยนมาเป็นบริษัทอย่างเต็มรูปแบบ อะไรหลาย ๆ ก็ต้องเป็นระบบระเบียบมากขึ้นด้วย ประกอบกับช่วงนั้นเป็นช่วงปี 4 ที่ต้องทำทีสิสจบพอดี เขาเลยเลือกที่จะจัดการให้มีคนดูแลงานในบริษัทส่วนหนึ่ง และมีคนดูแลการเรียนอีกส่วนหนึ่ง  เพื่อให้ทั้งสองอย่างดำเนินไปด้วยกันได้อย่างราบรื่น

และสุดท้ายเขาก็ทำทั้งสองอย่าง ออกมาได้เป็นอย่างดี

ต้นทุนที่สำคัญที่สุดในการทำธุรกิจคือ ไอเดีย

พอพูดถึงการทำธุรกิจ Production House หลายคนจะนึกภาพว่า ต้องมีเงินทุนหนา ๆ เพื่อเอาไปซื้อกล้อง ซื้ออุปกรณ์ราคาแพงต่าง ๆ มาทำงาน

แต่เจแปนมองกลับกัน เพราะสิ่งที่เป็นจุดขายของพวกเขาไม่ใช่อุปกรณ์ แต่คือ ความคิดสร้างสรรค์และการเป็นโปรดักท์ชั่นแห่งความสนุกสนาน ส่วนเรื่องอุปกรณ์ไปเช่า Out Soucre เอาก็ได้ เพราะบางครั้งเราต้องไปดูที่ปลายทางของงานด้วยว่าจะไปจบที่ไหน บางครั้งจบที่มือถือ คุณภาพก็อาจจะไม่ต้องใช้กล้องราคาที่แพงมากก็ได้

จุดขายที่ทำให้บุฟเฟ่ต์ Pitch งานและใจจากลูกค้ามาได้

ต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ ธุรกิจโปรดักท์ชั่นเฮ้าส์มีการแข่งขันกันที่ค่อนข้างสูง แต่สำหรับเฮ้าส์เล็ก ๆ อย่างบุฟเฟ่ต์กลับยังสามารถยืนยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งก็คงต้องยกความดีความชอบ ให้กับการทำคลิปล้อเลียนออกมาเรื่อย ๆ นั่นแหละ

หรือที่ภาษาการตลาดเรียกมันว่า ‘การสร้างแบรนด์’ ให้ผู้คนได้จดจำนั่นเอง

เมื่อกลายเป็นที่จดจำของลูกค้าและเป็นที่รู้จักของผู้คน บวกกับการทำแพ็กเกจเสริมในการขาย เช่นถ้าทำกับเฮ้าส์ของพวกเขาก็อาจจะได้แชร์ลงในแฟนเพจของบุฟเฟ่ต์ที่มียอดไลค์กว่า 400,000 เพื่อสร้างการรับรู้ให้เพิ่มมากขึ้น

เท่านี้ก็ทำให้โปรดักท์ชั่นของพวกเขาโดดเด่นขึ้นมาในสายตาของลูกค้าแล้ว

ไอเดียไม่ตัน เพราะทำงานกันเป็นทีม

เพราะไอเดียตัน เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่คนทำงานคิดสร้างสรรค์จะต้องเคยเจอ ซึ่ง Buffet Production ก็มีวิธีแก้ปัญหานี้ด้วยการพูดคุยกัน ไม่ใช่เพื่อมาเค้นไอเดีย แต่เพื่อให้ทุกคนได้มารีแล็กซ์กัน คุยฟุ้งกันไปเรื่อย

ซึ่งสุดท้ายแล้วไอเดียดี ๆ มันก็มักจะมาในตอนที่เราไม่คิดอะไรนั่นแหละ !

อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยทำให้การคิดสร้างสรรค์ง่ายขึ้น คือเราจะต้องมี reference ตุนเอาไว้ในหัวให้มาก ๆ อย่างเจแปนเองก็เลือกที่จะตุน reference ในหัวด้วยวิธีการดูหนัง ดูคลิปต่าง ๆ ไปเรื่อย เพื่อที่จะเอาส่วนดีเหล่านั้น มาปรับใช้ให้เป็นสไตล์ของตัวเอง

อย่างว่า…..โลกเรามันมีมานานซะจนไม่มีอะไรที่เรียกว่า ‘ใหม่’ ได้อย่างแท้จริงแล้ว มีก็เพียงแต่เอาของเก่ามาบิด มาปรับใช้กับวิธีการใหม่ ๆ และถ้าอยากจะกลายเป็นเจ้าของไอเดียนั้น เมื่อคิดได้ ต้องรีบลงมือทำเลย!

แพลนขยายธุรกิจไม่ใหญ่ แต่ขอให้มั่นคง และยังมีความสุขเหมือนเดิม

จุดมุ่งหมายในการทำธุรกิจของใครหลาย ๆ คน คือการทำให้มันเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่ก็อย่าลืมว่าเวลากระโดดขามันไปข้างเดียว คงไม่แข็งแรงเท่าการเดินอย่างช้า ๆ ด้วยสองขา แต่เป็นการก้าวเดินที่แข็งแรงและสม่ำเสมอ

กับเจแปนก็เช่นกัน เขาอยากจะให้บุฟเฟ่ต์ค่อย ๆ เติบโตอย่างมั่นคง ไม่ต้องขยายจนเกินตัว ให้มันเป็น Step by Step ไป ขอให้ได้ทำในสิ่งที่รักแบบทุกวันนี้ และสิ่งที่รักทำให้ทีมงานทุกคนสามารถเลี้ยงปากท้องตัวเอง เลี้ยงคนที่บ้านให้อยู่กันอย่างมีความสุขได้

ส่วนที่ตลาดที่เขาเริ่มมองและศึกษาเอาไว้ ก็เห็นจะเป็นตลาดในกลุ่มประเทศ CLMV เพราะคนในกลุ่มประเทศนี้ มีพฤติกรรมเสพสื่อที่ค่อนข้างล้าหลังบ้านเราพอสมควร หากไป Serve ความต้องการตรงนี้ได้ ก็คงเป็นอะไรที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว

ตลอดเวลาที่ได้นั่งพูดคุยกัน ประโยคหนึ่งที่เจแปนมักจะเอาไว้ตบท้ายคำพูดของตัวเองก็คือ “ถ้าไม่มีทีม ไม่มีเพื่อน ๆ ผมทำเองคนเดียวก็คงไม่รอด” เขามักจะให้เครดิตหรือแนะนำให้เราได้รู้จักกับเพื่อนคนนี้คนนั้นอยู่เสมอ (ไม่เว้นแม้กระทั่งหมาแมว)

แม้จะมีใครบอกกับเราว่าเขาเป็น Leader ที่ดี  แต่นี่ก็คงเป็นสิ่งที่บอกได้ดีกว่าคำพูดมากแล้ว

ก่อนจะจบบทสนทนาแล้วพากันไปถ่ายรูปรอบ ๆ บ้าน Buffet Production เจแปนบอกกับเราว่า

“ธุรกิจของผม มันก็เปรียบเหมือนกับร้านอาหารบุฟเฟ่ต์นั่นแหละ ร้านของผมจะเป็นร้านที่มีอาหารเยอะมาก ให้ลูกค้าได้เลือกกันตามใจ อยากได้งานแนวไหนพวกผมจัดให้ได้ทั้งหมด แต่ถ้ายังไม่ตัดสินใจซื้อ ผมก็มีอาหารให้พวกเขาได้ชิมกันก่อนนะ ก็จากคลิปตลก ๆ คลิปล้อเลียนหรืองานที่ผ่าน ๆ มานั่นแหละ ขอแค่ลูกค้าเลือกเมนูมา เดี๋ยวพวกผมไปเสิร์ฟให้คุณแบบไม่อั้น

การทำงานของผมก็เช่นกัน มันก็เปรียบเหมือนกับอาหารจานหนึ่ง ที่มีเพื่อน ๆ มาช่วยกันปรุง ผมปรุงคนเดียวไม่อร่อยหรอก ต้องให้เพื่อน ๆ มาช่วยกันเติมรสกลมกล่อมเข้าไปด้วย” – เจแปน ภาณุพรรณ จันทนวงษ์



อัพเดตข่าวสารการตลาดทุกวันได้ที่ Website: Marketeeronline.co
Facebook: www.facebook.com/marketeeronline

ติดตาม Marketeer Online ทาง Line@ : @marketeer